AutoBiznews

ส่อง 6 เทรนด์รถยนต์และแนวโน้มในประเทศไทย

เมื่อโลกมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทุกภาคส่วนต้องมีการพัฒนาตามหากไม่อยากตกขบวน โดยเฉพาะภาคยานยนต์ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องรวมทั้งมีกาารคาดการณ์ของสถยานการณ์ในอนาคต โดยเฉพาะรถที่ใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานไฟฟ้าที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้

ดร. เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการ สายงานกิจการพิเศษ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยถึงเทรนด์และแนวโน้มรถยนต์ในประเทศไทยว่า เป็นแน่นอนว่าเมื่อ EV (Electric Vehicle) เข้าตลาด นวัตกรรมรถยนต์ที่กำลังจะตามมาคือ AV (Automation Vehicle)
 
โดยเทรนด์รถในปี พ.ศ. 2562 มีหลักๆ ทั้งหมด 6 เทรนด์ด้วยกันคือ
 
1. การติดตั้งเซ็นเซอร์เพื่อเพิ่มความปลอดภัย (Safety Sensor)
 
2. คอมเพล็กซ์ทรานสปอร์ตเทชั่น (Complex Transportations) หรือ Mobility is going ‘as-a-service’
 
3. รถยนต์ระบบไฟฟ้า (Electrification)
 
4. การเชื่อมต่อ (Connectivity) หรือที่เรียกว่า V2X (Vehicle-to-everything)
 
5. การเก็บข้อมูล (information storage)
 
6. การแชร์รถยนต์ หรือ Car Sharing
 
 
ด้านอดิศักดิ์ โรหิตะศุน ผู้ทำการแทนผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ประเมินอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี ค.ศ. 2030 หรืออีก 10 ปีข้างหน้าว่า ประเทศไทย จะเป็นประเทศที่ให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และจะเป็นสังคมที่เข้าสู่ประชากรสูงอายุมากถึง 30% ของประชากรไทยทั้งหมด
 
นอกจากนี้ ระบบ Robots and Automations จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในประเทศไทย มีการพัฒนาเรื่อง 5G ให้รองรับอย่างทั่วถึง และทางภาครัฐจะพัฒนาเป็น E-Government เศรษฐกิจจะพลิกโฉมมาเป็น E-commerce มากขึ้น สังคมจะพัฒนาเป็นสังคมเมืองมากขึ้นเพื่อให้ไปถึงสมาร์ทซิตี้ (Smart City) โดยจะต้องมี สมาร์ทโมบิลิตี้ (Smart Mobility) ที่สามารถเข้าถึง ได้ง่าย (Accessible) เชื่อมต่อกัน (Connect) สะดวกสบายและปลอดภัย (Comfort & safety) เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Clean & Efficiency) และคุ้มค่าในเรื่องของราคา (Affordable price) ซึ่งสิ่งที่จะมารองรับ Smart Mobility ดังกล่าวก็คือเทคโนโลยี ได้แก่ รถยนต์ระบบไฟฟ้า (E – Electrified) อย่างรถยนต์ EVs ที่ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีอัตราการผลิตถึง 53% (มากกว่ารถยนต์แบบสันดาปภายใน) ระบบอัตโนมัติ (A – Automated) ที่จะมีถึง 6 ระดับด้วยกัน ไล่จากระดับ 0 คือไม่อัตโนมัติจนถึงระดับ 5 คือควบคุมอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์แบบ
 
และในปี ค.ศ. 2030 คาดว่าจะสามารถพัฒนาระบบ autonomous ได้ในระดับที่ 3 ซึ่งเป็นระดับที่สามารถขับขี่ได้อัตโนมัติ ในระยะทางและระยะเวลาที่จำกัด อย่างเช่น การปล่อยมือบนทางด่วน และการเชื่อมโยง (C – Connected) ที่จะสามารถเชื่อมต่อ V2D หรือการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ (Device) ต่างๆ V2P หรือการเชื่อมต่อกับคนที่เดินถนน V2V หรือการเชื่อมต่อระหว่างรถต่อรถ และ V2I หรือการเชื่อมต่อกับโครงสร้างต่างๆ
 
โดยในปี ค.ศ. 2030 นั้น คาดว่าจะมีการพัฒนาไปถึง V2X หรือการเชื่อมโยงที่สามารถเชื่อมต่อได้กับทุกสิ่ง สุดท้าย คือ เรื่อง แชร์ริ่ง (S – Shared) ที่จำแนกออกเป็น การแชร์กันขับ (Drive sharing) การอาศัยไปกับรถคนอื่น (Ride sharing) และระบบขนส่งสาธาระณะ (Mass transit) ซึ่งในอีก 10 ปีข้างหน้า ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะมีการพัฒนาไปในขั้นไหน
มร. จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความมั่นใจที่บริษัทฯ มีต่อรถยนต์ระบบไฟฟ้า ว่าได้มีการพัฒนาการและเทคโนโลยีของรถยนต์ระบบไฟฟ้ามากว่า 100 ปี และอัพเดทออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เครื่องยนต์รุ่นแรกจนถึงรุ่นปัจจุบัน แต่เมื่อเราได้ความสะดวกสบายจากรถยนต์นั้นก็นำมาซึ่งมลภาวะ ดังนั้น บริษัทฯ จึงนำแบตเตอรี่มาให้พลังงานกับรถยนต์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวพร้อมทั้งนำเทคโนโลยีทันสมัยต่างๆ มาพัฒนาอีกมากมาย ซึ่งจากมุมมองส่วนตัวคิดว่ารถยนต์ไฟฟ้านั้นสามารถเติบโตได้เร็วกว่าที่หลายคนคาดการณ์
นอกจากนี้  SAIC ได้เริ่มศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพลังงานใหม่มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 มาจนถึงทุกวันนี้ จึงมั่นใจได้ว่ารถยนต์ทุกรุ่นที่ออกขายสู่ตลาดในหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะรุ่น EV นั้นมีเทคโนโลยีที่พร้อม ครบถ้วน และทันสมัย
ที่สำคัญโอกาสสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังมาถึงแล้ว เหมือนในกรณีของสมารท์โฟนที่มีเทคโนโลยีเข้ามาดิสรัป จนสามารถพลิกโฉมของวงการของโทรศัพท์จากหน้ามือเป็นหลังมือ ดังนั้น รถยนต์ EV ก็เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้  รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ MG จะเข้าไทยในเดือนมิถุนายน 2562 และเพื่อลดความกังวลต่างๆ เกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ทาง MG จะร่วมมือกับ EA Anywhere และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในการสร้างสถานีชาร์จ (Charging Stations) ให้ครอบคลุมและทั่วถึง
นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันประชาคมโลกให้ความสำคัญกับการใช้รถยนต์พลังงานทางเลือกโดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพราะตระหนักถึงคุณภาพชีวิตควบคู่กับความต้องการลดภาวะมลพิษในระยะยาว เนื่องจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% จึงไม่มีไอเสีย พร้อมการทำงานของมอเตอร์ที่เงียบจึงไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง อีกทั้งยังเป็นพาหนะที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศจึงช่วยลดภาวะโลกร้อน รวมไปถึงลดมลภาวะฝุ่นพิษในอากาศได้เป็นอย่างดี โดยรัฐบาลในหลายประเทศต่างเริ่มมีมาตรการส่งเสริมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจัง ซึ่งในปีที่ผ่านมาทั่วโลกมียอดจำหน่ายรถพลังงานไฟฟ้าสูงถึงกว่า 1.26 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้น 74 % จากปี ค.ศ. 2017 นอกจากนี้ยังมีการประมาณการว่าในปี ค.ศ. 2020 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกกว่า 20 ล้านคัน
สำหรับประเทศไทย เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานสำหรับขับเคลื่อนรถยนต์ จากการใช้พลังงานเชื้อเพลิงแบบเดิมๆ สู่รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle – HEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle – PHEV) และกำลังก้าวสู่การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า100% (Electric Vehicle – EV) ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบันรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเริ่มเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการสนับสนุนของภาครัฐซึ่งมีนโยบายและแผนขับเคลื่อนด้านพลังงานที่จูงใจต่อภาคผู้ผลิต อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นอากรการนำเข้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์ และยังมีมาตรการในการลดภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการลงทุนของ BOI นอกจากนี้ เรายังเห็นถึงการขยายตัวของสถานีชาร์จ (EV Charger) ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการลงทุนของหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อรองรับการขยายตัวของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถือเป็นการสร้างระบบนิเวศของตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกในประเทศไทยให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
“สำหรับ เอ็มจี เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเป็นเวลากว่า 5 ปี และได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงลูกค้าคนไทย จนทำให้มียอดขายสะสมรวมแล้วกว่า 50,000 คัน ซึ่งบริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าพัฒนาและนำเสนอยนตรกรรมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่องต่อไปด้วยการพัฒนารถยนต์ตาม 4 วิสัยทัศน์หลักของ SAIC Motor Corporation ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอ็มจี ในประเทศไทย ประกอบด้วย การพัฒนารถยนต์ให้มีการเชื่อมต่ออัจฉริยะมากยิ่งขึ้น (Intelligence connectivity) การพัฒนารถซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electrification) การแบ่งปันรถยนต์ในการใช้งานร่วมกัน(Car Sharing) และการพัฒนารถยนต์สำหรับตลาดในระดับสากล (Globalization) โดยในส่วนของการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้านั้น ปัจจุบัน SAIC ได้แนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ทั้งในรูปแบบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) รถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิง (FCV) สู่ตลาดในประเทศจีนและทั่วโลกแล้วกว่า 20 รุ่น โดยในส่วนประเทศไทย เอ็มจี มีแผนแนะนำรถยนต์ “MG ZS EV” ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของเอ็มจีที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีรูปลักษณ์โดดเด่นในแบบฉบับรถยนต์ SUV พร้อมระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ i-SMART ที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่สู่ตลาดเมืองไทยอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนนี้” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวเสริมในตอนท้าย
สรุปให้เห็นว่า รถยนต์ก็เหมือนสมาร์ทโฟนที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นได้ทุกสิ่งอย่างในเครื่องเดียว !

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: