Biznews

‘เยาวราชโมเดล’……ทุนจีนรุกคืบ กทม.!!!

ทุนจีนที่ทะลักเข้ามาในไทยผ่านธุรกิจต่างๆ อาจไม่ใช่โอกาสของแรงงานไทยที่เคยฝันว่าอยู่กลางทุ่งลาเวนเดอร์เสียแล้ว ลำพังธุรกิจสีเทาก็เขย่าระบบเศรษฐกิจในเมืองไทยจนสะเทือนไปหลายวงการ

ส่วนธุรกิจสีขาว ที่เข้ามาเปิดร้านอาหาร เปิดบริษัท ค้าขายอย่างถูกกฎหมาย ก็เริ่มแสดงให้เห็นว่ามีความน่ากลัวไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่ร้านหม้อไฟชื่อดังในเยาวราช เล่าถึงการเข้ามาเปิดร้านอาหารของคนจีนมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับตั้งข้อสังเกตุว่ากฎหมายไทยเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนหรือตั้งบริษัทง่ายเกินไป

ก่อนอื่นต้องเข้าใจนโยบายรัฐบาลจีนว่าที่ผ่านมาสนับสนุนให้นักธุรกิจออกไปลงทุนยังต่างประเทศ เนื่องจากมีเศรษฐีใหม่เพิ่มมากขึ้น

รายงานการจัดอันดับความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีจีน “หูรุ่น ไชนา ริช ลิสต์” เผยว่าปี 2565 มีเศรษฐีระดับมูลค่า 5 พันล้านหยวน หรือ ประมาณ 691 ล้านดอลลาร์ (25,465 ล้านบาท) จำนวน 1,305 คน ซึ่งลดลงร้อยละ 11 เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อปี2564 และลดลงมากที่สุดในรอบ 24 ปี

อย่างไรก็ตาม นโยบายของรัฐบาลจีนที่สนับสนุนให้เศรษฐีไปทำธุรกิจในต่างแดนเพื่อหอบเงินกลับเข้าประเทศนั้น กลับสร้างแรงกระเพื่อมให้กับเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมของจีนคือ เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนเพิ่มขึ้น
ทำให้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ออกมากล่าวว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะพยายามบรรลุสิ่งที่เรียกว่า “ความมั่งคั่งร่วมกัน” (common prosperity) โดยธุรกิจและผู้ประกอบการจะต้องเข้ามามีส่วนช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ เพราะคือปัญหาที่จะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในอนาคต และยังเป็นตัวทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการนำของพรรค

 

นั่นทำให้นโยบายของจีนเปลี่ยนไป บังคับให้ธุรกิจขนาดใหญ่หันกลับมาลงทุนในประเทศมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งธุรกิจมีกำไรมากเท่าไรก็จะต้องเสียภาษีให้รัฐมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

นโยบายความมั่งคั่งร่วมกัน จึงไม่เป็นที่ชื่นชอบของมหาเศรษฐีชาวจีน โดยเฉพาะ “แจ๊ค หม่า” แห่งอาลีบาบา จนถึงขั้นว่าต้องอพยพไปอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ส่วนเศรษฐีใหม่ชาวจีนจำนวนไม่น้อยก็ยังคงมีการลงทุนในต่างประเทศ และไทยเองก็เป็นเป้าหมายที่ดึงดูดเพราะปัจจัยหลายอย่างเกื้อหนุน

จากที่กล่าวมาทั้งหมดก็กลายมาเป็นเหตุผลหนึ่งของกรณี “นอมินีเยาวราช”
ปฎิเสธไม่ได้ว่าจีนที่ทุนหนากว่า จึงสามารถเปิดบริษัทหรือเป็นเจ้าของร้านอาหารในเยาวราช

ผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ “ลูกคนจีน” เผยว่า ตอนนี้ในเยาวราชมีคน 4 กลุ่มใหญ่ๆ
1. คนท้องถิ่นเดิม ซึ่งเหลือน้อยมากๆ เป็นลูกหลานจีนโพ้นทะเลเสื่อผืนหมอนใบ
2. คนจีนแต้จิ๋วรุ่นใหม่พกพาสปอร์ตจีน นิยมขายของในตลาดเก่า
3. คนงานประเทศเพื่อนบ้าน เป็นลูกจ้างอยู่ร้านของคนจีนแต้จิ๋วรุ่นใหม่
4. คนไทยรุ่นใหม่ที่เข้าไปทำร้านและคาเฟ่

ไม่เฉพาะแค่ย่านเยาวราชเท่านั้น หากไปดูที่รัชดาฯ ก็จะพบว่าเจ้าของร้านหรือเจ้าของอาคารล้วนแล้วแต่เป็นคนจีนส่วนใหญ่ โซนตึกร้างที่ถูกปล่อยทิ้งมีแต่ยามเฝ้า เจ้าของก็คนจีนทั้งสิ้น

หรือห้วยขวาง ร้านของฝาก ทุเรียนทอด ครีมทาตัว เจ้าของก็เป็นคนจีน ยังไม่นับสำเพ็ง โบ๊เบ๊ และประตูน้ำ ที่ชาวจีนเข้าไปเปิดกิจการมาหลายปีแล้ว


แม้ว่าบทลงโทษ คนไทยที่ถือหุ้นแทนคนต่างด้าวหรือร่วมเอาชื่อเข้าเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้ลงทุนจริง หรือให้การสนับสนุนร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าว โดยแสดงว่าเป็นธุรกิจของคนไทย เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีโทษปรับรายวันอีกวันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืนแต่เอาเข้าจริง ปากท้องต้องกินต้องใช้คนไทยจะปฏิเสธการเป็นนอมินีได้นานสักแค่ไหน

นี่คือความน่ากลัวของทุนจีนจากธุรกิจสีขาวที่กำลังรุกคืบใน กทม. อย่างรวดเร็ว

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: