Biznews

สภาวิศวกรยืนยันจุดยืนไม่ควรเปิดเสรีต่างด้าวทำอาชีพโยธา

จากกรณีที่กระทรวงแรงงาน เตรียมออกประกาศปลดล็อก 39 อาชีพสงวนเพื่อคนไทย โดยเตรียมปลดล็อกให้คนต่างด้าวทำได้ 12 อาชีพ และห้ามคนต่างด้าวทำเด็ดขาด 28 อาชีพ โดยเพิ่มนวดแผนไทยเป็นงานห้ามใหม่ 1 อาชีพ ทั้งนี้ ได้สรุปผลแยกเป็น 3 กลุ่ม คือ

กลุ่ม 1. ไม่เป็นงานห้ามอีกต่อไปจำนวน 2 งาน ประกอบด้วย งานกรรมกร และงานก่ออิฐ ช่างไม้ ช่างก่อสร้างอื่นๆ ซึ่งเดิมเป็นงานห้าม แต่ผ่อนผันให้ทำแค่กรรมกรใช้แรงงานไม่ใช่งานฝีมือช่าง แต่เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน คนไทยมีการศึกษาสูงขึ้น ไม่ทำงานหนัก จึงให้ทำได้ แต่ต้องขออนุญาตทำงานอย่างถูกต้อง

กลุ่มที่ 2. ให้ต่างด้าวทำได้ 10 งาน คือ 1. งานกสิกรรม เลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรืองานประมง ยกเว้นงานที่ใช้ความชำนาญเฉพาะสาขา 2. งานให้บริการวิชาชีพทางบัญชี ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทางบัญชี แต่ไม่รวมถึงการตรวจสอบภายใน 3. งานทำที่นอนหรือผ้าห่มนวม 4. งานทำมีด 5. งานทำรองเท้า 6. งานทำหมวก 7. งานในวิชาชีพวิศวกรรม สาขาวิศวกรรมโยธา 8. งานในวิชาชีพสถาปัตยกรรม ยกเว้นผู้ได้รับการขึ้นทะเบียนตามข้อตกลงระหว่างประเทศ 9. งานประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย 10. งานปั้นหรือทำเครื่องดินเผา ส่วนใหญ่เป็นงานในอุตสาหกรรมการผลิต คนไทยไม่นิยมทำ แต่จะอนุญาตให้ทำได้ภายใต้เงื่อนไข ต้องมีผู้จ้างวาน ไม่เป็นเจ้าของกิจการเอง โดยจะไม่อนุญาตให้ทำงานที่แสดงถึงอัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย

และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มงานห้ามเด็ดขาดมี 28 งาน อาทิ งานแกะสลักไม้ ขับขี่ยานยนต์ ขายของหน้าร้าน เจียระไนหรือขัดเพชรพลอย งานตัดผม ดัดผม เสริมสวย งานมัคคุเทศก์ นำเที่ยว เร่ขายสินค้า โดยเพิ่มงานนวดไทย เป็นงานห้ามใหม่ 1 อาชีพ

ล่าสุด สภาวิศวกรยืนยันจุดยืนไม่ควรเปิดเสรีต่างด้าวทำอาชีพโยธา โดยศ.ดร.อมร พิมานมาศ เลขาธิการสภาวิศวกร เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมกับสภาสถาปนิก สภาวิชาชีพบัญชี วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน โดยยืนยันจุดยืนของสภาวิศวกรไม่เห็นด้วยกับการเปิดเสรีต่างด้าวเข้ามาประกอบวิชาชีพวิศวกรรมโยธา เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและสาธารณะ เนื่องจากอาชีพวิศวกรรมโยธา ถือว่าเป็นอาชีพสงวนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ. 2522 และตามพระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ.2542 กำหนดให้วิศวกรรมโยธา เป็นวิศวกรรมควบคุม อีกทั้งในมาตรา 45 ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิศวกร อันเป็นเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติวิศวกรที่ต้องการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนและสาธารณะเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นที่ต้องให้มีต่างด้าวเข้ามาประกอบวิชาชีพวิศวกรรมโยธา เช่น ในกรณีที่เกิดความขาดแคลนวิศวกรอย่างมากซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือ กรณีที่ต้องรับถ่ายโอนเทคโนโลยีจากต่างชาติ หรือเป็นกรณีที่เป็นข้อผูกผันตามข้อตกลงระหว่างประเทศ เช่น ข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของนักวิชาชีพอาเซียนหรือ MRA ที่ไทยได้ทำไว้ก้บชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ก็ต้องกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนโดยคำนึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

ศ.ดร.อมร บอกอีกว่า ตนได้เรียนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานว่า ในกรณีต่างด้าวเข้ามาทำอาชีพวิศวกรรมโยธา ต้องไม่ใช่การเปิดเสรีโดยเด็ดขาด แต่จะต้องกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจน ว่าสามารถเข้ามาได้ในกรณีใดบ้าง และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เพื่อขอรับใบอนุญาตหรือใบรับรองจากสภาวิศวกรเสียก่อน เพื่อให้สภาวิศวกรมีมาตรการในควบคุมและกำกับการทำงาน และจะต้องเข้ามาในฐานะลูกจ้างในสาขาที่ขาดแคลนเท่านั้น และเสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงแรงงาน และสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดเงื่อนไขในการเข้ามาของต่างด้าวให้ชัดเจน ซึ่งกระทรวงแรงงานจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณาต่อไป

ด้านพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เป็นประธานหารือร่วมระหว่าง 3 สภาวิชาชีพ ประกอบด้วยสภาวิชาวิศวกร สภาวิชาชีพบัญชี สภาสถาปนิกและทีดีอาร์ไอ ถึงประเด็นการปลดล็อกอาชีพสงวนใน 3 สาขา คือ วิศวะโยธา-บัญชี-สถาปัตย์ เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจร่วมกับ 3 สภาวิชาชีพ หลังมีกระแสข่าวว่า กระทรวงแรงงานจะเปิดให้ต่างด้าวทำอาชีพดังกล่าวได้อย่างเสรี จนทำให้ 3 สภาวิชาชีพต้องออกมาแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย

พล.ต.อ.อดุลย์ ชี้แจงในที่ประชุมว่าจากอาชีพสงวนที่เดิมห้ามคนต่างด้าวทำ 39 อาชีพกระทรวงแรงงานเตรียมปลดล็อกห้ามทำเพียง 28 อาชีพ และอนุญาตให้ทำได้ 12 อาชีพแต่มีเงื่อนไขคือต้องมีนายจ้างเป็นคนไทย ไม่เป็นเจ้าของกิจการและต้องไม่กระทบกับความมั่นคง ไม่เป็นงานที่แสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทย และไม่แย่งงานคนไทย ซึ่งสาขาวิศวะโยธา บัญชี และสถาปัตย์ ก็รวมอยู่ใน 12 อาชีพที่อนุญาตแต่มีเงื่อนไขด้วย และการปลดล็อก 3 อาชีพดังกล่าวเป็นไปตามข้อตกลงของ 10 ประเทศอาเซียนตามอนุสัญญาบาหลี คองคอร์ดเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศอาเซียน แต่มีข้อกำหนดแรงงงานที่เข้ามาทำงานในประเทศใด จะต้องยึดหลักและกฎระเบียบตามที่สภาวิชีพของประเทศนั้นๆ กำหนด และการปลดล็อกอาชีพสงวนข้างต้นเป็นเพียงข้อสรุปจากการรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ใช่ประกาศแต่อย่างใด เพราะต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความรอบครอบในการจัดทำอาชชีพสงวนใหม่ รมว.แรงงาน จึงมอบหมายให้ปลัดกระทรวงแรงงาน นำข้อเสนอของ 3 สภาวิชาชีพ กลับมาทบทวนในที่ประชุมโต๊ะเล็กก่อน นำผลสรุปเสนอต่อที่คณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวกลางเดือน มิ.ย.

ต้องรอดูกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะจบอย่างไร เพราะอาชีพใครๆ ก็รัก เว้นเสียแต่ว่าคนไทยไม่ทำแล้วจริงๆ

Related Articles

Back to top button
X
%d bloggers like this: