Biznews

เติมหัวใจให้ธุรกิจ “Heartful Business” กรณีศึกษาบาร์บีคิวพลาซ่า

ปัจจุบันการบริหารจัดการองค์กรส่วนใหญ่ ยังคงมีหลักคิดตั้งเป้าความสำเร็จบนผลกำไร ที่ต้องพึ่งพาสภาวะเศรษฐกิจ ในขณะที่ช่วง 10 ปีหลัง มีกรณีศึกษาถึงบริษัทที่ใช้หลักคิดสร้างความสุขให้กับผู้เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตยั่งยืน โดยหลักคิดนี้กำลังเป็นที่สนใจและขยายไปในวงกว้าง หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดงานสัมมนา “เติมหัวใจให้ธุรกิจ Heartful Business” พร้อมเชิญ ศาสตราจารย์ โคจิ ซากาโมโต้ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยโฮเซ โตเกียว ผู้แต่งหนังสือ “บริษัทนี้ที่ควรรัก” ที่มียอดขายกว่า 7 แสนเล่มในญี่ปุ่น ที่สนับสนุนแนวคิดสร้างความสุข มาเสวนาเผยเคล็ดลับ 20 ประการของบริษัทชั้นเลิศในญี่ปุ่น ที่มีผลประกอบการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยเป็นระยะเวลา 20 ปีติดต่อกันท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน

ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ รองประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า ในยุคก่อนการแข่งขันทางธุรกิจ บริษัทจะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่ในที่สุดก็เท่าทันกัน ต่อมาแข่งขันในด้านการให้บริการที่ดีแก่ลูกค้า เพื่อดึงใจลูกค้าให้ภักดีต่อแบรนด์ และในช่วงระยะหลังนี้ เป็นการแข่งขันด้วยบุคลากรเพื่อสร้างความแตกต่าง ซึ่งวันนี้ทวีความเข้มข้นขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารองค์กรจะต้องเติมใจให้ธุรกิจ ใส่ใจลงในรายละเอียด เป็นการให้ใจสร้างความสุขให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พนักงาน” เป็นการพลิกแนวคิดจากเป้าหมายที่เน้นผลกำไร แต่เน้นการให้ความสุข

ด้วยแนวคิดหลักของผู้บริหารบริษัทชั้นเลิศในญี่ปุ่นที่คิดต่างจากนักธุรกิจทั่วไปว่า “นักธุรกิจคือการรับใช้สังคม” จึงมีหน้าที่และเป้าหมายที่สำคัญคือการแสวงหาความสุขให้แก่ผู้คนที่เกี่ยวข้อง และมุ่งมั่นทำให้คนเหล่านั้นมีความสุข ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะให้ความสำคัญผู้ที่เกี่ยวข้อง 5 ฝ่าย ได้แก่ 1) พนักงาน 2) คู่ค้า 3) ลูกค้า 4) สังคม 5) ผู้ถือหุ้น ด้วยเคล็ดลับการบริหารจัดการที่เน้นความสุข และการบริหารที่ดีกับคน 5 กลุ่มนี้ โดยเฉพาะพนักงานที่ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะหากบริษัทสร้างความสุขให้แก่พนักงาน ความสุขนี้จะนำพาไปสู่การสร้างความสุข ความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า ในขณะที่การดูแลคู่ค้า จะไม่บังคับซื้อขายในราคาที่ไม่สมเหตุสมผล ส่วนลูกค้า จะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ให้บริการที่สร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า

สำหรับการดูแลสังคม จะไม่เอารัดเอาเปรียบ และให้ความช่วยเหลือคนในชุมชน เช่น บริษัท Ina Food Industry บริษัททำผงวุ้นที่ทำกำไรเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเวลา 48 ปี ใส่ใจดูแลพนักงานให้มีความสุขเหมือนทำงานอยู่ที่บ้าน และจะอบรมพนักงานไม่เอาเปรียบคู่ค้า ลูกค้า และคนในชุมชน ส่วนบริษัทผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถแทรกเตอร์ Koken Kogyo ที่รับพนักงานผู้สูงอายุ โดยพนักงานที่มีอายุมากที่สุดในบริษัท อายุ 83 ปี หรือธนาคาร Tanyo Shinkin Bank ที่จะมีรถบริการรับส่งลูกค้าผู้สูงอายุให้มาใช้บริการที่ธนาคาร เป็นต้น

นอกจากนี้ภาครัฐของประเทศญี่ปุ่นก็ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนให้บริษัทธุรกิจพัฒนาองค์กรของตัวเองให้เป็นบริษัทชั้นเลิศที่ควรรัก เช่นปีที่ผ่านมากับแบรนด์สุขภัณฑ์อันดับ 1 ของญี่ปุ่น โตโต้ (Toto) ได้รับรางวัล “บริษัทนี้ที่ควรรัก” จากกระทรวงเศรษฐกิจและสังคม ที่สร้างโรงงานเพิ่มสำหรับรองรับพนักงานที่เป็นผู้ทุพพลภาพ และจ่ายเงินเดือนเท่ากับพนักงานคนปกติ เพื่อให้พวกเขามีอาชีพและมีรายได้ให้แก่ครอบครัว จะเห็นว่าบริษัทไม่ว่าจะอยู่ในวงการใด ก็สามารถนำแนวคิดนี้มาพัฒนาองค์กรให้เป็นบริษัทที่ควรรัก และเติบโตอย่างยั่งยืน”

สำหรับบริษัทธุรกิจในไทย มีหลายบริษัทเริ่มให้ความสนใจการดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจยั่งยืน โดยเน้นความสุขของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยหนึ่งในผู้ร่วมเสวนาเติมหัวใจให้ธุรกิจ Heartful Business ชาตยา สุพรรณพงศ์ Chief Engagement Officer บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ที่ธุรกิจมีผลกำไรโต 128% ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เผยถึงแนวคิดในการบริหารจัดการองค์กรว่า บาร์บีคิวพลาซ่ามีปรัชญาดำเนินธุรกิจสร้างความสุขโดยใช้มื้ออาหารเป็นสื่อกลาง จึงต้องดูแลใจและกายของพนักงานให้มีความสุขก่อน และพนักงานจะช่วยดูแลลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นองค์กรต้องใส่ใจในรายละเอียดและจริงใจที่จะดูแลพนักงาน ผ่านธีม Happy4 คือ กินดี พักสบาย กายแข็งแรง แบ่งปันความรู้ เมื่อพนักงานมีความสุข มีพลัง มีความคิดสร้างสรรค์ จะมีจิตวิญญาณในการสร้างความสุขให้แก่ลูกค้ามากกว่าที่เราคิด ดังนั้นการจะสร้างให้ธุรกิจยั่งยืน แข็งแรง ในช่วงต้นไม่ควรมุ่งเน้นผลกำไร เพราะธุรกิจจะยั่งยืนได้ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจของพนักงาน เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

ซึ่งผลจากการทุ่มเทเพื่อสร้างความสุขความผูกพันของพนักงาน ทำให้ในปีที่ผ่านมา ฟู้ดแพชชั่น ได้เป็นหนึ่งใน Thailand Best Employer ที่จัดอันดับโดย Aon Hewitt เนื่องจากมีผลประกอบการเติบโตมาตลอดแม้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

เป็นที่รู้กันว่า ธุรกิจครอบครัวที่ทำกิจการร้านอาหาร “บาร์บีคิวพลาซ่า” และ “จุ่มแซ่บฮัท” มานานจนวันนี้เข้าสู่ปีที่ 31 ปี แห่งนี้ผ่านมาแล้วหลากหลายปัญหาจนกล้าแกร่ง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความแข็งแกร่ง ณ ขณะนี้คือผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มีขนาดหัวใจไม่เล็กอย่าง ชาตยา สุพรรณพงศ์ หรือคุณเป้ ผู้บริหารและทายาทรุ่นที่สอง ที่เธอบอกว่า ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาเธอเริ่มเห็นความสำคัญของการเติบโตในอนาคตเมื่อเธอไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ Start With Why” หลังอ่านจบเธอเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทันทีด้วยการเปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กรที่ไม่ได้แค่ขายอาหารเท่านั้นแต่ยังเป็นองค์กรที่ดูแลคนทุกคนให้มีความสุขโดยมีมื้ออาหารเป็นตัวเชื่อม

เมื่อปรับเปลี่ยนวิชั่นองค์กรใหม่ จุดเริ่มต้นคือการดูแลพนักงานทุกคนให้มีความสุขก่อนจึงจะสามารถดูแลลุกค้าให้มีความสุขได้ และจะทำให้ธุรกิจของเธอแข็งแรงต่อไปเป็นวงจรที่ดีเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ด้วยการให้สวัสดิการที่เรียกว่า “ความสุขที่จับต้องได้ หรือ Happy 4 plus 4” ประกอบด้วย “กินดี –พักสบาย-กายแข็งแรง-แบ่งปันความรู้” และ “จิตดี-ครอบครัวดี-มีเงินใช้-ให้สังคม”

กินดี คือ การกินข้าวหม้อเดียวกัน เพื่อให้พนักงานทุกแผนกเกิดความรัก ความผูกพันซึ่งกันและกันทั้งแบรนด์พี่ แบรนด์น้อง

พักสบาย การจัดสรรพื้นที่ในที่ทำงานให้มีสถานที่ผ่อนคลายด้วยการทำห้องพักสำหรับพนักงาน

รวมถึง กิจกรรมดีๆ เพิ่มเข้ามาอีกคือ “แก๊งส่งสุข” ซึ่งเมื่อไปที่สาขาใดพนักงานทุกคนในสาขานั้นจะได้พักนวดผ่อนคลาย ผลที่ได้คือยอดขายดีขึ้น เนื่องจากพนักงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นจากการได้พัก

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “แบ่งปันความรู้” เช่น “เงินดี” เป็นกิจกรรมให้ความรู้ทางการเงิน สร้างวินัยการออม กิจกรรม ”ครอบครัวดี-สังคมดี” เช่น “สูงวัยไม่เกษียณ” หรือ “ค่ายเพาะสุข” ซึ่งเป็นการดูแลไปถึงครอบครัวของพนักงาน ลูกๆ ที่อยู่ต่างจังหวัด ด้วยกิจกรรมต่างๆ นี่คือส่วนหนึ่งของ ”ความสุขที่จับต้องได้”

เมื่อได้ทำกิจกรรมดังกล่าว คำถามตามมาคือ องค์กรได้อะไร คุณเป้ บอกว่า สิ่งต่างๆ ที่ทำไม่ได้ใช้เงินมากมายแต่เป็นความตั้งใจขององค์กรที่ส่งมอบให้กับพนักงาน เป็นความผูกพันที่ดีต่อกัน ส่งต่อถึงองค์กรและสังคมต่อไป

ดังนั้น บทเรียนที่ได้จากการทำคือ “ทำโดยไม่ใช้เงินหรือใช้เงินน้อยที่สุด” เช่น โครงการ “เพื่อนก้อน” คือการให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนทักทายกันเมื่อพบหน้ากัน เป็นการเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสมือกัน และนำมาซึ่งความรู้สึกที่ดีต่อกัน

เมื่อพนักงานมีความผูกพันต่อองค์กรแล้วจะเกิด 3 สิ่งที่ดี คือ 1.พนักงานจะพูดถึงองค์กรในทางที่ดีให้กับคนรอบๆ ข้าง ถือเป็นการปกป้ององคืกรไปในตัว 2.พนักงานจะอยู่กับองค์กรนานขึ้น ลดการเทิร์นโอเว่อร์ 3.พนักงานจะทำงานด้วยความทุ่มเทมาก

คุณเป้ ทิ้งท้ายว่า ข้อดีของโครงการนี้คือสามารถทำได้ตลอดและพัฒนาให้ดีขึ้นได้อีก ไม่ใช่โครงการที่ทำเพียงครั้งเดียวแล้วจบ เป็นตัวอย่างที่เรียกว่า “quick win” ซึ่งเมื่อดีจริงจะกลายเป็น “snow ball” คือเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่ต้องไม่ใช้เงินและสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นวัฒนธรรมของทั้งองค์กรในที่สุด

ปิดท้ายกันที่ เคล็ดลับ 20 ประการ ของบริษัทชั้นเลิศในญี่ปุ่น เพื่อสร้างธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยศาสตราจารย์ โคจิ ซากาโมโต้ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยโฮเซ โตเกียว ผู้แต่งหนังสือ “บริษัทนี้ที่ควรรัก” ที่มียอดขายกว่า 7 แสนเล่มในญี่ปุ่น

1. การบริหารจัดการที่เน้นความสุข
2. การบริหารที่ดีกับทั้ง 5 ฝ่าย คือ 1) พนักงาน 2) คู่ค้า 3) ลูกค้า 4) สังคม / ชุมชน 5) ผู้ถือหุ้น
3. การบริหารจัดการที่คิดถึงผลประโยชน์ของผู้อื่น
4. การบริหารแบบวงปีต้นไม้แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เน้นการเติบโตและขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว
5. การบริหารที่ช่วยให้เศรษฐกิจดี มิใช่พึ่งสภาวะเศรษฐกิจ
6. การบริหารที่สมดุล
7. การไม่ใช้ราคาเป็นตัวแข่งขัน
8. การบริหารจัดการร่วมกัน ไม่ผูกขาดคนเดียว
9. การบริหารแบบ Bottom – Up
10. การบริหารจัดการแบบเปิดกว้าง
11. การทำงานเป็นทีม
12. การจ้างงานตลอดชีพ ไม่ใช่ตัดสินที่ผลงานเป็นหลัก
13. การบริหารที่แบ่งเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน
14. การบริหารแบบพีระมิดทรงคว่ำ
15. การบริหารที่เน้นความเป็นบริษัท
16. การบริหารที่มองระยะยาว
17. การบริหารที่ลดระยะเวลาทำงานของพนักงาน
18. การบริหารแบบครอบครัวใหญ่ และร่วมมือร่วมใจกัน
19. การบริหารที่เน้นคนและด้านนามธรรม
20. การบริหารจัดการที่พึ่งพิงตนเอง อยู่ได้ด้วยตนเอง

Related Articles

Back to top button
X
%d bloggers like this: