Biznews

8 สิ่งที่ธุรกิจควรรับมือ พฤติกรรมนักช้อปไทย ‘Future Shopper’

การศึกษาพฤติกรรมนักช้อปไทย ‘Future Shopper’ ของ ‘วันเดอร์แมน ธอมสัน’ เป็นรายงานการวิจัยตลาดที่ถูกบูรณาการศาสตร์ในหลากหลายสาขาวิชา ที่รวบรวมข้อมูล และการวิจัยผู้บริโภคเชิงคุณภาพ รวมถึงวัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนกลุ่มต่างๆ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นจริง ซึ่งรายงาน ‘Future Shopper’ ฉบับนี้เป็นการรายงานถึงพฤติกรรมความเปลี่ยนแปลงในโลกออนไลน์ คอมเมิร์ซ และพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคในยุคของการช้อปปิ้งออนไลน์

ในบทความนี้เราจะขอหยิบยกเฉพาะพฤติกรรมในอนาคตของนักช้อปไทย และแนวทางในการปรับตัวและรับมือของผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซโดยจะกล่าวสรุปจากรายงานฉบับนี้ให้ทราบกันนะครับ

นักช้อปไทยก้าวเข้าสู่นักช้อปที่ได้ชื่อว่า ‘ใจเร็ว’ ที่สุดในโลก พวกเขาชื่นชอบความ ‘ไว’ ‘ทันใจ’ ในๆทุกๆมิติของประสบการณ์การช้อปปิ้ง อีกทั้งนักช้อปไทยยังติดอันดับต้นๆ ในการช้อปบนโซเชียลคอมเมิร์ซมากที่สุด และยังเปิดใจรับกับเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยสนับสนุนให้พวกเขาสะดวกสบายมากขึ้น จากผลสำรวจ 79% ของนักช้อปไทย ยังคงชอบจับจ่ายกับแบรนด์ที่มีทั้งหน้าร้านจริงและร้านออนไลน์ พวกเขายังอยากให้แบรนด์และผู้ค้าปลีกมอบประสบการณ์ที่เชื่อมต่อช่องทางต่างๆ อย่างราบรื่นแบบไร้รอยต่อได้ดีกว่าที่เป็นอยู่

ดังนั้นแบรนด์ควร ต้องเตรียมพร้อมให้รอบด้านครอบคลุมในทุกมิติธุรกิจด้วยการใช้กลยุทธ์ Omni-Channel ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลร่วมกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้พวกเขาสะดวกสบายมากขึ้น อย่างเช่น การคิดเงินที่ลูกค้าทำได้ด้วยตนเอง การเยี่ยมชมร้านแบบเสมือนจริง(AR) บริการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อรับสินค้าที่ร้าน เป็นต้น การศึกษาครั้งนี้พบว่าสิ่งที่ผู้บริโภคชาวไทยอยากเห็นการปรับปรุงมากที่สุดในเรื่องของการจัดส่ง คือ 58% ต้องการให้การจัดส่งรวดเร็วขึ้น และ 50% คาดหวังให้ค่าจัดส่งถูกลง นอกจากนี้พวกเขายังคาดหวังว่าจะได้รับสินค้าภายใน 2-3 วันนับจากที่สั่งซื้อ และโดยเฉลี่ยแล้วผู้บริโภคชาวไทยจะไม่ทนรอการจัดส่งที่ใช้เวลานานเกิน 6 วัน ธุรกิจจึงต้องวางแผนการดำเนินการได้อย่างรวดร็ว ทั้งในการจัดส่ง การคืนสินค้า และการมีสินค้าพร้อมส่งด้วย

สรุปพฤติกรรมและความคาดหวังของนักช้อปไทย

เพื่อให้เข้าใจและเลือกอ่านได้ง่ายขึ้นผมขอสรุปเป็นข้อๆให้ดังนี้ครับ

79% ของนักช้อปไทยยังคงชอบจับจ่ายกับแบรนด์ที่มีทั้งหน้าร้านจริงและร้านออนไลน์
พวกเขาเปิดใจยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ในการช้อป เช่น การเยี่ยมชมร้านแบบเสมือนจริง (AR) ห้องลองเสื้อผ้าแบบอินเตอร์แอคทีฟ

Social Commerce นักช้อปไทยซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้สูงถึง 88% เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก
Marketplace ยังเป็นที่นิยมของนักช้อปชาวไทยเพราะช่วยตอบโจทย์การเลือกซื้อสินค้าหลากหลายกลุ่มได้ในแหล่งเดียว
นักช้อปไทยคาดหวังให้มีการปรับปรุงในเรื่องของการจัดส่งมากที่สุด58% ต้องการให้การจัดส่งรวดเร็วขึ้น และ 50% คาดหวังให้ค่าจัดส่งถูกลง

เมื่อสั่งสินค้าแล้ว นักช้อปไทยจะไม่ทนรอการจัดส่งที่นานเกิน 6 วันและคาดหวังว่าจะได้รับสินค้าภายใน 2-3 วันนับจากที่สั่งซื้อ

นักช้อปไทยครองอันดับ 1 ในเรื่องของการเลือกซื้อกับแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม คิดเป็นสัดส่วน 88%
83% ยังต้องการให้แบรนด์และผู้ค้าปลีกมีวิธีปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น

ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีนัยยะสำคัญที่บ่งชี้ว่านักช้อปชาวไทยจะให้ความสำคัญต่อประสบการณ์การช้อป และการได้รับคุณค่าบางอย่าง มากกว่าเรื่องของแบรนด์และราคาสินค้า แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็อาจจะปันใจไปซื้อที่อื่นหากพบว่าได้ราคาที่ดีกว่า มีทางเลือกในการจัดส่งที่น่าสนใจกว่า หรือนำเสนอในแบบเฉพาะบุคคลได้มากกว่า ซึ่งเราจะพาไปดูการรับมือและการปรับตัวให้แบรนด์ดำเนินธุรกิจบนแนวทางที่นักช้อปชาวไทยคาดหวังกันครับ

 

8 สิงที่ธุรกิจควรรับมือ ‘Future Shopper’ ยกระดับการสร้างประสบการณ์ของลูกค้า

1. เชื่อมต่อร้านค้า Online – Offline แบบไฮบริด สร้างประสบการณ์การช้อปแบบไร้รอยต่อด้วยกลยุทธ์ Omni-Channel
พฤติกรรม ‘การหาข้อมูลและเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อ’ หรือ Omni-Channel Comparison Shopper จะมีการหาข้อมูลทางออนไลน์และไปซื้อสินค้าหน้าร้าน หรือ อาจจะหาข้อมูลออนไลน์ ไปดูสินค้าหน้าร้าน และกลับมาสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงถึงกัน แบรนด์และผู้ค้าปลีกควรมอบประสบการณ์ที่เชื่อมต่อช่องทางต่างๆ อย่างราบรื่นแบบไร้รอยต่อได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แบรนด์และผู้ค้าปลีกจะต้องเตรียมพร้อมให้รอบด้านครอบคลุมในทุกมิติธุรกิจด้วยการใช้กลยุทธ์ Omni-Channel ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

2. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มความสะดวกสบายในการช้อป
จากสถิติ 79% ของนักช้อปไทย ยังคงชอบจับจ่ายกับแบรนด์ที่มีทั้งหน้าร้านจริงและร้านออนไลน์ และพวกเขายังเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆมากขึ้น การช้อปปิ้งภายในร้านก็ควรนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น การชำระเงินแบบไร้การสัมผัส การคิดเงินและการชำระเงินได้ด้วยตัวเอง หรือสร้างห้องลองเสื้อผ้าแบบอินเตอร์แอคทีฟ ในส่วนของออนไลน์อาจจะใช้เทคโนโลยี AR เข้ามามอบประสบการณ์การเยี่ยมชม และการช้อปปิ้งในร้านแบบเสมือนจริง เป็นต้น

3.วางกลยุทธ์ Social Media ให้เข้มแข็งผสานช่องทางอื่นๆ
โซเชียลคอมเมิร์ซ (Social commerce) เป็นช่องทางสำคัญของนักช้อปชาวไทย โดยมีผู้ซื้อสินค้าผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซสูงที่สุดในโลก สัดส่วนคิดเป็น 88% ด้วยเหตุผลที่ว่า โซเชียลคอมเมิร์ซ ‘ง่ายต่อการซื้อ’ เป็นอันดับแรก 44% และ โปรโมชั่น 40% ตามด้วย ข้อเสนอพิเศษ 35% นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าแบรนด์ควรวางกลยุทธ์เชื่อมต่อช่องทางการขายต่างๆ ผสานกับโซเชียลมีเดียด้วย

4. ย่นเวลาการช้อปให้สั้นลง สร้างเส้นทางการซื้อขายที่กระชับขึ้น (Compressed Commerce)
โดยเราต้องช่วงชิง การเป็นผู้จุดแรงบันดาลใจแล้วรีบชักนำนักช้อปไทยเข้าสู่ช่วงของการค้นหาและการซื้อสินค้าอย่างรวดเร็ว ผลการสำรวจพบว่า 97% นักช้อปไทยต้องการก้าวจากช่วงของแรงบันดาลใจไปสู่ช่วงของการซื้อให้รวดเร็วที่สุด พวกเขาต้องการความไว และทันใจมากที่สุด แบรนด์จึงควรจะปรับร้านค้าออนไลน์ให้ผู้บริโภคสามารถ จุดแรงบันดาลใจ ค้นหา และจบด้วยการซื้อได้บนแพลทฟอร์มเดียว ยิ่งเส้นทางผู้บริโภค (Consumer Journey) สั้นกระชับมากขึ้นเท่าไหร่ การเปลี่ยนสถานะสู่การซื้อก็ยิ่งเกิดขึ้นได้เร็วเท่านั้น

5.ราคาไม่ใช่ทุกสิ่งงานบริการต่างหากคือสิ่งพิชิตใจนักช้อป
ถึงแม้ว่าอีคอมเมิร์ซจะแข่งขันกันด้วย ‘ราคา’ แต่นักช้อปไทยเห็นว่าการบริการเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยผลสำรวจถึงสิ่งที่นักช้อปไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก 3 ปัจจัยด้วยกัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 98% ระบุว่า การบริการลูกค้า ความรวดเร็วในการจัดส่ง และความง่ายในการค้นหาผลิตภัณฑ์ เป็น 3 ปัจจัยแรกในการตัดสินใจซื้อมากว่าปัจจัยด้านราคาที่คิดเป็นสัดส่วน 97% ดังนั้นต่อให้สินค้าราคาถูก แต่ประสบการณ์การซื้อไม่ดีก็จบ หากลูกค้าได้ประสบการณ์ที่ดีจากแบรนด์ จะช่วยสร้าง Brand Love และพิชิตใจนักช้อปได้ในที่สุด

6. โอกาสสร้างแบรนด์ด้วย Gaming-NFT-Metaverse
Gaming NFT หรือ Metaverse ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป ผลสำรวจพบว่าน้กช้อปชาวไทยที่เล่นเกมออนไลน์มีสูงถึง 98% นับว่าเป็นโอกาสสำคัญของแบรนด์และธุรกิจ ซึ่งเราสามารถเข้าถึงนักช้อปกลุ่มนี้ได้แทบจะครบทุกเพศและกลุ่มอายุ แบรนด์สามารถสร้างการรับรู้ได้ในวงกว้าง สร้างการมีส่วนร่วมให้แบรนด์และผู้ค้าปลีกในการทำพาร์ทเนอร์ชิป ตลอดจนการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคและสร้างยอดขายได้ ยิ่งไปกว่านั้น นักช้อปชาวไทย 38% ยังเคยใช้เมตาเวิร์สเพื่อซื้อสินค้าออนไลน์มาแล้วหรือยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน ถือเป็นการเปิดรับเศรษฐกิจเมตาเวิร์ส (Metaconomy) ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ในส่วนของ NFT นักช้อปไทยบอกว่ามีความเข้าใจว่า NFT คืออะไร 75% โดยค่าเฉลี่ยโลกอยู่แค่เพียง 47% เท่านั้น และต้องการซื้อ NFT สูงถึง 84% โดยค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 70% เท่านั้น นับว่า NFT ก็เป็นสิ่งที่แบรนด์ควรต้องจับตาต่อไปด้วยเช่นกัน

7. D2A เตรียมความพร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วย Digital Products
คนไทย 80% ที่มีการใช้จ่ายในเกม ทำให้เกิดโมเดลนี้ขึ้นมา Direct to Avatar หรือ D2A เป็นโมเดลของสินค้าหรือบริการที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มผู้ใช้ร่าง Avatar เป็นสินค้าที่ไม่ได้ขายให้คนใส่ แต่ขายให้ตัวละครหรือ Avatar ใส่อีกที และเริ่มมีธุรกิจที่เข้าสู่ตลาดนี้อย่างจริงจัง คือแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่าง Gucci, Ralph Lauren และ American Eagle ยกตัวอย่างเช่นเมือนมกราคมปีที่ผ่านมา แบรนด์ Gucci ร่วมกับ The North Face สร้างคอลเลคชั่นใหม่ร่วมกันสำหรับ Avatar ใน Pokemon Go และในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน ทาง Gucci ก็ได้ออกรองเท้าใหม่ที่เป็น Virtual Sneakers ที่ซื้อแล้วใส่ดูได้ทาง AR เท่านั้น นอกจากแบรนด์แฟชั่นแล้ว แบรนด์รถยนต์หรูอย่าง Maserati, Aston Martin และ Tesla ก็ได้เปิดตัวรถยนต์ของตัวเองภายในเกม PUBG ตั้งแต่ปี 2020-2021 ซึ่งทั้งหมดนี้จะเห็นว่า Digital Products นั้นจะมีนิยามที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนจะให้คุณค่ากับสิ่งที่เอาไว้แสดงฐานะตัวเองบนโลกดิจิทัลที่เราออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ

8.ไม่มองข้าม ‘Silver Generation’ กลุ่มนักช้อปรุ่นเก่า แต่กำลังซื้อสูง
นักช้อปซิลเวอร์ เจน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีเวลาและกำลังซื้อสูง จึงสร้างโอกาสให้แบรนด์ในตลาดช้อปปิ้งออนไลน์ได้ เป็นกลุ่มที่มองข้ามไม่ได้ในหลายๆด้าน เพราะเป็นกลุ่มที่ปรับตัว เรียนรู้ใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น คริปโต, ชีวมิติ (Biometrics) จึงไม่ควรพลาดโอกาสในกลุ่มนี้เพื่อสร้างการเติบโตให้ยอดขาย

ทั้งหมดนี้คือการแนะนำการปรับตัวของแบรนด์และธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพื่อใช้ตอบรับการพฤติกรรมของผู้บริโภค ‘Future Shopper’ ในประเทศไทย หลายสถิติและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นที่น่าจับตาต่อไป หากธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ ต้องการช่วงชิงความเป็นหนึ่งในใจลูกค้า ต้องให้ความสำคัญกับการปรับกลยุทธ์โดยเฉพาะการสร้างประสบการณ์การช้อปที่ดีให้กบลูกค้า เพื่อตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของนักช้อปไทยที่เปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาครับ

 

ขอบคุณที่มา  Priceza Insight

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: