IT & Digital

เดือดแล้ว! เปิด 7 ข้อ ‘กมธ.’ คัดค้านควบรวม’TRUE-DTAC’

นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่างทรู กับ ดีแทค และการค้าปลีก-ค้าส่ง ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งข้อเสนอประกอบการพิจารณาให้ชะลอการควบรวมธุรกิจระหว่างทรู-ดีแทค โดยระบุว่า 

สืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2564 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่าง True กับ Dtac และการค้าปลีก-ค้าส่ง (อ่านประกอบ : ‘พิสิฐ’ จี้ตรวจสอบ‘กสทช.’ลดบทบาทป้องกันผูกขาด-สภาฯตั้ง กมธ.ศึกษาควบรวม ‘ทรู-ดีแทค’)

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมฯ ที่มี อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ส่งหนังสือด่วนที่สุด ที่ สผ 0018.11/2641 ลงวันที่ 20 เม.ย.2565 ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าว คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แสดงความกังวลกรณีการรวมกิจการระหว่าง บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE กับ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC ไว้ใน 7 ประเด็น และเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบชะลอการควบรวมกิจการดังกล่าวไปก่อน มีรายละเอียด ดังนี้

1.ประเด็นด้านผลกระทบต่อตลาดโทรคมนาคม ผลการศึกษาดัชนีการกระจุกตัวอุตสาหกรรม (Herfindhal-Hirschman Index-HHI) พบว่า หากมีการรวมธุรกิจครั้งนี้ จะทำให้ค่า HHI สูงขึ้น มากกว่า 2,500 จุด และเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 1,000 จุด ส่งผลต่อสภาวะการแข่งขัน สุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจเหนือตลาด และเป็นอุปสรรคสำหรับการเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงสัญญาณอันตรายในการลดการแข่งขันอย่างเสรี

2.ประเด็นด้านข้อกฎหมาย พบว่า ตามประกาศ เรื่องมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2561 ข้อ 5 นั้น ได้กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตหรือผู้มีอำนาจควบคุมของผู้รับใบอนุญาตที่ประสงค์จะทำการรวมธุรกิจกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่น ต้องรายงานต่อเลขาธิการ กสทช. ไม่น้อยกว่า 90 วัน ก่อนการดำเนินการ

จากประเด็นข้อกฎหมายนี้มีความกังวลว่า เดิมทีก่อนมีประกาศ กสทช. ปี 2561 กฎหมายมีการกำหนดให้ กสทช. มีอำนาจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาต แต่ตามประกาศฉบับนี้ ซึ่งได้มีการแก้ไขในปี 2561 มีลักษณะเป็นการลดอำนาจของหน่วยงานที่กำกับดูแลจากการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้รวมธุรกิจมาเป็นการรับทราบรายงานแทน และมีอำนาจเพียงการออกมาตรการกำกับดูแลผลกระทบเท่านั้น

ในขณะที่ประกาศ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 ข้อ 8 ได้ระบุไว้ว่า การเข้าถือครองธุรกิจในประเภทเดียวกัน ด้วยการเข้าซื้อหรือถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของผู้รับใบอนุญาตรายอื่นจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ และต้องแจ้งแก่คณะกรรมการเพื่อขออนุญาตตามหลักเกณฑ์ เท่ากับยังคงอำนาจการอนุญาตไว้หากเป็นธุรกิจประเภทเดียวกัน

ดังนั้น จำเป็นต้องมีการตีความกฎหมาย กฎ กติกาในการควบรวมธุรกิจครั้งนี้ว่า จะเป็นไปตามประกาศฉบับใด ทั้ง 2 กิจการเป็นธุรกิจประเภทเดียวกันหรือไม่ หากไม่เป็น กลไกการกำกับดูแลที่มีอยู่ที่เพียงแต่ให้รายงานและกำหนดเงื่อนไข รวมถึงมาตรการเฉพาะในกรณีที่เกิดผลกระทบนั้น เพียงพอหรือไม่ และหน่วยงานผู้กำกับดูแลควรดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

3.ประเด็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านการพิจารณาอนุญาตการรวมธุรกิจระหว่างคณะกรรมการ กสทช.ชุดเดิมและชุดใหม่ สืบเนื่องจากที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะกรรมการ กสทช. ชุดใหม่ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 ส่งผลให้คณะกรรมการชุดดังกล่าว จะต้องเป็นผู้พิจารณาการรวมธุรกิจครั้งนี้ต่อจากคณะกรรมการชุดรักษาการที่หมดวาระไป เพราะมีการตั้งชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่กระบวนการต่างๆ ในการรวมธุรกิจครั้งนี้ ได้ดำเนินการไปแล้วบางส่วน โดยคณะกรรมการชุดเดิม ทั้งในเรื่องของการแก้ไขประกาศต่างๆ การพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระ และอนุกรรมการในการพิจารณาศึกษาข้อมูล เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาในการรวมธุรกิจ

โดยที่คณะกรรมการชุดใหม่ไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจดำเนินการ แต่ต้องนำข้อมูลที่ได้จากการดำเนินการดังกล่าว มาใช้ประกอบการตัดสินใจ และที่สำคัญกรอบระยะเวลาที่ต้องดำเนินการพิจารณาตามกระบวนการนั้นเหลือไม่มาก ขณะที่มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งอาจจะไม่เข้าใจต่อการดำเนินการ หรือกระบวนการที่ผ่านมาของคณะกรรมการชุดเดิม

ดังนั้น สิ่งที่กล่าวมาจึงอาจส่งผลต่อความรอบคอบ รอบด้านในการพิจารณาของคณะกรรมการชุดใหม่ จนอาจเกิดการผิดพลาดในการตัดสินใจได้ เนื่องจากมีระยะเวลาที่จำกัดเกินไปที่จะศึกษาข้อมูล เพื่อประกอบการตัดสินใจอนุญาตการรวมธุรกิจครั้งนี้อย่างละเอียดรอบคอบ

4.ประเด็นการคัดเลือกที่ปรึกษาอิสระ ของ กสทช. เพื่อมาพิจารณาให้ความคิดเห็นหรือจัดทำรายงานเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ กสทช. ตามกฎหมาย พบว่าคุณสมบัติของที่ปรึกษาอิสระนั้น อาจไม่มีความเป็นอิสระจริง รวมทั้งอาจขัดต่อหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกกรรมการอิสระที่ กสทช. ได้มีการกำหนดไว้เองด้วย ซึ่งที่ประชุมกรรมาธิการได้ทักท้วงและเสนอรายละเอียดต่อตัวแทน กสทช. ที่เข้าร่วมประชุมแล้ว

5.ประเด็นข้อมูลรายงานผลการศึกษาผลกระทบต่างๆ รวมทั้งการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวของต่างประเทศ ที่สำนักงาน กสทช. ได้นำมาประกอบการพิจารณาในการตัดสินใจในการดำเนินการครั้งนี้ พบว่าเป็นผลการศึกษาที่ไม่ทันสมัย ไม่มีความเป็นปัจจุบันและไม่ทันต่อบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก

6.ประเด็นแนวทางการกำหนดมาตรการของหน่วยงานกำกับดูแลที่จะดำเนินการในการควบคุมกำกับดูแลการรวมธุรกิจครั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อไม่ให้การรวมธุรกิจเกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค ประชาชนและประเทศชาติทั้งในระยะสั้นระยะยาว

7.ประเด็นข้อกังวลของสังคมและองค์กรต่างๆ เช่น หนึ่งในคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. ได้มีการยื่นหนังสือถึง กสทช. เรื่องขอให้ปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายบัญญัติและยกเลิกประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2561 แล้วนำประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการควบรวมและการถือหุ้นไขว้ในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 กลับมาใช้

หรือนำออกมาเป็นแนวปฏิบัติ เพื่อออกประกาศใหม่ที่มีมาตรฐานเดียวกันมาใช้ ในการประกอบการพิจารณาดำเนินการ เพื่อมีคำสั่งไม่ให้มีการควบรวมธุรกิจของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) หรือ กลุ่มบริษัททรู กับ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) หรือ กลุ่มบริษัท DTAC

เพราะจากการศึกษาในขั้นต้นของกรรมาธิการ พบว่า การรวมธุรกิจในครั้งนี้ มีแนวโน้มที่ก่อให้เกิดการผูกขาดทางการค้าเกินร้อยละ 50 และลดการแข่งขันทางการค้า จำกัดการเข้าสู่ตลาดของผู้ให้บริการรายใหม่ยากที่จะเกิดได้ รวมไปถึงการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและกำกับดูแลจากภาควิชาการ ตลอดจนสภาองค์กรผู้บริโภคด้วย

“จากข้อมูลประเด็นต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า หากมีการดำเนินการให้เกิดการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท TRUE และบริษัท DTAC ในห้วงเวลานี้ ขณะที่มีหลายประเด็นยังคงไม่ชัดเจน และมีข้อกังวลจากหลายฝ่าย ซึ่งอาจจะทำให้การรวมธุรกิจครั้งนี้เกิดผลเสียหรือส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ประชาชนผู้ใช้บริการและประเทศชาติโดยรวมในอนาคตได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จึงมีข้อเสนอมายังท่านในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศเพื่อพิจารณาขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้มีการชะลอการดำเนินการดังกล่าวออกไปก่อน

จนกว่าจะมีข้อกฎหมาย ข้อมูล และแนวทางการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลเรื่องดังกล่าวเป็นที่ชัดเจนว่าจะสามารถปกป้องประเทศชาติและประชาชนจากผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้”

 

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: