Real Estate

‘ศุภาลัย’ ทุ่ม 2 พันล้านซื้อหุ้นคืน พร้อมปักหมุดลุยทำเลศักยภาพต่อเนื่อง  

หลังจากทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงต้องเหนื่อยกันต่อไป เนื่องมาจากหลากหลายปัจจัยลบต่างๆ  นานา โดยเฉพาะไวรัสโควิด-19 จนทำให้ตลาดหุ้นร่วงระนาว  ซึ่งมีหลายบริษัทใหญ่ต่างทยอยซื้อหุ้นกลับคืนจำนวนมาก รวมทั้งบริษัท ศุภาลัย ( SPALI) ที่เตรียมซื้อหุ้นคืนภายในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาท จำนวน 120 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 1 บาท หรือคิดเป็น 5.6% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด กำหนดระยะเวลาซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ.-11 ส.ค.63

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการ และ ประธานกรรมการบริหาร SPALI ให้เหตุผลในการซื้อหุ้นคืนว่า เนื่องจากราคาตลาดที่เป็นอยู่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทมาก การซื้อหุ้นคืนเพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นและเพิ่มอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น และเพื่อสะท้อนถึงสถานะทางการของบริษัทที่มั่นคง ทั้งนี้ ข้อมูลกำไรสะสมและสภาพคล่องส่วนเกินของบริษัท โดยข้อมูลจากงบการเงินสอบทานตรวจสอบงวดล่สุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 กำไรสะสมของบริษัท เท่ากับ 29,911 ล้านบาท

 

ส่วนผลประกอบการของบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ในปี 2562 ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จและอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งภาพรวมของธุรกิจในปีที่ผ่านมามีปัจจัยต่าง ๆ  ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว​​​ แต่บริษัทฯ ยังสามารถทำยอดขายได้กว่า 22,324 ล้านบาท  เป็นคอนโดมิเนียม 38%  และแนวราบ 62% จากการเปิดตัวโครงการ ทั้งหมด 24 โครงการ  แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 19 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียม 5 โครงการ

โดยบริษัทสามารถ ทำรายได้รวม 23,957 ล้านบาท ลดลง  7% เมื่อเทียบกับปี 2561 และมี                           กำไรสุทธิ  5,403 ล้านบาท ลดลง 6 % เนื่องจากจำนวนโครงการที่เปิดตัวลดลงและมาตรการ LTV ใหม่              ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2562 ซึ่งรายได้หลักมาจากการทยอยส่งมอบคอนโดมิเนียมและแนวราบ            โครงการต่างๆ แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินทรัพย์เติบโตขึ้น 5 % ส่วนของผู้ถือหุ้น เติบโต 9%                     โดยมีอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของ ผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 34%  ส่วนต้นทุนการเงินที่อัตราเฉลี่ย 2.31%             ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562 และมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ประมาณ 38,655 ล้านบาท                                 ณ  วันที่ 31 ธ.ค. 2562  เพื่อรองรับการเติบโตด้านรายได้ของบริษัทในอนาคต

(Ref : http://investor-th.supalai.com/slides.html)

 

สำหรับภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ในจังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันบริษัทฯ ได้เข้าไปลงทุนอสังหาฯ ในจังหวัดอย่างต่อเนื่องรวม 5 โครงการ อาทิ ศุภาลัย การ์เด้นวิลล์ นครราชสีมา, ศุภาลัย เบลล่า นครราชสีมา, ศุภาลัย วิลล์ นครราชสีมา, ศุภาลัย พรีโม่ สุรนารี และ โนโว วิลล์ สุรนารี และโครงการที่ 6 ล่าสุดอย่าง “ศุภาลัย พรีมา วิลล่า นครราชสีมา” คฤหาสน์หรู Modern Luxury Style ตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการกว่า 56 ไร่  มูลค่าโครงการ 1,250 ล้านบาท โดดเด่นด้วยทำเลศักยภาพ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน นอกจากนี้ยังมีที่ดินเปล่าที่ซื้อมาแล้ว ที่คอยการพัฒนาอีก 3 แปลง ซึ่งจะพัฒนาต่อเนื่อง ในปีต่อๆ ไป

สำหรับทิศทางในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในจังหวัดนครราชสีมา ยังคงมุ่งเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพที่มีโอกาสเติบโตของจังหวัด โดยเฉพาะ ด้านการคมนาคม ที่มีการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-นครราชสีมา และสายรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย-ลาว ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ สามารถเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งระหว่างภาคต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคได้ต่อไป

นายไตรเตชะ  ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง  ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อีกทั้งผลกระทบจากมาตรการ LTV ในช่วงแรกของปี ส่งผลให้ผู้บริโภคและนักลงทุนชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีปัจจัยบวกในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ภาพรวมของตลาดอสังหาฯ กลับมามีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง นโยบายผ่อนปรนมาตรการ LTV การลดค่าจดจำนอง โครงการบ้านดีมีดาวน์ เป็นต้น

 

สำหรับปี 2563 บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนากลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อผลักดันยอดขายให้สู่เป้าหมาย       ที่ตั้งไว้ โดยตั้งเป้าหมายยอดขาย 26,000 ล้านบาท และเป้าหมายรายได้ 24,000 ล้านบาท                                    จากการเปิดตัวโครงการใหม่ 30 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 25 โครงการ และโครงการ                    คอนโดมิเนียม 5 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท พร้อมรุกเปิดตลาดอสังหาฯ ในจังหวัดใหม่ ๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค พร้อมด้วยทำเลศักยภาพ อาทิ พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก และฉะเชิงเทรา เพื่อครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคทั่วทุกภูมิภาค สำหรับในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ทำเล  ที่น่าสนใจยังเป็นส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้ว ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมากขึ้น และรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างอย่างสายสีเหลือง สีชมพู และสีส้ม ที่มีโอกาสเติบโตในทิศทางที่ดี เนื่องจากมีความต้องการของที่อยู่อาศัยสูงพร้อมมุ่งพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนารูปแบบการซื้อที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการใหม่ในอนาคตของบริษัท

 

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back to top button
X
%d bloggers like this: