Biznews

‘วัคซีนกระตุ้นเข็ม 3’ จำเป็นแค่ไหน เลือกจากอะไรบ้าง

จากสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ยังคงแพร่ระบาดและกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนไทยในสูตรต่างๆ โดยขณะที่มีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนไปแล้วกว่า 21.1 ล้านโดส[1] พบว่าหลายคนยังสงสัยว่าวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 มีความจำเป็นเพียงใด และควรเลือกวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 อย่างไร

ในประเด็นนี้ นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและรองผู้อำนวยการสถาบัน สถาบันบำราศนราดูร[2] ได้ให้คำแนะนำเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสำคัญของวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มกระตุ้น และแนวทางการพิจารณาวัคซีนเข็มที่ 3 ที่เหมาะสม

 

ฉีดครบ 2 เข็มเพียงพอหรือไม่ในวันนี้?

การฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 มีความสำคัญอย่างมากในการช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สามารถป้องกันการติดเชื้อรวมถึงป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ได้ ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบจำนวน 2 เข็ม ระดับภูมิคุ้มกันจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และในปัจจุบันมีการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 เพื่อให้ร่างกายสามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ[3] ด้วยเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงมีมาตรการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 เว้นห่างจากวัคซีนเข็มที่ 2 เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน ให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และบุคลากรด่านหน้าของสังคม

 

เลือกวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3ควรพิจารณาอย่างไร?

สิ่งสำคัญคือความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างประสิทธิภาพและประสิทธิผลของวัคซีน ประสิทธิภาพของวัคซีน (Efficacy) คือผลการป้องกันของวัคซีนที่ทำการศึกษาในโครงการวิจัยที่มีการควบคุมปัจจัยต่างๆ อย่างเข้มงวด ขณะที่ประสิทธิผลของวัคซีน  (Effectiveness) เป็นการดูผลการป้องกันของวัคซีนในชีวิตจริงที่มีการใช้ในประชากรในวงกว้าง หากจะเปรียบเปรยให้เห็นภาพมากขึ้น ประสิทธิภาพของวัคซีนก็คือผลการเรียนของเราในรั้วโรงเรียน ส่วนประสิทธิผลก็คือผลการทำงานในชีวิตจริง ดังนั้น ประสิทธิผลของวัคซีนจึงเป็นตัวสะท้อนถึงผลของการป้องกันของวัคซีนในสถานการณ์จริงมากกว่า และควรเป็นตัวชี้วัดประกอบการพิจารณาเลือกวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่เหมาะสม

 

ระบบภูมิคุ้มกันที่ดีต้องดูที่ไหน?

นอกเหนือจากระบบภูมิคุ้มกันชนิดแอนติบอดี (Antibody) ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี  ในความเป็นจริงยังมีระบบภูมิคุ้มกันอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นก็คือ “ระบบภูมิคุ้มกันชนิดทีเซลล์ (T-cells)” อันเป็นเซลล์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในระบบภูมิคุ้มกันชนิดจำเพาะเจาะจง ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญในการจดจำเชื้อโรคหรือไวรัสที่เข้ามาสู่ร่างกายได้ในระยะเวลายาวนาน และสามารถตอบสนองต่อเชื้อโรคตัวเดิมในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดย T-cells มีหน้าที่ช่วยกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อในร่างกาย และช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานอื่นๆ ในร่างกายให้ตอบสนองดีขึ้น จึงมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ วัคซีนป้องกันโควิด-19 เช่น วัคซีนชนิด Viral Vector มีคุณสมบัติในการกระตุ้น T-cells ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนานเป็นเวลาหลายเดือน จึงสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคและอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี

 

วัคซีนกระตุ้นเข็ม 3จะมีผลข้างเคียงอย่างไร?

อาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 นั้นพบได้น้อย ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง โดยเป็นอาการที่มักหายได้เอง อาทิ ปวดบริเวณที่ฉีด บวมแดง หรือมีไข้ เป็นต้น[4] โดยหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ควรเฝ้าระวังสังเกตอาการตนเอง จนครบ 30 นาที หากพบว่ามีอาการรุนแรงควรรีบพบแพทย์ทันที

 

วัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 ในประเทศไทยตอบโจทย์ไหมในวันนี้?

จากการศึกษาในชีวิตจริงหรือในสถานการณ์จริงทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 กระตุ้นเข็มที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นชนิด mRNA หรือชนิด Viral Vector ก็ตาม สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ การเจ็บป่วยหนักในระดับที่ต้องเข้าโรงพยาบาลและการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ได้สูง ในทุกสายพันธุ์ที่มีการระบาด รวมถึงสายพันธุ์โอมิครอน จึงสรุปได้ว่ามาตรการจัดสรรวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ของกระทรวงสาธารณสุขไทยตอบโจทย์สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน ดังนั้นประชาชนทุกคน ควรต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 เพื่อต่อสู้กับโรคโควิด-19 อย่างมีประสิทธิผล

 

ต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นตลอดไปไหม?

ยังไม่สามารถสรุปได้ ต้องรอข้อมูลการศึกษาเพิ่มเติม ทว่าแนวทางการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มกระตุ้นในระยะยาวนั้นมีความเป็นไปได้ [5]

[1] ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ณ วันที่ 8 มีนาคม 2565  https://www.facebook.com/photo?fbid=272431218369209&set=a.249595700652761

[2] สัมภาษณ์ ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565

[3] PHE. COVID-19 vaccine surveillance report 3 February 2022

[4] Flaxman A, et al. Reactogenicity and immunogenicity after a late second dose or a third dose of ChAdOx1 nCoV-19 (AZD1222) in the UK: a substudy of two randomized controlled trials (COV001 and COV002). The Lancet. 2021;398:981-990.

[5] องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย https://www.facebook.com/thaimoph/posts/262689889369479

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: