Biznews

ส่งกำลังใจ!’หมอหนุ่ม’วัย 28 ตั้งเพจ ‘สู้ดิวะ’ หลังพบมะเร็งปอดระยะสุดท้าย

โลกโซเชียลฯ แชร์เรื่องราวจากเฟซบุ๊กเพจ ‘สู้ดิวะ’ ซึ่งสร้างเพจเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยอาจารย์ นพ.กฤตไท ธนสมบัติกุล อายุ 28 ปี อาจารย์ประจำศูนย์ระบาดวิทยาคลินิกและสถิติศาสตร์คลินิก ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ซึ่งมีชาวเน็ตให้กำลังใจจำนวนมาก

โดยโพสต์แรก สาระสำคัญโดยสรุปก็คือ เป็นการแนะนำตัวและชีวิตครอบครัว ระบุว่า

สวัสดีครับ

วันนี้จะขอแนะนำตัวเองนิดนึงครับ
ผมชื่อ กฤตไท ธนสมบัติกุล ครับ ปัจจุบันอายุ 28 ปีครับ
ผมจะพยายามเล่าให้กระชับที่สุดละกันนะครับ
ผมเกิดในครอบครัวใหญ่ครับ นึกภาพครอบครัวที่มีอากงอาม่า กับหลานๆหลายสิบชีวิตครับ
ผมมีชีวิตวัยเด็กที่มีความสุขมากๆครับ กินเก่ง เล่นเก่ง พูดเยอะ เป็นเด็กน้อยตาตี่อ้วนกลมที่อารมณ์ดีมากๆครับ
แต่ชีวิตผมก็มีจุดเปลี่ยนตรงช่วงมัธยมต้น ครอบครัวผมมีปัญหานิดหน่อย พ่อแม่ผมท่านได้ตัดสินใจอยู่ห่างกัน ซึ่งดีต่อท่านทั้งสองจริงๆ แต่ในมุมของผม มันทำให้ผมต้องเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะต้องอยู่กับแม่และน้องสาว ผมต้องเป็นผู้ใหญ่ทันที
ซึ่งมองย้อนกลับไป ผมขอบคุณเหตุการณ์ครั้งนั้นมากๆที่ทำให้ผมได้อ่านหนังสือ ได้พัฒนาความคิดและทัศนคติตัวเองขึ้นมา ถ้าไม่ได้เจอเรื่องนี้ ผมคงยังเป็นคุณชาย เป็นเด็กมัธยมธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
ผมเป็นคนที่มีเพื่อนฝูงมากมายตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม คือต้องบอกว่าผมให้ความสำคัญกับเรื่องเพื่อนมากกว่าเรื่องเรียน
ผมได้มีช่วงชีวิต 6 ปีที่ทรงคุณค่าที่สุดในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ผม OSK 131 ครับ
แน่นอนครับ ขึ้นชื่อว่าสวนกุหลาบ ผมมีความเป็นสวนกุหลาบอย่างที่สุด และผมมีเพื่อนสวนกุหลาบที่เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม
ผมได้ถูกปลูกฝังให้เป็นสุภาพบุรุษสวนกุหลาบ รักเพื่อน เคารพพี่ นับถือครู กตัญญูพ่อแม่ ดูแลน้อง
หลังจากจบสวนกุหลาบ ผมได้สอบติด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รุ่น 56 ครับ
ชีวิตได้ขึ้นเหนือในวัย 18 ปี เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่สำคัญเลยครับ จากเด็กกรุงเทพ ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเชียงใหม่
โอเค ผมเรียนหมอ 6 ปีครบตามเวลา ไม่ขาดไม่เกินครับ เนื่องจากว่าผมมาเชียงใหม่คนเดียว จึงได้มามีเพื่อนใหม่ที่นี่ทั้งหมด ผมโคตรรักพวกมันเลย เพื่อนชาวเหนือ พาผมไปกินอาหารแปลกๆ เรียนรู้วัฒนธรรม คำเมือง การใช้ชีวิต ซึ่งทุกอย่างมันมาผ่านบาสเกตบอลครับ ผมเป็นนักบาสเกตบอลของคณะแพทย์เชียงใหม่ที่ยิ่งใหญ่ครับ เรื่องราวเยอะมากๆ
คราวนี้ผมเรียนจบหมอละ ก็เรียนต่อเฉพาะทางต่ออีก 3 ปีทันทีเลยครับ
ผมเลือกสาขา เวชศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine) เป็นแพทย์ใช้ทุนร่วมกับเรียนต่อเฉพาะทางที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ครับ เรื่องแฟมเมดเองก็เล่าได้อีกหนึ่งตอนใหญ่ๆเหมือนกันครับ ทำไมคนแบบผม ที่หยิบคนมาสิบคนก็ไม่มีใครบอกว่าผมดูเป็นหมอแฟมเมด แต่ทำไมผมถึงเลือกเรียนสาขานี้ และ ที่สำคัญคือทำไม ผมถึงเลือกที่เมื่อเรียนจบแล้ว ผมกลับไม่ได้ปฏิบัติงานในฐานะหมอแฟมเมด แต่กลับย้ายมาทำงานสายระบาดวิทยาคลินิก น่าสนุกใช่ไหมครับ ไว้เรามาว่ากันครับ
.
ระหว่างที่เรียนเฉพาะทาง ผมก็ฟิตมากพอที่จะไปศึกษา สาขาเฉพาะทางอีกอันหนึ่งคือ ระบาดวิทยาคลินิก (Clinical Epidemiology and Clinical Statistic) สาขาที่เรียกได้ว่าหลายคนในประเทศไทยอาจจะยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ แต่หลักๆคือเป็นศาสตร์ของการตอบโจทย์ ตอบปัญหาของหมอในกระบวนการรักษาคนไข้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และสถิติ สร้างผลงานวิจัยเพื่อช่วยให้กระบวนการดูแลคนไข้นั้นดีขึ้นครับ
และผมยังฟิตกว่านั้น ด้วยการเรียนปริญญาโท วิทยาการข้อมูล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Data Science) อีกใบพร้อมกันไปเลย สนุกมากครับ ปัจจุบันก็เรียนจบด้วยดี กำลังจะรับปริญญาแล้วครับ ได้เรียนรู้เรื่องข้อมูล เรื่องแนวคิดทางธุรกิจ การแก้ปัญหาด้วยแนวคิดทาง DS และวิธีการจัดการกับข้อมูลต่างๆ เพื่อพร้อมรับมือกับโลกอนาคตครับ
.
โอเคครับ ปัจจุบัน ผ่านไป 3 ปี ผมจบแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ครอบครัว และปริญญาโทวิทยาการข้อมูล
ผมได้บรรจุเป็นอาจารย์ประจำศูนย์ระบาดวิทยาคลินิกและสถิติศาสตร์คลินิก ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผมทำงานได้สองเดือนแล้วครับ ผมค่อนข้างมีทักษะในเรื่องการเล่าเรื่องและการสอนครับ
เรากำลังสร้างทีมกัน สร้างทีม CE (clinical epidemiology) เชียงใหม่ กับสุดยอดอาจารย์แห่งยุคและทีมงานคุณภาพ
.
ในส่วนของการใช้ชีวิตเอง ผมชอบออกกำลังกายมากครับ เนื่องจากเป็นนักกีฬาด้วย เข้ายิมด้วย ดูแลสุขภาพดีมากๆ ครับ ให้ความสำคัญกับอาหารและการนอนหลับ ชอบอ่านหนังสือ ฟัง podcast ลงทุน ตามสไตล์วัยรุ่น productive ครับ
ชีวิตในวัย 28 ปี หลังจากผ่านการลงทุนในตัวเองมาอย่างหนักหน่วง ผมได้เริ่มวิ่งตามความฝันอย่างเต็มที่ เดินตามแผนที่วางไว้ได้อย่างงดงาม
ผมกำลังจะแต่งงาน กำลังจะซื้อบ้าน
แล้ว… ผมก็เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายครับ

 

โพสต์ที่สอง ได้เผยแพร่ผลเอกซเรย์ปอด เปรียบเทียบระหว่างปี 2562 กับ 2565 พบว่าปอดด้านขวาหายไปครึ่งหนึ่ง มีก้อนขนาดใหญ่ถึง 8 เซนติเมตร และมีน้ำในปอดร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีก้อนเล็กๆ ในปอดด้านซ้ายอีกหลายก้อน และด้านขวาบนเช่นกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังไปเล่นบาสเกตบอลได้ แม้ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาความฟิตลดลงก็ตาม โดยพบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะลุกลาม

โพสต์ที่สาม สาระสำคัญโดยสรุปก็คือ ตนเป็นมะเร็งปอดระยะลุกลาม ไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนออกแล้วหายขาด ซึ่งตนสงสัยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะดูแลสุขภาพสม่ำเสมอ แต่พบว่ามีอาการไอ ทั้งไอแบบมีเสมหะและไอแห้ง แม้จะตรวจโควิด-19 ก็ไม่พบเชื้อ จึงเริ่มรักษาอาการกรดไหลย้อนก่อน ระหว่างนี้สามารถเล่นกีฬาได้ตามปกติ ทำงาน ใช้ชีวิตได้ตามปกติ กระทั่งเมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีตารางงาน จึงได้ไปตรวจสุขภาพ พบว่า ฟิล์มที่ปอดข้างขวา เหลืออยู่ครึ่งเดียว ลักษณะเหมือนมีก้อนกับน้ำอยู่ในปอดด้านขวา และปอดด้านซ้ายก็มีก้อนเล็กๆ เต็มไปหมด

หลังจากผ่านการตรวจทุกอย่างมาแล้ว ทั้งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ผ่าตัดเพื่อนำชิ้นเนื้อมาตรวจ ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สมอง พบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย โดยตัวก้อนหลักขนาดเกือบ 8 เซนติเมตร ที่ปอดด้านขวา นอกจากนี้ ตัวมะเร็งยังมีการกระจายไปที่เยื่อหุ้มปอด และปอดข้างซ้ายอีกหลายจุด และกระจายไปที่สมองถึง 6 ก้อนด้วยกัน แต่ละก้อนมีขนาดใหญ่ โชคดีที่ไม่มีอาการทางสมอง พร้อมกันนี้ได้ขอบคุณอาจารย์ที่ให้ความช่วยเหลือ ทั้งการผ่าตัด การได้รับ chemotherapy Immunotherapy และได้รับการฉายแสงที่ศรีษะทันทีที่เจอก้อน

นอกจากนี้ ตนยังโชคดีที่ได้ทำประกันสุขภาพโรคร้ายแรงไว้ จากที่คิดว่าจะผ่าไส้ติ่งที่โรงพยาบาลเอกชน แต่ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการสืบค้นข้อมูล เนื่องจากอายุยังน้อย ซึ่งแนะนำว่าทุกคนมีโอกาสเป็นได้ เพราะโลกไม่ปกติ ทั้งมลภาวะ อากาศ น้ำ รังสีต่างๆ ยีนส์พร้อมกลายพันธุ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ตระหนักว่า แท้จริงแล้วมนุษย์เราเปราะบาง แผนชีวิตที่วางมาทั้งหมด พังลง ต่อหน้าต่อตา กลายเป็นคนที่มีเวลาชีวิตจำกัดขึ้นมาทันที อาจจะหลักเดือน 6 เดือน 1 ปี 2 ปี ถ้าโชคดีหน่อยก็อาจจะ 5 ปี ทำได้แค่ภาวนาให้ยาตอบสนอง ให้โรคสงบ ให้ไม่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้น และมีชีวิตปกติ

อย่างไรก็ตาม ตนไม่เสียดายชีวิตที่ผ่านมา เพราะมีช่วงชีวิตที่ผ่านมาที่ดี ไม่มีอะไรเสียใจ ซึ่งการเป็นมะเร็งในครั้งนี้ ตนจะฝากบางอย่างไว้ให้กับโลก ถ่ายทอดสิ่งที่ตนได้ตกตะกอนมาตลอดชีวิต สิ่งที่ได้เรียนรู้ มุมมองการใช้ชีวิต ความเชื่อ ความฝัน ความประทับใจ รวมถึงเรื่องราวที่อยากจะฝากไว้กับโลกนี้ ทั้งช่วงอารมณ์อ่อนไหว และเข้มแข็ง เผื่อถ้าวันหนึ่งตนไม่อยู่แล้ว ตัวตนจะยังอยู่ตลอดไป และเป็นเรื่องที่ดีถ้าชีวิตที่สั้นลงสามารถเป็นกำลังใจ เป็นพลังให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อ

จึงเป็นที่มาที่ตนและเพื่อนตั้งใจที่จะสร้างเพจนี้ขึ้นมาเพื่อส่งต่อสิ่งเหล่านี้

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: