Biznews

เช็คเงื่อนไขร้าน ‘โชคชัย-โดนใจ-บัดดี้มาร์ท-ถูกดีฯ’ วัดขุมกำลัง’ซีพี-ไทยเบฟ-คาราบาวกรุ๊ป’

หลังจากที่ “เสถียร เศรษฐสิทธิ์” ผู้ปลุกปั้นแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังคาราบาวแดงให้โด่งดังไปทั่วโลก กับอีกหนึ่งบทบาทในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ทีดี ตะวันแดง จำกัด ธุรกิจส่วนตัวที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาพร้อมภารกิจสุดท้าทายในการปลุกปั้นร้านค้าปลีก “ถูกดี มีมาตรฐาน” เพื่อพลิกฟื้นคืนชีพโชห่วยไทย หลังโดนร้านค้าปลีกสมัยใหม่ดิสรัปต์มานาน

ล่าสุด ‘แม็คโคร’ ถือเป็นผู้เล่นรายล่าสุดในการขยับตัวดึงพันธมิตรที่เป็นร้านโชห่วย ตลอดจนคนสนใจทำร้านค้าปลีกขนาดเล็ก เพื่อเปิดเป็นร้านค้าปลีกเครือข่ายภายใต้ชื่อ ‘บัดดี้ มาร์ท’

การเข้ามาชิงร้านโชห่วยให้เข้ามาอยู่ในเครือข่ายของตัวเองในคร้ังนี้ ถือเป็นการประกาศศักดาบรรดายักษ์ใหญ่ของบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นร้านถูกดี มีมาตรฐาน ของทีดี ตะวันแดง ในเครือคาราบาว กรุ๊ป ที่เพิ่งเปิดตัวผู้ร่วมลงทุนรายใหม่คือธนาคารกสิกรไทยที่เข้ามาลงทุนด้วยงบถึง 15,000 ล้านบาท

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมี 2 ยักษ์ใหญ่ในไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างโลตัส ที่มีการทำร้านนี้ ขายดี และบิ๊กซี ที่มีร้าน โดนใจ ซึ่งเป็นการรุกเข้ามาเพื่อดึงร้านโชห่วยให้เข้ามาเป็นพันธมิตรเพื่อเปิดร้านค้าดังกล่าว ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมกระทบกับการช่วงชิงลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการร้านโชห่วย ซึ่งเป็น 1 ในกลุ่มเป้าหมายสำคัญของแม็คโคร

 

 

ขณะที่แม็คโคร เอง มีการทำตลาดกับร้านโชห่วยมายาวนาน ด้วยรูปแบบของการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี ผ่านโครงการ’มิตรแท้ โชห่วย’ ที่เป็นการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเข้าไปให้ความรู้ ในการทำร้านโชห่วยให้มีการเติบโตอย่างมั่นคงและช่วยยกรดับการทำร้านโชห่วยในชุมชนให้กลายเป็น “สมาร์ท โชห่วย” ที่นอกจาการยกระดับการบริการจัดการแล้ว ยังมีการสร้างรายได้เพิ่มจากการขายสินค้าอื่นๆ นอกจากสินค้า FMCG ที่ขายอยู่เดิม

ส่วนการเปิดบัดดี้ มาร์ท จะเป็นการดึงผู้ที่สนใจจะทำร้านโชห่วยที่มีการยกระดับการบริหารจัดการที่ทันสมัย โดยบัดดี้ มาร์ท นี้ จะมีค่าใช้จ่ายในการทำประมาณ 4 แสนบาท แยกเป็นค่ามัดจำอุปกรณ์ประมาณ 2 แสน และค่าตกต่างร้านอีก 1 – 2 แสนบาท ทางแม็คโคร จะลงสินค้าให้เต็มร้าน และจะไม่มีการหักกำไรหรือเสียค่าธรรมเนียมใดๆ อีก

ร้านบัดดี้ มาร์ท นั้น มีความหลากหลายในเรื่องขนาดหรือพื้นที่ขายของร้านค่อนข้างมาก ไล่ตั้งแต่ ร้านที่เป็นแพ็กเกจไซส์ S มีขนาด น้อยกว่า 50 ตร.ม.มีสินค้าในร้านประมาณ 1,600 รายการ แพ็กเกจไซส์ M ขนาด 51 – 100 ตร.ม สินค้า ประมาณ 2,200 รายการ และแพ็กเกจไซส์ L ขนาดมากกว่า 100 ตร.ม.มีสินค้าประมาณ 3,000 รายการ

คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วมเครือข่ายร้านบัดดี้ มาร์ท นั้น จะต้องผู้ประกอบการเดิม หรือผู้ที่อยากทำธุรกิจโชห่วยและมินิมาร์ท มีใจรักบริการ และมีความตั้งใจอยากจะพัฒนาร้านค้า มีเงินลงทุนตกแต่งร้านเริ่มต้น 100,000 – 200,000 บาท มีเงินค้ำประกัน 200,000 บาท โดยมีสัญญาระยะเวลา 3 ปี

 

จุดเด่นของร้านบัดดี้ มาร์ทนั้น จะเป็นร้านค้าปลีกรูปแบบสมัยใหม่ ที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนด้วย สินค้าคุณภาพ และบริการที่ครบถ้วนจากประสบการณ์กว่า 16 ปี ในการเป็นคู่คิดธุรกิจ “มิตรแท้โชห่วย” ของแม็คโคร โดยมีสินค้าครบ มีความหลากหลายตามความต้องการของลูกค้าชุมชน มีระบบจัดการร้านด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การจัดส่งและบริหารสต๊อก ได้รับสินค้าครบ ตรงเวลา การตกแต่งร้าน และจัดเรียงสินค้า สวยงาม ตลอดจนมีโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้า และเพิ่มยอดขาย รวมถึงมีคำแนะนำและปรึกษาจากทีมงานมืออาชีพในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

‘บัดดี้ มาร์ท’ เป็นโครงการที่เริ่มในปีนี้ โดยเริ่มจากภาคกลาง ก่อนขยายไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคอื่นๆ ซึ่งจุดแข็งหนึ่งของความเป็นแม็คโคร คือ การมีสาขาที่ครอบคลุมหลายจังหวัด และสาขาเหล่านั้นก็มีทีมงานที่ทำในเรื่องของการหาเครือข่ายร้านค้ารวมถึงการทำเรื่องมิตรแท้ชุมชนที่สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่ เชื่อว่า บัดดี้ มาร์ท จะเป็นอีกเครือข่ายที่จะเข้ามาช่วยต่อยอดให้ซัพพลายเชนในเรื่องของโชห่วยมีความแข็งแกร่งและเติบโตในระยะยาว

สิ่งที่เป็นจุดแข็งของแม็คโครก็คือ การทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นโชห่วยมาอย่างยาวนาน ทำให้มีฐานลูกค้ากลุ่มนี้ค่อนข้างแข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน เครือข่ายสาขาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ก็เข้ามาเป็นเน็ตเวอร์คที่สำคัญในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้แบบลงลึก การเข้าใจตลาดทำให้ สามารถส่งต่อ ตลอดจนดีไซน์ร้าน และนำเสนอสินค้าในร้านได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่

 

ที่ผ่านมา  ยักษ์ค้าปลีกอย่าง โลตัส ภายใต้อาณาจักรเจ้าสัวซีพี เปิดตัวโครงการ ‘ร้านนี้ ขายดี’ เพื่อยกระดับโชห่วยไทยและสร้างอาชีพเพื่อสังคมให้เป็นเจ้าของกิจการแบบ 100% แบบไม่ต้องแบ่งกำไรกับใคร

โดยมี เงื่อนไขดังนี้ ผู้ร่วมเครือข่าย จะเป็นคนออกเงินทุนในการตกแต่งร้านค้า โดยรูปแบบของร้านจะเหมาะกับขนาดของพื้นที่ซึ่งจะมีทีมงานของโลตัสเป็นคนให้คำแนะนำ รวมถึงแนวทางในการตกแต่งตลอดจนอุปกรณ์เข้าร้าน และสามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินตามที่ผู้ร่วมโครงการเลือกเองหรือโลตัสเป็นคนแนะนำ

ขณะที่เงื่อนไขการร่วมพารทเนอร์กับโลตัส มีดังนี้ สมัคร ติดต่อเจ้าหน้าที่ เตรียมเงินทุน โลตัสพิจารณา ปฐมนิเทศ ตกแต่งร้าน ฝึกอบรม และเปิดร้าน ขายดี

 

 

นอกจากนี้ โลตัสยังมาพร้อม 20 จุดเด่นเพื่อให้ร้านโชวห่วยตัดสินใจร่วมธุรกิจได้ง่ายขึ้น อาทิ มีของสดของแห้งและของใช้ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน มีกาแฟและเครื่องดื่มโดย Jungle Mini ยกระดับชุมชนและสังคมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สั่งสินค้าและบริหารสต็อคได้ด้วยตัวเอง มีต้นทุนสินค้าที่แข่งขันได้ เก็บกำไรได้เต็มจำนวน มีรูปแบบร้านค้าที่หลากหลายเหมาะสมกับทุกขนาดพื้นที่ให้เลือก เปิด ปิดร้านได้ตามใจคุณ เริ่มต้นลงทุน 200,00-400,000 บาท ระยะเวลาสั้นเพียง 1 ปี หากต้องการจำหน่ายสุราและบุหรี่ สามารถขอคำปรึกษาได้ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า รูปแบบร้านขายดีของโลตัสคร้ังนี้คล้ายร้านโดนใจที่ออกมาก่อนหน้านี้ นั่นคือ การสั่งสินค้า ตลอดจนการรักษายอดขาย เปรียบเหมือนนักมวยที่ต้องมีค่ายมวยให้สังกัด เพื่อการทำงานที่ง่ายขึ้น สามารถแข่งขันได้ และที่สำคัญช่วยให้ดำเนินธุรกิจและยกระดับร้าน เป็นอีกทางเลือกนหนึ่งของร้านโชวห่วยไทย

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ยักษ์ใหญ่ไทยเบฟฯ เข้าร่วมวงร้านโชห่วยซึ่งถือเป็นธุรกิจปลายน้ำด้วยการเปิดตัวโปรเจกรูปแบบร้านค้าที่ใช้ชื่อว่า ร้านโชคชัยเพื่อเป็นการเปิดทางให้ร้านโชห่วยเฉพาะร้านที่มียอดสั่งซื้อสินค้าจากพนักงานขายหน่วยรถเงินสด หรือ แคชแวนที่วิ่งส่งสินค้าทั่วราชอาณาจักรของไทยเบฟฯ ตามที่กำหนดเข้าร่วมโครงการ
ทั้งนี้ หน่วยรถแคชแวนจะมีหน้าที่ทำการสำรวจ ประเมินร้านค้าที่เข้าข่าย โดยร้านค้าที่ผ่านคุณสมบัติกับร้านโชคชัยที่มาพร้อมสโลแกน ‘ขายดี มีกำไร ใส่ใจความสัมพันธ์’ จะได้รับสิ่งต่างๆ ดังนี้ 1. ตกแต่งให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย 2.ซื้อง่าย ขายคล่อง สินค้าดีมีกำไร 3.บริการจัดเรียงสินค้า คัดเลือกสินค้าขายดี ทำกำไรสู้กับร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ หาสินค้าถูกตังค์ ส่งให้

 

 

นอกจากนี้ ประเภทร้านโชคชัย จะพิจารณาตกแต่งร้านตามเงื่อนไข ความเหมาสมและขนาดของร้านค้าเพื่อปรับภาพลักษณ์ร้านค้าให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจัดรายการส่งเสริมการขาย ทั้งการระบายสินค้าออก กิจกรรมเพิ่มกำไรการขาย กิจกรรมจัดเรียงเบียร์ในตู้แช่ กิจกรรมจัดเรียงสุรา ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการขายอื่นๆ ประจำเดือน

จะเห็นได้ว่า การลงสนามของยักษ์ใหญ่ไทยเบฟในครั้งนี้ก้าวข้ามข้อจำกัด ที่คู่แข่งอย่างร้านถูกดีมีมาตรฐานหลายประการ ทั้งการตกแต่งร้านค้าซึ่งผู้ที่เข้าร่วมกับร้านถูกดีฯ ต้องออกค่าใช้จ่ายเอง รวมทั้งการวางเงินค่าประกันหรือเงินมัดจำราว 200,000 บาทอีกด้วย

 

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ‘บิ๊กซี’ อีกหนึ่งธุรกิจในอาณาจักรเจ้าสัวไทยเบฟ เคยเปิดตัวร้านที่ใช้ชื่อว่า ‘ร้านโดนใจ’ หวังพลิกฟื้นโชห่วยด้วยการชูจุดเด่นเงินมัดจำที่ 1 แสนบาทน้อยกว่าค่ายคู่แข่งร้านถูกดีมีมาตรฐานที่ตั้งไว้ 2 แสนบาท

นอกจากเงินมัดจำจะจ่ายน้อยกว่าแล้ว ร้านโดนใจ ยังนำเสนอค่าบริการจากยอดขายที่ 0.5% ต่อเดือน (ค่าบริการขั้นต่ำ 5,000 บาท) ตกแต่งร้านให้ใหม่ มูลค่า 100,000-400,000 บาท ลงทุนอุปกรณ์ภายในร้าน โดยมี 3 รูปแบบคือไซส์ S 1คูหา พื้นที่ร้าน 40-60 ตารางเมตร สินค้า 1,300 รายการ

ไซส์ M ขนาด 2 คูหา พื้นที่ร้าน 60-100 ตารางเมตร สินค้า 1,500 รายการ

ไซส์ L ขนาด 3 คูหา พื้นที่ มากกว่า 100 ตารางเมตรขึ้นไป สินค้า 1,800 รายการ

ส่วนคุณสมบัติผู้สมัคร เป็นเจ้าของร้านโชห่วย มีความตั้งใจทำธุรกิจ มีเงินทุนในการสั่งซื้อสินค้ามาจำหน่าย 500,000-1,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของร้านค้า

มีเงินค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา 100,000-300,000 บาท โดยจะได้รับคืนเมื่อปฏิบัติตามสัญญา

 

ขณะที่เงื่อนไขการเปิดร้านถูกดีมีมาตรฐานของฝั่งพี่ใหญ่คาราวบาว ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยมีเงื่อนไขดังนี้ 1.เจ้าของร้านโชห่วยเดิมต้องลงุทนรีโนเวทร้านเองทั้งหมด 2.วางเงินมัดจำ 200,000 บาทส่วนตัวสินค้าทางร้านถูกดีฯ จะทำการลงทุนให้ทั้งหมดคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1 ล้านบาท รวมชั้นวาง เคาน์เตอร์ ระบบ POS ตู้แช่ และสินค้าทั้งหมด ภายใต้เงื่อนไขดังนี้

1.ร้านต้องส่งเงินที่ขายได้ทั้งหมดให้ทางบริษัทก่อน 21.00 ของทุกวัน
2.ร้านจะได้รับการปันผลกำไร 85:15 ทุกวันที่ 15 ของเดือน
3.ค่าสาธารณูปโภค(ค่าไฟฟ้า)ทางร้านจ่ายเอง

 

คุณสมบัติของพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจของร้านถูกดีฯ ต้องเป็นเจ้าของร้านโชห่วยอยู่แล้ว และต้องลงทุนปรับปรุงร้านให้สะอาด รวมทั้งวางเงินมัดจำจำนวน 200,000 บาทเพื่อเป็นหลักประกันในการทำธุรกิจ

จากนั้นเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ที่เหลือจะเป็นหน้าที่ของบริษัทตั้งแต่การจัดวางสินค้ามูลค่ารวมกว่า 1,000,000 บาท ต่อสาขา การจัดรายการโปรโมชั่นต่างๆ การนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาบริหารเพื่อช่วยให้การทำงานสะดวกและง่ายขึ้น

จากการทดลองโมเดลดังกล่าวมากว่า 2 ปี พบว่าได้รับการตอบรับที่ดี สามารถเพิ่มรายได้ให้กับร้านโชห่วย จากเดิมที่ขายสินค้าได้ 3,000-5,000 บาทต่อวัน เพิ่มเป็นมากกว่า 10,000 บาทต่อวัน เปลี่ยนสถานะภาพความเป็นอยู่ของร้านโชห่วยให้ลืมตาอ้าปากได้

 

ทั้งนี้ บริษัทประเมินแล้วว่าถ้าร้านค้าสามารถยอดขายได้ประมาณ 15,000 บาทต่อวัน จะมีกำไรประมาณ 4 หมื่นบาทต่อเดือน สามารถดำเนินธุรกิจได้ ซึ่งขณะนี้มีร้านค้าสนใจเข้าร่วมโครงการอีกประมาณ 1,000 ร้านค้า ในไตรมาส 4 บริษัทจะเริ่งเปิดให้ได้เดือนละ 2,000 ร้านค้า เพื่อให้ครบ 8,000 ร้านค้าในปีนี้ และคาดว่าจะมีรายได้รวม 15,000 ล้านบาท

ปัจจุบัน ร้านถูกดี มีมาตรฐาน มีสาขาทั้งหมดประมาณ 5,000 ร้านค้า เป้าหมายต่อไปคือขยายเป็น 8,000 ร้านค้าภายในสิ้นปีนี้ 30,000 ร้านค้า ในปี 2565 และเพิ่มเป็น 50,000 สาขาในปี 2566 โดยวางคอนเซ็ปท์ จาก Point Of Sale สู่ Point Of EveryThing

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการขยายสาขาดังกล่าว ปลายปีนี้ จำนวนคลังสินค้าจะเพิ่มเป็น 8 แห่งรองรับ 1 หมื่นสาขา และขยายอีก 15 สาขาในปี 2565 โดยใช้งบลงทุนต่อสาขาที่ 3,000 ล้านบาท รวมงบลงทุนประมาณ 45,000 ล้าน จากงบลงทุนปีหน้า 75,000 ล้านบาท

 

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: