Biznews

โดรน: ตัวแปรพลิกวงการขนส่ง หรือแค่สีสันในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์

“มีการประเมินว่าราวปี 2020 จำนวนโดรนทั้งประเภทใช้เพื่องานอดิเรก และเชิงพาณิชย์จะเพิ่มขึ้นจาก 2.5 ล้านเครื่องเป็น 7 ล้านเครื่อง ซึ่งโดรนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ร้อยละ 60 เป็นโดรนที่ใช้เชิงพาณิชย์”

ในยุคที่ผ่านมา โดรน (Drone) หรืออากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicles) อาจใช้เป็นยุทโธปกรณ์ในกองทัพมานาน ก่อนพัฒนามาเป็นเครื่องเล่นของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่บังคับโดรนให้ฉวัดเฉวียนบนท้องฟ้าเป็นงานอดิเรก แต่มาถึงปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าโดรนเข้ามามีบทบาทในโลกธุรกิจมากขึ้น โดยบริษัทต่าง ๆ ได้นำโดรนมาใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้า

มีการประเมินว่าราวปี 2020 จำนวนโดรนทั้งประเภทใช้เพื่องานอดิเรก และเชิงพาณิชย์จะเพิ่มขึ้นจาก 2.5 ล้านเครื่องเป็น 7 ล้านเครื่อง ซึ่งโดรนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ร้อยละ 60 เป็นโดรนที่ใช้เชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม มีข้อสงสัยว่าโดรนจะกลายเป็นเครื่องมือที่มาเปลี่ยนโฉมในอุตสาหกรรมการขนส่ง หรือจะเป็นเพียงสีสันหรือไม้ประดับในวงการ

แน่นอนว่าผู้บริโภคชมชอบในคุณสมบัติของโดรน เช่น เมื่อสั่งพิซซ่าแบบส่งถึงบ้าน แล้วได้รับพิซซ่าในเวลาเพียง 10 นาทีจากการจัดส่งด้วยโดรน หรือสั่งสินค้าออนไลน์ ลูกค้าได้รับสินค้าไม่ใช่แค่ภายในวันเดียว แต่เป็นไปได้ที่จะได้รับภายใน 30 นาที ภาพที่จะเห็นคือเวลาเดินออกไปข้างนอกและแหงนมองขึ้นฟ้า เราจะเห็นโดรนส่งสินค้าบินขวักไขว่เต็มไปหมด

กล่าวมานี้อาจจะเป็นเพียงทฤษฎีเกี่ยวกับการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันก็ทำให้ภาพที่ว่ามีโอกาสเป็นจริงได้ แต่ก็จะตามมาด้วยอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฏระเบียนในการใช้น่านฟ้า น้ำหนักของสิ่งของที่จัดส่งด้วยโดรน ไปจนถึงบุคคลากรที่ควบคุมโดรนที่จะต้องมีใบประกาศรับรองความชำนาญ ซึ่งข้ออุปสรรคที่กล่าวมานี่เองที่ทำให้การใช้งานโดรนในปัจจุบันยังจำกัดอยู่ คงต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะถึงจุดที่มีการนำโดรนมาใช้อย่างแพร่หลาย

 

 

อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงคือความหวาดหวั่นอันสืบเนื่องจากโดรนและการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคลนที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัลที่ล้วนแต่เป็นความเข้าใจผิดเพราะต่างมองว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้จะเข้ามาแทนที่งานมนุษย์ แต่คนจำนวนมากกลับต้องการใช้ประโยชน์จากมัน เช่น อุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์มีการคาดการณ์ว่าตลาดบริการทั่วโลกที่มีโดรนเข้ามาเกี่ยวข้องจะมีมูลค่า 127,000 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ 13,000 ล้านดอลลาร์มาจากธุรกิจขนส่งที่ใช้โดรน ดังนั้น โดรนจึงไม่ใช่แค่ของเล่นหรือไม้ประดับ แต่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการขนส่งในอนาคตมัน จึงไม่ควรถูกมองข้าม

ในอดีตผู้ส่งสินค้ามีทางเลือกในการจัดส่งสินค้าผ่านช่องทางเดิม ๆ ได้แก่ เครื่องบิน รถไฟ รถยนต์ และทางเรือ แต่ในอนาคต โดรนจะเข้ามามีบทบาทดังนี้

ขนส่งทางเรือ เป็นรูปแบบการขนส่งระหว่างประเทศที่ราคาถูก แต่ก็มีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น จุดขึ้นลงสินค้าจำกัดที่ท่าเรือเท่านั้น และการติดตามการขนส่งสินค้าทำได้ยาก ซึ่งหากนำโดรนมาเสริมทัพจะทำให้สามารถติดตาม ตรวจสอบขั้นตอนการขนส่งและรายงานผลแบบทันที  (real time) ได้ง่ายขึ้น

ขนส่งทางราง เช่นเดียวกับการขนส่งทางเรือ อัตราค่าบริการไม่แพง แต่ไม่สามารถติดตามกระบวนการขนส่งสินค้าได้ หากมีโดรนเข้ามาจะช่วยแก้ปัญหาตรงนี้

ขนส่งทางรถบรรทุก เครือข่ายการขนส่งอาจกว้างไกลกว่าแต่มีจุดอ่อนคือความรวดเร็วในการจัดส่ง หากเป็นพื้นที่ในเมืองก็อาจประสบปัญหาจราจร ส่วนพื้นที่ชนบทที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่พร้อมก็เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งเช่นกัน โดรนจะสามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ นอกจากสามารถเร่งความไวในการจัดส่งได้ยังทำงานแบบอัตโนมัติได้ด้วย

ขนส่งทางอากาศ โดรนสามารถแทนที่เครื่องบินในบางจุด และในอนาคตอาจมีการพัฒนาจนทำให้ค่าบริการถูกลง ทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สมรรถนะในการขนส่งเร็วขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคประหยัดต้นทุนลงได้

 

ปัจจุบัน กฏระเบียบต่าง ๆ ที่เข้มงวดอาจจะทำให้การขนส่งด้วยโดรนไม่แพร่หลาย แต่ในอนาคต เชื่อว่าข้อจำกัดทั้งหลายจะถูกทะลายลง ขณะเดียวกัน บรรดาบริษัทเทคโนโลยีก็เดินหน้าพัฒนาโดรนรุ่นใหม่ให้สมบูรณ์แบบที่สุดเพื่อพิสูจน์ว่าการใช้โดรนเพื่อขนส่งสินค้านั้นเป็นไปได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายบริษัทเริ่มทดสอบแล้ว เช่น บริษัทโดมิโน พิซซ่าในนิวซีแลนด์เริ่มส่งพิซซ่าด้วยโดรน บริษัทอัลฟาเบทซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิ้ลทดลองส่งเบอร์ริโต อาหารเม็กซิกันไปยังสถาบันเวอร์จิเนีย เทค หรือบริษัทซิปไลน์ที่จัดส่งเวชภัณฑ์ยาไปยังกาน่าและประเทศอื่น ๆ ในแอฟริกา เป็นต้น

ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นอาจดูไม่อลังการ แต่ก็เป็นอนุสรณ์ให้เห็นถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีด้านโดรน จากข้อกำหนดที่จำกัดน้ำหนักของสินค้า ในการขนส่งเบื้องต้นอาจจำกัดแค่ของที่มีน้ำหนักไม่มาก เช่น อาหาร และยาที่ไม่เกิน 10 ปอนด์ (4.5 กก.) เมื่อใดที่การขนส่งสินค้าด้วยโดรนได้รับการพิสูจน์ว่ามีความปลอดภัย ก็เป็นไปได้ที่ในอนาคตจะมีการเพิ่มน้ำหนักสินค้าขึ้นจากเดิม

ประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับนั้นชัดเจน ทั้งได้รับสินค้ารวดเร็ว อีกทั้งค่าธรรมเนียมการจัดส่งก็ถูกลงด้วย เนื่องจากการใช้โดรนทำให้ต้นทุนการจัดส่งสินค้าลดลง ยกตัวอย่าง อเมซอน อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่สุดของโลก เมื่อปี 2017 อเมซอนจัดส่งสินค้า 5 ล้านกว่าชิ้นให้กับลูกค้าที่เป็นสมาชิก Prime ของบริษัท โดยมีค่าใช้จ่ายในการจัดส่งกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ จากการประเมินของบริษัทวิเคราะห์เออาร์เค อินเวสติ้ง กรุ๊ป หากจัดส่งด้วยโดรน อเมซอนสามารถคิดค่าส่งจากลูกค้าเพียง 1 ดอลลาร์ต่อน้ำหนัก 5 ปอนด์ (ราว 2.2 กก.) เชื่อว่าลูกค้าจะยอมจ่ายเพื่อแลกกับการได้รับสินค้าเร็วขึ้น  ซึ่ง 2 ปัจจัยหลักคือส่งเร็ว และค่าส่งถูกจะกลายเป็นสูตรผสมที่ลงตัวในการทำให้โดรนได้รับการยอมรับมากขึ้น

โดรนจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญในอนาคตที่จะพลิกระบบโลจิสต์กส์ของโลกให้สะดวกสบายและง่ายขึ้น ตราบเท่าที่โลกของเทคโนโลยียังหมุนอยู่ตลอดเวลา

 

อ้างอิง

www.supplychain247.com/article/are_drones_a_sky_high_vision_for_the_future_of_logistics

ทีมา  Thailand Post

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: