Biznews

ปัญหาโลกแตก “แท็กซี่” กรุงเทพ บริการแย่แต่อยากได้เงินเพิ่ม

ปัญหาโลกแตก “แท็กซี่” กรุงเทพ

บริการแย่แต่อยากได้เงินเพิ่ม

โดย…ธนก บังผล

ถกเถียงกันในสังคมเมืองกรุงกันมาเป็นเวลานานแล้วนะครับว่า สรุปแล้วปัญหาของ “แท็กซี่” คืออะไร เนื่องจากมีความพยายามหลายต่อหลายครั้งที่เหล่าบรรดาสมาคมแท็กซี่และผู้ให้บริการจะขอขึ้นค่าโดยสารด้วยการปรับเพิ่มราคามิเตอร์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งๆที่จะว่าไปแล้วผู้โดยสารส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เคยเจอโชเฟอร์ระดับ “กาก” มาไม่น้อย

แม้จะมี “GRAB” เข้ามาแชร์ส่วนแบ่งการตลาดอยู่บ้าง แต่ก็ปรากฏว่าเมื่อเข้าไปใช้แอพพลิเคชั่นเรียกรถแท็กซี่ผ่านสมาร์ทโฟน บางครั้งเราจะพบการคิดค่าบริการล่วงหน้าที่ “ประมาณการ” เอาไว้สูงเกินความเป็นจริงของช่วงจราจร เช่น เรียกรถจากหน้าตลาดบางใหญ่ ไปโรงเบียร์ฮอลแลนด์ราชพฤกษ์ ซึ่งปกติราคามิเตอร์ไม่ถึง 120 บาท แต่ราคาประเมินจากแอพฯ ขึ้นมา 167 บาท

ในกรณีนี้โชเฟอร์จะไม่กดมิเตอร์เลยนะครับ เอาราคาที่แอพฯ ประมาณการให้เป็นตัวตั้งทันที ซึ่งสร้างความแปลกใจว่าสุดท้ายแล้วจะมีมิเตอร์ไว้เพื่ออะไร และเป็นการเอาเปรียบผู้โดยสารหรือไม่เนื่องจากการคิดราคาล่วงหน้านั้นไม่มีมาตรฐานใดๆรองรับว่าแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์

จนกระทั่งมีการจุดประกายเรื่อง “แท็กซี่เหมาจ่ายรายเดือน” ขึ้นมาจากสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ ที่จะแก้ปัญหาค่าโดยสารโดยไม่พึ่งพากรมการขนส่งทางบก กล่าวคือ “เลิกกดมิเตอร์” และให้ผู้โดยสารที่สนใจสมัครใช้บริการโดยเสียเป็นรายเดือนแทน เบื้องต้นคาดว่าต้องจ่ายประมาณ 10,000-12,000 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยแล้ววันละ 400 บาท

นายวรพล แกมขุนทด นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันแท็กซี่ที่เข้าร่วมโครงการแท็กซี่โอเค ซึ่งได้รับการปรับขึ้นราคาตามกำหนดของกรมขนส่งมีจำนวนไม่มาก คือประมาณ 10,000 คันเท่านั้น ดังนั้นทางกลุ่มแท็กซี่จะแก้ปัญหาโดยนำ บริษัท มาย แท็กซี่ ร่วมมือกับนักลงทุนรายใหญ่ภายในประเทศเปิดให้บริการรถแท็กซี่รูปแบบใหม่ “เหมาจ่ายรายเดือน” แทน

ทั้งนี้ บริษัท มาย แท็กซี่ (My Taxi) ของนายวรพล จะร่วมมือกับนักลงทุนรายใหญ่ภายในประเทศเปิดให้บริการรถแท็กซี่รูปแบบใหม่ คือ จะไม่กดมิเตอร์ แต่จะให้บริการในรูปแบบของเหมาจ่ายเป็นรายเดือน ผู้โดยสารที่จะใช้บริการสามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกในราคา 12,000 บาทต่อเดือน ใช้บริการได้ไม่จำกัดเที่ยววิ่งในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

เหมาจ่ายรายเดือนแล้วก็จะแถมน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ 6 ขวด และอาหารเสริมที่ทางบริษัทเปิดจำหน่ายอยู่ในขณะนี้ให้ไปด้วย ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทางได้มากพอสมควร เนื่องจากสามารถให้รถแท็กซี่ไปรับที่ไหนก็ได้ ผ่านทางแอพพลิเคชั่น ตั้งเป้าไว้ว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในต้นปีหน้า (2562)

“ทุกวันนี้คนขับแท็กซี่มีรายได้ไม่พอใช้ และการขายสิทธิ์รายเดือน ก็จะช่วยเป็นรายได้เสริมให้กับคนขับ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายช่วงแรกคือ ผู้โดยสารระดับกลางที่ต้องเดินทางประจำ ส่วนแท็กซี่ที่จะนำมาให้บริการแบบนี้ มีการจดทะเบียนทำธุรกิจกับกรมการขนส่งทางบกแล้ว ดังนั้น การดำเนินการรูปแบบนี้ จึงไม่ผิดกฎหมายของกระทรวง เพราะรถที่ใช้เป็นรถแท็กซี่คันใหม่ป้ายเหลือง และเข้าร่วมในโครงการแท็กซี่โอเค”

นายกสมาคมฯ ให้ความเห็นกรณีที่กรมการขนส่งทางบกเตรียมเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารประมาณ 8% ให้เฉพาะรถแท็กซี่ที่เข้าร่วมโครงการแท็กซี่โอเคประมาณ 13,000 คัน จากทั้งหมดที่มีประมาณ 80,000 คันในกรุงเทพฯว่า เรื่องดังกล่าวจะต้องออกมาในรูปแบบนี้ เพราะมีการวางแผนกันไว้แล้ว เป็นเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทน โดยแท็กซี่สมาคมที่เข้าร่วมโครงการแท็กซี่โอเคของกรมการขนส่งทางบกมีไม่มาก ประมาณ 2 พันคันเท่านั้น

“ผมมองว่าทำให้แท็กซี่ในโครงการแท็กซี่โอเคเสียเปรียบ เพราะผู้โดยสารสามารถเลือกแท็กซี่ที่ไม่ได้อยู่ในโครงการใช้ได้ อีกทั้งแท็กซี่นอกโครงการมีจำนวนมากกว่า และราคาถูกกว่าด้วย” นายวรพล กล่าวและว่า

“ตามระเบียบแล้ว สมาคมฯไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ แต่ผมมีบริษัทด้วย ดังนั้นจะดำเนินการภายใต้บริษัทที่มีอยู่เพื่อร่วมลงทุนในการให้บริการในรูปแบบดังกล่าว ซึ่งทางผู้ลงทุนก็ตอบรับที่จะลงทุนกับทางบริษัทแล้ว ที่สามารถดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวได้ เนื่องจากจะมีการจ่ายเงินให้กับรถแท็กซี่ที่สมัครเข้ามาร่วมให้บริการจำนวน 2,000 บาทต่อวัน ดังนั้นรถแท็กซี่จึงไม่จำเป็นต้องไปวิ่งหาผู้โดยสาร และจะไม่มีปัญหาปฏิเสธผู้โดยสารเกิดขึ้นแน่นอน เพราะจะมีทีมงานที่คอยบริหารจัดการตลอดเวลา ซึ่งปัจจุบันได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องต่างๆไว้แล้ว รวมถึงการฝึกอบรมรถแท็กซี่ที่สนใจจะเข้าร่วมดำเนินการ ตอนนี้มีสมาชิกรถแท็กซี่สนใจเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวนมาก และอยู่ระหว่างทยอยฝึกอบรมเกี่ยวกับรูปแบบการให้บริการที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง”

ในขณะที่ นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ก็ได้ออกมายืนยันว่ารถแท็กซี่ จะต้องกดมิเตอร์ทุกคัน ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 เพราะฉะนั้นรูปแบบ “เหมาจ่ายรายเดือนโดยยกเลิกการกดมิเตอร์” เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากพบต้องดำเนินการลงโทษสูงสุด คือปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ฐานไม่ใช้มิเตอร์ และหากพบว่ากระทำผิดซ้ำๆ ก็จะต้องพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตขับรถ

“เจ้าหน้าที่ของกรมฯ จะวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกรณีแท็กซี่เหมาจ่ายไว้ แต่ก็ยอมรับว่าการกระทำดังกล่าว หากผู้โดยสารผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจที่จะใช้อัตราการเหมาและผู้โดยสารไม่มีการร้องเรียนเข้ามา ทางกรมฯจะไม่สามารถตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตามขอแจ้งให้ผู้โดยสารทราบว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย และขอความร่วมมือช่วยแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดมาที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อจะได้ส่งเจ้าหน้าที่กองตรวจการณ์ ไปตรวจสอบและดำเนินการกับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าว

นอกจากนี้ นายพีระพล ยังยืนยันด้วยว่า ทางกรมการขนส่งทางบกยังไม่ได้พิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสาร 8% ให้กับรถแท็กซี่ในโครงการ TAXI OK แต่อย่างใด โดยคณะทำงานอยู่ในขั้นตอนการนำผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประมวลกับข้อมูล ซึ่งการพิจารณาปรับค่ามิเตอร์นั้นมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่กระทบกับต้นทุน เช่น ราคาเชื้อเพลิง ระยะเวลาที่จราจรติดขัดที่ทำให้รถไม่เคลื่อนที่แล้ว ยังมีเรื่องคุณภาพบริการ ที่มีความสำคัญอย่างมาก คือคุณภาพและต้นทุนต้องไปด้วยกัน

คาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดได้เรียบร้อยภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ จากนั้นจะเสนอความเห็นไปยังกระทรวงคมนาคมต่อไป ซึ่งไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะมีการปรับค่ามิเตอร์หรือไม่ เนื่องจากการพิจารณาอนุมัติ เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ ปี 2561 พบกรณีรถแท็กซี่ถูกร้องเรียนในอัตราที่สูง เมื่อเทียบกับปี 2559 อาทิ การปฏิเสธผู้โดยสาร และการไม่ใช้มิเตอร์ เป็นต้น ซึ่งส่วนหนึ่งที่การร้องเรียนไม่ลดลงเนื่องจากปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกได้เปิดช่องทางการร้องเรียนมากขึ้น ทั้งทางไลน์ เฟซบุ๊ก และแอปพลิเคชัน DLT จากเดิมที่มีการร้องเรียนผ่านทางคอลเซ็นเตอร์ โทร.1584 เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น

ด้าน นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานกรรมการสหกรณ์แท็กซี่สยาม จำกัด กล่าวถึงการขอปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่ว่า ได้ส่งตัวแทนผู้ประกอบการแท็กซี่เข้าประชุมหารือร่วมกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อหาข้อยุติในการขอปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่ ตามที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอให้มีการปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 8% เพื่อชดเชยในช่วงเวลารถติดหรือต้องวิ่งเข้าไปในเส้นทางที่รถติดหนักมาก

“จะมีการเสนอขอให้ปรับอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่ เพิ่มขึ้นประมาณ 15% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่จะทำให้แท็กซี่สามารถอยู่ได้และคาดว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสารได้ด้วย เนื่องจากการที่แท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารก็เพราะบางเส้นทาง หากต้องวิ่งส่งผู้โดยสารจริง อาจไม่ได้กำไรหรือขาดทุน ทำให้ต้องปฏิเสธผู้โดยสารจริงๆ ส่วนในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ จะมีการยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อร้องขอให้เร่งปราบปรามแท็กซี่ป้ายดำผิดกฎหมายที่ออกมาวิ่งในรูปแบบของแกร็บแท็กซี่อย่างจริงจัง เพราะแท็กซี่ป้ายเหลืองที่ถูกกฎหมายได้รับผลกระทบอย่างหนัก จึงอยากฝากถึงภาครัฐให้เข้าใจผู้ประกอบการด้วย เนื่องจากทุกคนก็ไม่ได้อยากขอขึ้นเงินอะไรมากมาย ถ้าอยู่ได้ก็ไม่อยากให้มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ที่ต้องขอขึ้นเพราะอยู่ไม่ได้จริงๆ ทุกวันนี้รายได้ที่เหลือจากการขับแท็กซี่ต่อวันน้อยกว่ารายได้ขั้นต่ำของคนในกรุงเทพฯ ทั้งที่ทำงานมากกว่าพนักงานบริษัททั่วไปด้วยซ้ำ จึงอยากให้ปรับขึ้นตามที่ขอ เพื่อให้มีรายได้เท่าเทียมกัน” นายวิฑูรย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ผู้ที่เคยใช้บริการแท็กซี่ในกรุงเทพกันดีว่าปัญหาที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่ระบบการเก็บค่าโดยสาร เพราะแม้กระทั่ง “แกร็บ” ที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันการปฏิเสธการรับผู้โดยสารก็ยังมีการแจ้งยกเลิกการไปรับกลางคัน หรือแม้กระทั่งคิดค่าโดยสารเกินจริง

ปัญหาที่แท้จริงของแท็กซี่ในปัจจุบันหลักๆอยู่ที่คนขับ หรือ “โชเฟอร์” ซึ่งเมื่อจำนวนรถแท็กซี่ที่มีมากเกินไปจะทำให้การจราจรติดขัดแล้ว ผู้ที่เข้ามาขับแท็กซี่เองก็ไม่สามารถกลั่นกรองได้จนมีมิจฉาชีพแอบแฝงตัวเข้ามาก่ออาชญากรรมจำนวนหนึ่ง บั่นทอนความมั่นใจและความปลอดภัย

และแม้จะมีระบบเหมาจ่ายรายเดือน ก็ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าผู้ขับจะเป็นคนเดียวกับที่เคยใช้บริการหรือไม่ หรือการหยุดในบางวันของโชเฟอร์จะกระทบกับผู้ใช้บริการประจำหรือไม่ การเปลี่ยนโชเฟอร์ที่ไม่มีความเชื่อใจกันจะแก้ปัญหาของหาย ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ หรือการปล้นชิงทรัพย์ผู้โดยสารได้อย่างไร

อีกปัญหาที่สำคัญคือเส้นทางในกรุงเทพที่มีทางไปจุดหมายค่อนข้างหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น จากแซ็นทรัลรามอินทรา ไป เซ็นทรัลลาดพร้าว หากผู้โดยสารใช้เส้นทางเลี้ยวซ้ายวงเวียนหลักสี่ เข้าบางบัว ป่านมหาวิทยาลัยศรีปทุม แยกเกษตร แยกรัชโยธิน แต่ในบางครั้งแท็กซี่ต้องการตรงไปแยกหลักสี่เลี้ยวซ้ายเข้าถนนวิภาวดี ผ่านสโมสรตำรวจ ตรงมาเรื่อยๆจนถึงห้าแยกลาดพร้าว ด้วยข้ออ้างที่ว่า “กลัวรถติด” ซึ่งปัญหาการเลือกเส้นทางไปยังจุดหมายในปัจจุบันก็ยังคงเป็นปัญหาโลกแตกที่ทำให้ผู้โดยสารมีปากเสียงกับโชเฟอร์ จนลุกลามเป็นการใช้คำพูดกระทบกระทั่งกันขึ้นมา

เพราะฉะนั้นตราบใดที่กรุงเทพยังคงมีแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร มีอาชญากรรมเกิดขึ้นในรถ การเอาเปรียบคิดค่าโดยสารเกินจริงโดยไม่กดมิเตอร์ ไม่ว่าจะปรับระบบในการให้บริการอย่างไรก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการทั้งนั้น และยิ่งต้องมาปรับเพิ่มค่าบริการแล้วย่อมมีผู้ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน

Related Articles

Back to top button
X
%d bloggers like this: