Biznews

COFFEEBARK HOMEROASTER โรงคั่วกาแฟที่ใช้คุณภาพและความจริงใจ สร้างสไตล์ธุรกิจ

“หากเปรียบ Coffeebark Homeroaster เป็นเหมือนช่างตัดเสื้อ ก็จะเป็นช่างในแบบ tailor made หรือถ้าเป็นเชฟ ก็คือเชฟประเภท on table หรือหากเป็นนักดนตรี ก็จะเป็นกลุ่มที่แต่งเพลงเอง ไม่ใช่นักดนตรีที่เล่นแต่เพลงคนอื่น”

 

การแสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่ง “ความสุข” นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับมุมมองและการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละบุคคล ซึ่งหากมองถึงวิถีการดำเนินธุรกิจของ Coffeebark Homeroaster แล้ว อาจบอกได้ว่าคือโรงคั่วกาแฟที่เกิดจากพื้นฐานธุรกิจที่มีความสุขเป็นจุดหมายปลายทาง บวกกับความรักและศรัทธาในอาชีพของ มนัสชัย คงด่าน ทำให้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบคล้ายคลึงกันเข้ามารวมตัวกัน โดยมีจุดร่วมเดียวกัน นั่นก็คือ “กาแฟ”

ผลักดันให้ “Coffeebark Homeroaster” กลายเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนไลฟ์สไตล์ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ออกมาในลุคแบบเท่ๆ ของหมู่คนรักกาแฟ

 

จุดเริ่มต้นของโรงคั่วกาแฟแห่งนี้ ไม่ได้เกิดจากความคิดที่จะดำเนินธุรกิจโรงคั่วกาแฟ แต่เกิดจากความต้องการมีร้านกาแฟเพื่อเลี้ยงชีพของตนเอง ภรรยา (แน๊ต – ปิยะนันท์ อัศวธนัทพงศ์) และครอบครัว ภายใต้นิยามของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และด้วยการแสวงหาความรู้อย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องกาแฟ ทำให้ มนัสชัย หรือ เอิ๊ก ต้องการมีเมล็ดกาแฟเป็นสูตรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของทางร้าน แต่ไม่สามารถหาได้ตามความต้องการ ในที่สุดจึงตัดสินใจเปิดโรงคั่วกาแฟเองที่บ้านด้วยเครื่องคั่วกาแฟตัวแรกขนาด 2 กิโลกรัม

“ผมส่งกาแฟคั่วเองไปให้เพื่อนที่รู้จักทดลองชิมก่อน ผลตอบรับกลับมาคือมีคนสั่งซื้อสินค้าเราซ้ำ จึงเกิดไอเดียว่าน่าจะมีคนเหมือนกันกับเราที่หาโรงคั่วกาแฟรับผลิตสินค้าที่จะเป็น core product ตามที่เราต้องการไม่ได้ ตอนนั้นแผนเปิดร้านกาแฟจึงชะลอไว้ก่อนและมุ่งดำเนินธุรกิจโรงคั่วกาแฟด้วยแนวคิดนั้น” เอิ๊ก เล่า

แม้การดำเนินธุรกิจช่วงที่ผ่านมาจะไม่ได้ราบรื่นนัก แต่ปัจจุบัน เอิ๊ก บอกว่าเริ่มเข้าที่เข้าทางและมาไกลเกินกว่าที่คิดไว้ ด้วยจำนวนลูกค้าที่มีอยู่พอสมควร โดยการเติบโตเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากกระแสของกาแฟพิเศษเข้ามาในเมืองไทยช่วง 5 ปีหลัง และขณะนี้อยู่ในช่วงเตรียมลงทุนพัฒนาพื้นที่ติดกับที่บ้านและโรงคั่วกาแฟเพื่อเปิดเป็นศูนย์รวมด้านไลฟ์สไตล์ ซึ่งจะมีร้านกาแฟเป็นจุดเชื่อมของทั้งหมด คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ช่วงเดือนพฤษภาคมปีหน้า

 

ทั้งนี้ ความชัดเจนของแบรนด์ “Coffeebark Homeroaster” ได้ถูกสั่งสมมาตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ สะท้อนความเป็นตัวตนของผู้ก่อตั้งเรื่อยมา จากแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเลขและการเร่งการเติบโตมากนัก ผสมผสานกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในรูปแบบเติมสีสันและสร้างความสุขให้กับชีวิต และรักการเดินทาง โดยมีแกนหลักของกิจการเป็นโรงคั่วกาแฟที่รับคั่วกาแฟตามที่ลูกค้าต้องการ

“หากเปรียบ Coffeebark Homeroaster เป็นเหมือนช่างตัดเสื้อ ก็จะเป็นช่างในแบบ tailor made หรือถ้าเป็นเชฟ ก็คือเชฟประเภท on table หรือหากเป็นนักดนตรี ก็จะเป็นกลุ่มที่แต่งเพลงเอง ไม่ใช่นักดนตรีที่เล่นแต่เพลงคนอื่น ซึ่งอารมณ์ของคอฟฟี่บาร์กฯ ก็จะเป็นแนวนี้”เอิ๊ก กล่าว

เขาบอกอีกว่า ในเรื่องธุรกิจนั้น ไม่ได้มีแผนหรือวางเป้าหมายการเติบโตใด ๆ แต่ด้วยเงื่อนไขที่วางไว้อย่างถูกต้องทำให้รู้อยู่แล้วว่าธุรกิจจะขยายตัวต่อไปได้ เหมือนกับการปลูกต้นไม้ยืนต้น เมื่อขุดหลุมพรวนดินไว้อย่างดี พอเริ่มโต ก็ให้ปุ๋ย ให้น้ำอย่างเหมาะสมทุกฤดูกาล จึงไม่มีเหตุผลที่ต้นไม้นั้นจะไม่เติบโต พอเมื่อถึงเวลาออกดอกก็จะมีดอก ถึงฤดูติดผลก็จะมีผลออกมา ถ้าสภาพแวดล้อมทั้งหมดยังเอื้ออำนวยอยู่

 

ธุรกิจก็เช่นกัน หากเราวางเงื่อนไขไว้อย่างถูกต้อง รู้ว่าลูกค้าเราคือใคร ลูกค้าต้องการอะไร และเรารู้ว่าเราทำอะไร นอกจากความรู้ในเรื่องกาแฟที่มั่นใจว่าเราสามารถนำมาให้ได้เป็นอย่างดีและถูกต้องแล้ว และถ้าหากมีกรณีที่เกิดความผิดพลาดขึ้นก็จะยืดอกรับและจัดการแก้ไขโดยไม่หลีกเลี่ยง สิ่งเหล่านี้ลูกค้าจะสัมผัสได้ เกิดความจริงใจระหว่างลูกค้ากับคนขายซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้มาจากวิชาการตลาดหรือตำราเรียนแต่อย่างใด และด้วยลักษณะที่ทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ เรากับลูกค้าจะรู้จักกัน 100% แม้ในแบบนี้จะเป็นเรื่องยากในการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน เพราะจะทำให้เติบโตช้า แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือ ได้ความสบายใจ

โดยมองถึงแนวโน้มตลาดกาแฟ ว่ายังเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่องจากยอดการบริโภคที่เติบโตขึ้น นั่นเป็นเพราะมีรายใหญ่เข้ามาเขย่าตลาด รณรงค์ให้เกิดการบริโภคกาแฟมากขึ้น

สำหรับการสร้างแบรนด์ เขาเล่าว่า ที่ผ่านมาไม่ได้มีเป้าหมายการสร้างแบรนด์ชัดเจนนัก โดยไม่เคยทำการตลาดหรือซื้อโฆษณาใด ๆ มาก่อน แต่เกิดจากทุกเรื่องทุกอย่างที่ทำออกไปนั้นเป็นเรื่องจริง เป็นไลฟ์สไตล์ของตนเองจริง ๆ ทั้งหมด จึงสะท้อนไปที่ตัวแบรนด์ทำให้มีคาแรคเตอร์ค่อนข้างชัดเจน และต่อไปคนจะรู้จักแต่คอฟฟี่บาร์กฯ คือรู้ว่าเป็นใคร ทำอะไร ทำงานอย่างไร มีนิสัยอย่างไรผ่านเรื่องราวของกลุ่มสินค้าพรีเมียมซึ่งกำลังจะผลิตออกมา จะเป็นสินค้าที่มีจุดเริ่มต้นเดียวกับโรงคั่วกาแฟคือผลิตในแบบ custom สั่งผลิตในแบบที่เป็นตัวของเราเอง

 

“วิธีการสร้างแบรนด์ของผมจะทำเหมือนเดิมทุกอย่างแต่จะเข้มข้นและมีคุณภาพมากขึ้น โดยถอดตัวเองและแน๊ต (ภรรยา) ออกมาจากแบรนด์ ให้คนรู้จักแต่คอฟฟี่บาร์กฯ และที่ฝันไว้ในใจคือ ไม่มีใครรู้แล้วว่าผมเป็นใคร แต่จะจำโลโก้กับชื่อแบรนด์ได้ ให้คนรู้สึกว่าเขาภูมิใจที่เป็นพวกเดียวกันกับเรา รู้สึกดีที่มีพวงกุญแจของคอฟฟี่บาร์กฯ ห้อยอยู่กับมอเตอร์ไซด์ หรือถ่ายรูปถุงกาแฟแล้วบอกว่าเป็นของคอฟฟี่บาร์กฯ และฝันสูงสุดไปไกลๆ ก็คือ ผมไปนั่งกินกาแฟในต่างประเทศ โดยที่เจ้าของร้านเขาไม่รู้ว่าผมเป็นคนคั่วกาแฟให้เขา และผมเองก็ไม่รู้ว่าเขาสั่งกาแฟของผม”เขากล่าว

จากการพูดคุยกันถึงแนวคิดการดำเนินธุรกิจนั้น เอิ๊ก ทิ้งท้ายไว้ด้วยการระลึกถึงคำพูดของ ปรารภ ประภาลักษณ์ เจ้าของอินทนนท์กาแฟ ว่า การจะทำโรงคั่วกาแฟให้อยู่รอดได้ สิ่งสำคัญคือต้องทำด้วยใจรักและศรัทธา คนกินกาแฟมีมาก อย่าไปขัดแข้งขัดขาใคร ให้รู้ว่าใครมาก่อนมาหลัง และมีมารยาทในสังคมธุรกิจ ซึ่งนั่นทำให้มั่นใจในการทำอาชีพนี้และทำอย่างมีความสุขมาก

ที่มา Post Connex

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: