Biznews

เปิดโปงวัฒนธรรมการ ‘ฝากคน’ ในราชการไทย ปม ‘ส.ต.ท.หญิง’ คดีทำร้ายร่างกาย!

เรื่องราวการทารุณกรรมคนรับใช้ในบ้านจากน้ำมือของตำรวจหญิงชั้นประทวนสังกัดกองบัญชาการตำรวจสันติบาลคนหนึ่งที่ถูกเปิดโปงในรายการโหนกระแส ผ่านมานานหลายวันแล้วยังไม่มีอะไรชัดเจน ว่าที่สุดแล้วใครต้องรับผิดชอบบ้าง แม้ฝ่ายหญิงผู้ก่อเหตุจะให้ข้อมูลที่เรียกเสียงฮือฮาจากสังคมทุกครั้ง

มองในมุมพฤติกรรมโหดร้ายทารุณ ก็อาจเป็นไปได้ว่าผู้ก่อเหตุเสพติดความรุนแรง ตรงนี้เป็นอะไรที่ตอบยากและต้องให้แพทย์วินิจฉัย

แต่ภาพรวมคดีนี้น่าสนใจตรงที่สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อ “คน” เข้าไปรับราชการแล้วเจอช่องโหว่โดยใช้อำนาจทำลาย “ระบบ” ในที่สุดแล้วสามารถทำให้เกิดความพังพินาศได้ย่อยยับและกว้างขวางไปทุกวงการที่เกี่ยวข้อง
พูดกันตามตรงถ้าจุดเริ่มต้นเรื่องราวนี้เกิดจากความอยากของใต้สะดือ แล้วอาศัยโอกาสทางการเมืองมาค้ำยันขู่กรรโชก ก็ถือว่านายทหารที่ผันตัวมารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เขาลือกันนั้น ทำผิดแบบซ้ำซากและเชื่อมโยงให้ ครอบครัว-ทหาร-ตำรวจ-สว.-หมอ-ทนายความ เละเทะตุ้มเปะไปหมด

ลือกันว่าหญิงผู้ก่อเหตุเคยเป็นพนักงานขายก่อนจะเป็นภรรยาลับ(เมียน้อย) ของนายทหารระดับผู้ใหญ่คนหนึ่งต่อมาเธอได้รับการอุปถัมภ์ให้เข้ารับราชการตำรวจระดับชั้นประทวนแม้อายุเกินเกณฑ์กำหนด โดยอ้างวิธีพิเศษกรณีจบการศึกษาด้านบัญชี หลังจากนั้นธุรกิจตำรวจหญิงได้ทำเรื่อง “ช่วยราชการ” ที่ กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า ซึ่งเป็นพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ปรากฏว่าตัวอยู่ที่ จ.ราชบุรี

กรณีนี้นอกจากเงินเดือนประจำ ยังมีค่าตอบแทน เบี้ยเสี่ยงภัย เบี้ยประชุม ค่าเดินทาง ค่าตำแหน่ง ฯลฯหากมีการเบิกเงินส่วนนี้ออกมาก็ยากจะหนีข้อหาฉ้อราษฎร์ และประพฤติมิชอบ คือมีความตั้งใจจะให้รูปการณ์ออกมาแบบนี้เพื่อรับผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นเรียกคืนเงินค่าตอบแทนพิเศษนั้นก็ว่ากันไปตามระเบียบ แต่เจตนานำเงินหลวงมาใช้นั้นคนไทยคงอยากเห็นหน่วยงานต้นสังกัดอย่าง กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้าจริงจังและเด็ดขาด

ทหารฝากพลเรือนให้เป็นตำรวจ แล้วทำเรื่องไปช่วยราชการหน่วยงานทหาร แค่นี้ก็แปลกมากๆ ไม่มีใครเขาทำกัน ยังฝากพลเรือนเข้าไปเป็นทหารเพื่อที่จะนำกำลังพลออกมาจากกรมไปเป็นคนรับใช้ที่บ้านอีก คือถ้าทำอะไรซึ่งไม่ใช่หน้าที่ระหว่างรับราชการทหารแบบนี้ ก็ต้องถือว่าลุแก่อำนาจ แม้จะทำเมื่อดำรงตำแหน่ง สว. แล้ว ยิ่งเข้าข่ายผิดจริยธรรมนักการเมือง ซึ่งมีโทษหนักหนาไม่น้อย

สรุปการดำเนินคดีคร่าวๆเข้าใจง่ายๆคือ ในส่วนกรณีทำร้ายร่างกายเป็นไปตามกฎหมายอาญา โดยอาจเข้าข่ายค้ามนุษย์ด้วย ก็ต้องเป็นหน้าที่ตำรวจส่งสำนวนให้อัยการ

การสืบหาต้นตอว่า”ใคร” เป็นผู้ฝากให้เป็นตำรวจนั้นไม่สำคัญเท่าใครฝากตำรวจไปช่วยราชการทหาร คือนึกไม่ออกเลยว่าเคยมีกรณีแบบนี้หรือเปล่า เข้ามาเป็นตำรวจเพราะงานบัญชีแต่ไปทำหน้าที่งานข่าวให้ทหารที่ภาคใต้โดยตัวอยู่ จ.ราชบุรี

ซึ่ง พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก กอ.รมน. ระบุภารกิจของตำรวจหญิงว่าได้มอบหมายให้
“ปฏิบัติภารกิจทางด้านงานข่าว เป็นผู้ประสานการปฏิบัติด้านธุรการในระดับเจ้าหน้าที่ และอำนวยความสะดวกให้กับผู้แทนหน่วยในการปฏิบัติงานนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกี่ยวกับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า”
แต่อย่าลืมนะครับ การจะหาต้นตอว่าใครฝากคนเข้ารับราชการนั้น หากข่าวลือเรื่องภรรยาลับเป็นความจริงและกระทบต่อครอบครัวผู้ฝากทำให้ได้รับความเสื่อมเสียในสังคม คณะผู้สอบสวนข้อเท็จจริงก็คงไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้

ดังนั้นที่ลือกันว่าเป็นทหาร เป็น สว. มันจึงหาคนไปขยายต่อความ..ยากมาก ที่กรรมาธิการทหารจะหาข้อเท็จจริง พูดกันตามตรงนะครับแค่เรียกคนที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลก็ยากแล้ว ในขณะที่ผลสอบหรือผลสรุปที่ได้ก็เอาผิดใครไม่ได้อีก
อย่างเดียวที่พอจะทำได้คือ ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ได้เข้ามาทำความหายนะให้กับระบบราชการไทยอย่างไรบ้าง

วัฒนธรรมการฝากส่งผลต่อข้าราชการอย่างไร ช่องโหว่ที่ผู้มีอำนาจเข้ามาฉวยประโยชน์ในอนาคตจะต้องมีมาตรการป้องกันแบบไหน  เพราะอาชีพทหารและตำรวจมีศักดิ์ศรีมากกว่าที่จะเสื่อมเสียกับเรื่องแบบนี้

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: