Biznews

3 แนวโน้ม ปฏิวัติช่องทางอี–คอมเมิร์ช

บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) จำกัด – (Kantar Worlpanel) หรือ KWP เปิดเผยถึง 3 แนวโน้ม ที่จะมาปฏิวัติช่องทางอี–คอมเมิร์ช และ พฤติกรรมการช็อปผ่านช่องทางออนไลน์ของตลาดเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ดังนี้

TREND 1 INFLUENCING ASIA’S MOST VALUABLE SHOPPERS MEANS INFLUENCING THEM THROUGH A SMARTPHONE
สมาร์ทโฟน เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงอิทธิพลอย่างมากต่อผู้บริโภคในปัจจุบัน

TREND 2 ANTICIPATING THE E-COMMERCE REVOLUTION
การปฏิวัติตลาดด้วยช่องทางอี-คอมเมิร์ช

TREND 3 MEETING CONSUMERS’ CHANGING EXPECTATIONS OF FMCG BRANDS
การตอบรับต่อความคาดหวังที่เปลี่ยนไปของกลุ่มผู้บริโภคต่อแบรนด์ FMCG

นายอิษณาติ วุฒิธนากุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เผยว่า เอเชียนับได้ว่าเป็นตลาดหลักที่เป็นตัวแปรสำคัญที่จะบ่งชี้ และ กำหนดแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มสินค้า FMCG ในตลาดโลก จนสามารถกล่าวได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันตลาดเอเชีย เป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงภาพและแนวโน้มของตลาด FMCG ที่จะเป็นไปในอนาคตอีก 2 – 3 ปีข้างหน้านี้ในตลาดอื่นๆได้ ดังนั้นหากสามารถเข้าใจถึงกลไกลและสถานการณ์ของตลาดเอเชียนี้แล้วนั้น นักการตลาดก็จะสามารถคาดการณ์และสร้างสมมุติฐานเพื่อเตรียมตัวรับมือการความเปลี่ยนแปลงของตลาดอื่นๆในอนาคตอันใกล้นี้

ณ ปัจจุบัน มีสามแนวทางที่เกิดขึ้นในตลาดที่ได้สร้างผลกระทบและก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้บริโภค กับ แบรนด์สินค้า รวมถึงรูปแบบเส้นทางในการเลือกซื้อสินค้าเช่นกัน
บทบาทของสมาร์ทโฟนที่ทวีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่มีอัตราการใช้จ่ายสูง
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการค้าปลีก จากอิทธิพลการพัฒนาของแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ช
ความคาดหวังของกลุ่มผู้บริโภคต่อแบรนด์ FMCG ที่เปลี่ยนไป

สำหรับแนวโน้มที่ 1 สมาร์ทโฟน เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงอิทธิพลอย่างมากต่อผู้บริโภคในปัจจุบัน นายอิษณาติ เปิดเผยว่า กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนและสามารถเข้าถึงและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้นั้น เป็นกลุ่มลูกค้าที่สำคัญมากต่อแบนรด์ FMCG ในภูมิภาคเอเชีย
สาเหตุหลักๆมาจาก 2 ประการด้วยกัน กล่าวคือ ผู้บริโภคกลุ่มนี้นับได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญสูง เนื่องจาก มีเม็ดเงินที่สามารถนำมาจับจ่ายใช้สอยสูงกว่ากลุ่มผู้บริโภคที่ไม่มีสมาร์โฟนในครอบครอง เทคโนโลยีจากสมาร์ทโฟนสร้างโอกาสในการพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์และรูปแบบการติดต่อสื่อสารในบริบทใหม่ๆ ที่สามารถส่งผลต่อกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง

หลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคที่มีสมาร์ทโฟนและเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจับจ่ายใช้สอยเป็นเม็ดเงินมากกว่ากลุ่มผู้บริโภคที่ไม่มีนั้น มีให้เห็นอยู่ทั่วไปในตลาดเอเชีย หากมองที่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะพบว่า กลุ่มครัวเรือนที่เข้าถึงสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตนับเป็นสัดส่วนถึง 60% ของมูลค่าตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด อำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังมากกว่ากลุ่มที่ไม่มีสมาร์โฟนถึง 30% ด้วยกัน

ไม่เพียงแต่ข้อมูลจากเขตตัวเมืองที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและอำนาจการจับจ่ายใช้สอยที่มากกว่าของคนกลุ่มนี้แล้ว เม็ดเงินในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในเขตชนบทที่เข้าถึงสมาร์โฟนก็ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกัน (39% สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ครอบครองสมาร์โฟน) จากสถิติยังพบว่า ผู้บริโภคที่ใช้มือถือดิจิตอลในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสัดส่วนการใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าจากช่องทางออฟไลน์อีกด้วย
นอกจากความแตกต่างระหว่างเม็ดเงินที่สังเกตได้จากการครอบครองสมาร์ทโฟนแล้ว เวลาที่ใช้กับอินเทอร์เน็ตและสมาร์โฟนยังส่งผลอย่างเป็นนัยยะสำคัญต่อเม็ดเงินที่ใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคอีกด้วย ในประเทศจีนพบว่า ผู้ที่เข้าสู่และใช้อินเทอร์เนทต่อวันเป็นเวลาที่นานมากกว่า จะเป็นผู้ที่จับจ่ายและใช้เงินซื้อสินค้า FMCG ที่มากกว่าเช่นกัน ดังนั้น กลุ่มผู้บริโภคที่แบรนด์ FMCG และผู้ค้าปลีกควรให้ความสนใจเป็นเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มผู้บริโภคที่เข้าถึงสมาร์ทโฟนและสื่อดิจิตอล

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจจากการสำรวจของกันตาร์พบว่า ผู้บริโภคชาวเอเชียกว่า 38% มักจะใช้สมาร์ทโฟนในการเปรียบเทียบราคาสินค้าในขณะที่ทำการเลือกซื้อสินค้าขณะอยู่ในร้านค้า นับว่าเป็นสิ่งใหม่มากๆที่ผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และปัจจุบันนี้สมาร์ทโฟนถูกนำมาใช้ในการทำการการตลาด เพราะแบรนด์ต่างๆสามารถทำโปรโมชั่นตามพื้นที่ต่างๆเพื่อดึงดูดลูกค้าและผู้บริโภคที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ต้องการได้

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตลาดอี-คอมเมิร์ชเอเชียเป็นตลาดที่ต้องให้ความสำคัญ คือ จำนวนผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียในเอเชีย เนื่องจากเอเชียเป็นทวีปที่มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียมากที่สุดในโลกและยังผูกผันกับสื่อโซเชียลมีเดียเหล่านี้มากกว่าอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตก และเมื่ออ้างอิงจากสิ่งที่พบจากการสำรวจ พบว่า ผู้บริโภคชาวเอเชียมีแนวโน้มสูงในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าต่างๆ และการที่ชาวเอเชียนั้นยิ่งมีปฎิสัมพันธ์กับสื่อโซเชียลมีเดียมากเท่าไหร่ ก็นับได้ว่าเป็นโอกาสสำคัญของแบรนด์ต่างๆ ที่สามารถใช้สื่อตรงนี้เป็นพื่นที่ทำการตลาดเพื่อกระตุ้นเพื่อให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ให้รู้จักและเลือกซื้อสินค้าในแบรนด์นั้นๆเพิ่มมากขึ้น
โดยรวม สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงอิทธิพลอย่างมากต่อผู้บริโภคในปัจจุบันที่จะช่วยให้แบรนด์ FMCG ต่างๆได้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าสำคัญ ซึ่งนักการตลาดของแบรนด์เหล่านี้ไม่ควรละเลยและให้ความสำคัญกับการทำการตลาดผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นเครื่องมื่อที่จะส่งผลให้ต่อยอดขาย ซึ่ง Automated Targeting และ Programmatic Buying จะถือบทบาทสำคัญเนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่มบริโภคเป้าหมายได้โดยตรง

ในส่วนของแนวโน้มที่ 2 การปฏิวัติตลาดด้วยช่องทางอี-คอมเมิร์ช นายอิษณาติ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ในประเทศจีนที่ตลาดอี-คอมเมิร์ช เป็นตลาดที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดในโลกก็ตาม ยอดขายการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ยังคงเป็นสัดส่วนที่เล็กมากเมื่อเทียบกับยอดขายรวมของตลาด FMCG ทั้งหมด

ซึ่งรายงานการวิจัยชุดนี้ ได้ทำการคาดการณ์ไว้ว่า มูลค่าการซื้อขายผ่านอี-คอมเมิร์ชจะมีมูลค่าอยู่ที่ 9% ของตลาด FMCG ทั้งหมดในปี 2025 ซึ่งเพิ่มถึงเท่าตัวของมูลค่าในปัจจุบันนี้ และเอเชียเองเป็นตลาดอี-คอมเมิร์ชที่ดูมีแนวโน้มและเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดกับตลาดอี-คอมเมิร์ชของทั้งโลก เนื่องจากอัตราการเติบโตของตลาดอี-คอมเมิร์ชในเอเชียนั้นสูงมากที่ 38% ในปี 2016 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของตลาดอี-คอมเมิร์ชโดยรวม และตลาดอี-คอมเมิร์ชเอเชียยังมีมูลค่ามากกว่า 50% ของตลาดอี-คอมเมิร์ชทั้งหมดอีกด้วย

ผลสำรวจแสดงจากผลตลาดอี-คอมเมิร์ชของประเทศจีน เกาหลี และไต้หวัน ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้ เคยผ่านประสบการณ์ซื้อสินค้าออนไลน์หรืออี-คอมเมิร์ชและมีอำนาจจับจ่ายใช้สอยสูงกว่าอัตราเฉลี่ยในตลาด พบว่า สาเหตุหลักที่สัดส่วนการซื้อสินค้าผ่านอี-คอมเมิร์ชที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับตลาด FMCG ทั้งหมดนั้น (เกาหลี 17% จีน 6% ไต้หวัน 5%) มาจากจำนวนผู้ซื้อซ้ำลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม ก็นับว่าตลาดอี-คอมเมิร์ชของทั้ง 3 ประเทศนี้ยังมีศักยภาพและโอกาสเติบโตที่สูงมาก ดังนั้นอี-คอมเมิร์ชและแบรนด์ FMCG ต่างๆ ควรจะสร้างสิ่งดึงดูดเพื่อที่จะชักจูงผู้บริโภคอี-คอมเมิร์ชรายใหม่และเพิ่มอัตราคนซื้อซ้ำให้สูงขึ้นให้ตลาดอี-คอมเมิร์ช

ผู้บริโภคออนไลน์ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างในระบบค้าปลีก
อัตราการเปลี่ยนจากการซื้อผ่านช่องทางออฟไลน์ต่างๆมาสู่อี-คอมเมิร์ชนั้นเกิดขึ้นในอัตราที่ต่างกัน เนื่องจากผลกระทบต่อโครงสร้างการค้าปลีกปกติแตกต่างกันไปตามลักษณะตลาดนั้นๆ ซึ่งในตลาดประเทศจีนและเกาหลีได้รับผลกระทบหลักจากการเติบโตของอี-คอมเมิร์ช คือ การสูญเสียยอดขายในตลาดซุปเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต ทั้งนี้ ร้านค้าย่อยก็ยังถูกผลกระทบการการเติบโตของช่องทางอี-คอมเมิร์ช เพียงแต่เกิดขึ้นในอัตราส่วนที่น้อยกว่า

ผลกระทบในด้านบวกจากการเติบโตของตลาดอี-คอมเมิร์ชประกอบไปด้วย การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาด FMCG เนื่องจากมีผู้ผลิตรายใหม่ๆเข้ามาในตลาดได้ง่ายขึ้น และทำให้ระบบเศรษฐกิจมวลรวมเติบโตขึ้น อย่างในประเทศจีน อี-คอมเมิร์ชเป็นตลาดที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากอี-คอมเมิร์ชช่วยขับเคลื่อนฐานการผลิต การเติบโตด้านการลงทุนและนำสู่เศรษฐกิจมวลรวมของประเทศดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ในช่วงเปลี่ยนผ่านของอี-คอมเมิร์ชในเอเชีย แบรนด์สินค้าและผู้ค้าปลีกต้องมีความมุ่งมั่น คาดการณ์ และเดาใจผู้บริโภค เพื่อให้มีข้อเสนอที่น่าสนใจที่จะกระตุ้นผู้บริโภคและส่งผลต่อการเติบโตของอี-คอมเมิร์ช ซึ่งการเติบโตของตลาดอี-คอมเมิร์ชนั้นยังส่งผลมาจากการที่แบรนด์ต่างๆเข้าสู่ตลาด FMCG ได้ง่ายขึ้นและเพิ่มการแข็งขันในตลาดนี้เองอีกด้วย

สำหรับแนวโน้มที่ 3 การตอบรับต่อความคาดหวังที่เปลี่ยนไปของกลุ่มผู้บริโภคต่อแบรนด์ FMCG

จากการศึกษาชุด “Asia Brand Power” ของกันตาร์ เวิรลด์พาแนล (Kantar Worldpanel) พบว่า ลักษณะของแบรนด์ท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นแบรนด์ที่เข้าใจถึงเทรนและความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ซึ่งมาในรูปแบบเรื่องราวที่มาจากชีวิตจริงของผู้บริโภค หรืออาจเป็นรูปแบบในเชิงการพัฒนาคุณภาพชีวิตในสังคมและประเทศชาติในภาพรวม หลายคนอาจจะได้ยินประโยคที่ว่า “Health is the new wealth” นั่นคือ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ในปัจจุบันให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพ พวกเขาอยากมีรูปร่างและสุขภาพที่ดี ดังนั้นถ้าหากแบรนด์สินค้า FMCG ไหนที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคแท้จริงนั้น จะเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและสามารถคงอยู่ในตลาด FMCG ได้ต่อปึ

Related Articles

Back to top button
X
%d bloggers like this: