Biznews

แนะห้างปรับรับนักช้อปไทยเก็บตัว

จากผลพวงเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวฉุดกำลังซื้อผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงลามไปถึงสินค้าของกินของใช้ที่คนกินคนใช้น้อยลง จนทำให้ตลาดอุปโภคบริโภคติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์

สมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย) ฉายภาพถึงตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคนับตัั้งแต่เดือนตุลาคม ปีที่ผ่านมาจากมูลค่า 9.22 แสนล้านบาท ลดลงเหลือ 8.90 แสนล้านบาท โดยเฉพาะเดือนตุลาคม ปีนี้ โดยในเชิงมูลค่าติดลบ 1.8 % และประเมินว่าตลาดอุปโภคบริโภคทั้งปียังคงติดลบ

การติดลบครั้งนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อตั้งนีลเส็นมา 40 ปี ไม่เคยเห็นตัวเลขติดลบมากขนาดนี้มาก่อน ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากขึ้นภาษีเหล้า เบียร์ บุหรี่ เพราะตลาดแอลกอฮอล์ถือเป็นตลาดที่ใหญ่สุด การลดขยายช่องทางจำหน่าย และปัญหาเศรษฐกิจ ขณะที่ปี 2561 มองว่า ตลาดน่าจะเริ่มกลับมาเติบโต แต่หากมีการปรับภาษีจาก 7% เป็น 9% ก็จะส่งผลต่อการขยายตัวของตลาดแน่นอน

สิง่ที่เห็นได้ชัดในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีคือ การทำรายการโปรโมชั่นที่เคยจัดประจำทุกปี ปีนี้เป็นปีแรกที่จำนวนการจัดแคมเปญการตลาดหายไปถึง 12% กล่าวคือ ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2560 จำนวนโปรโมชั่นในตลาดลดลง 12% เหลือ 10,575 โปรโมชั่น จากช่วงเดียวกันปีก่อนมีโปรโมชั่นมากถึง 11,985 โปรโมชั่น

นั่นสะท้อนได้ว่ากระตุ้นการจับจ่ายไม่ขึ้น แต่น่าแปลกคือสินค้าพรีเมียมยังคงขายดี ไม่ว่าจะเป็นรถหรู คอนโดราคาสูง เนื่องจากแนวโน้มของสังคมไทยชนชั้นกลางเหลือน้อยลง เหลือเพียงกลุ่มคนจนกับคนรวยเป็นส่วนใหญ่ หรือที่เรียกว่า รวยกระจุก จนกระจาย

สะท้อนกลับมายังตัวเลข ผลประกอบการที่พบว่า ปีนี้บรรดายักษ์ใหญ่คอนซูเมอร์ยอดขายติดลบเป็นแถว โดย 1-5 ค่ายยักษณ์ใหญ่ยอดขายตกรูด 6-9% รองลงมาอันดับที่ 6-10 ยอดขายตก 4.9%

โดย 10 รายนั้นได้แก่ ไทยเบฟเวอเรจ บุญรอดบริวเวอรี่ โคคา-โคล่า ยูนิเลีเวอร์ อายิโนะโมะโต๊ะ เนสท์เล่ ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) โรงงานยาสูบ ดัชมิลล์ และเป๊ปซี่

ที่น่าสนใจคือ บริษัทขนาดเล็กลำดับที่ 31-100 กลับมียอดขายเติบโต 1.3% และบริษัทอันที่ 100 ขึ้นไปเติบโต 2.4% ซึ่งนีลเส็นชี้ว่าสาเหตุดังกล่าวมาจากข้อได้เปรียบของรายเล็กที่สามารถโฟกัสการทำตลาดได้ดีกว่ารายใหญ่ มีความคล่องตัวกว่า

เมื่อเศรษฐกิจไม่เป็นใจ อารมณ์การจับจ่ายใช้สอยจึงไม่เกิด นีลเส็น ชี้ให้เห็นว่า คนออกจากบ้านน้อยลงแต่ซื้อมากขึ้น นั่นคือ 1 ครัวเรือน ช้อปปิ้ง 6 คร้ังต่อเดือน ลดลง 1% เนื่องจากคนจะพิจารณาเรื่องต้นทุนในการออกจากบ้านมากขึ้น ขณะที่จำนวนค่าใช้จ่ายกลับมากขึ้นถึง 4% หรือจ่าย 255 บาทต่อครั้ง

อย่างไรก็ตาม สถานที่ช้อปปิ้งก็เปลี่ยนไป คนไปซูเปอร์มาร์เก็ตน้อยลง แต่เข้าศูนย์การค้ามากขึ้นเพราะได้สินค้าครบถ้วนกว่า ดังนั้น วิธีการดึงเหล่าช้อปเปอร์ที่ดีคือ สถานที่ต้องสะดวกในการเดินทาง ไปแล้วรู้สึกดี เช่น คอนวีเนี่ยนสโตร์ ที่สะดวก สามารถหาสินค้าใหม่ได้และมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย

ทั้งนี้ กลยุทธ์ตลาดต้องผลิตสินค้าที่จับกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ราคาถูก มีนวัตกรรม ปีนี้เศรษฐกิจเลวร้ายถือเป็นสิ่งที่ดีในการบังคับให้ตัวเองฉลาดขึ้น ทุกบริษัทต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ต้องทำให้เกิดข้อมูลใหม่ๆ และที่สำคัญควรทำความเข้าใจกับธุรกิจของตัวเอง และโฟกัสสินค้าให้ชัดเจนเพราะคนไม่มีเงินในกระเป๋า แต่ก็ยังเชื่อว่ารีเทลฆ่าไม่ตาย เพียงแต่ต้องมีการปรับตัวมากขึ้น

อีกทั้ง ผู้ประกอบการควรพิจารณาจังหวัดที่มีศักยภาพนอกจากกรุงเทพ โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ ที่มีสัญญาณเติบโต เช่น เชียงใหม่, นครราชสีมา, นครศรีธรรมราช, ชลบุรี และสงขลา โดยมีปัจจัยหนุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายข้ามประเทศ การตั้งอยู่พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จำนวนคนย้ายเข้าไปอยู่ใหม่ มีการโปรโมทให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว อยู่ติดกับหัวเมืองใหญ่ๆ เป็นต้น

ขณะที่ตลาดต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะประเทศเวียดนามที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะมีดีมานด์ 90% เป็นโชห่วย
โมเดิร์นเทรดเพียง 10% สินค้าประเภทฟู้ดส์ทั้งหลาย เหล้า เบียร์ บุหรี่ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี รวมทั้งประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีสัดส่วนโชห่วยกับโมเดิร์นเทรดใกล้เคียงกันคือ โมเดิร์นเทรด 57% โชห่วย 43% สินค้าทุกประเภทเติบโตทั้งหมด โดยเฉพาะเครื่องดื่ม ของใช้ในบ้านและบุหรี่

ส่วนประเทศอินโดนีเซีย แม้ว่าจะเป็นตลาดใหญ่ จำนวนประชกรมาก แต่ไม่ค่อยน่าสนใจเพราะมีข้อจำกัดในการทำตลาดที่ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะแต่ละรัฐใช้กฏหมายต่างกันทำให้ต้นทุนสูง

สำหรับประเทศจีน ตลาดออนไลน์เติบโตเร็วมากเพราะราคาถูกกว่า สะดวกแต่ทำตลาดที่เมืองจีนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องศึกษาอย่างละเอียด

นอกจากตลาดต่างจังหวัด ต่างประเทศแล้ว กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนก็ไม่ควรมองข้าม เมื่อ 5 ปีที่แล้วประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 14 ล้านคน ปีนี้เพิ่มเป็น 35 ล้านคน ในจำนวนนี้ 1 ใน 3 เป็นคนจีน จึงควรทำตลาดกับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

นักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาไทยมากัน 2 รูปแบบคือ มาเอง 61% ใช้เวลาอยู่ประมาณ 9 วัน ใช้จ่ายมากกว่า 5,000 – 6,000 บาทต่อคน รูปแบบที่สองคือมากับบริษัททัวร์ 39% อยู่ประมรณ 6-8 วัน ใช้จ่ายต่อหัวกว่า 7 พันบาท โดยจุดประสงค์ที่คนจีนมาเที่ยวเมืองไทยคือ มาช้อปปิ้ง มาเพื่อสุขภาพและซื้อคอนโดมิเนียม

ถึงเวลาค้าปลีกไทยต้องรีบปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของช้อปเปอร์ไทย ก่อนที่จะตกขบวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ค้าออนไลน์ไล่ล่าชิงตลาดอย่างทุกวันนี้

Related Articles

Back to top button
X
%d bloggers like this: