Biznews

ฤานักท่องเที่ยวจีนจะเป็นพระเจ้า!!!

ฤานักท่องเที่ยวจีนจะเป็นพระเจ้า

โดย…ธนก บังผล

เพิ่งได้มีโอกาสไปสัมผัสอากาศหนาวที่เชียงใหม่มาครับ แม้หลายเสียงจะยอมรับว่าเศรษฐกิจการท่องเที่ยวลดลงจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้พอสมควร แต่หากมองด้วยตาแล้วผมก็ยังเห็นว่านักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนมาก ซึ่งในที่นี้อาจไม่สอดคล้องกับตัวเลขที่กระทรวงการท่องเที่ยวมีสถิติก็เป็นได้

โดยเฉพาะข่าวที่ออกมาว่าโรงแรม และเกสท์เฮาสท์ระดับกลางถึงเล็กทยอยประกาศขายกิจการในเว็บไซต์กันเป็นบ้าเป็นหลัง เนื่องจากผมเชื่อว่าน่าเป็นผลกระทบมาจากเศรษฐกิจภาพรวมมากกว่า เพราะร้านอาหาร และโรงแรมที่ผมเห็นนั้นนักท่องเที่ยวจีนในเชียงใหม่ยังคงหนาตา

แต่อย่างไรก็อดเป็นห่วงในระยะยาวไม่ได้ว่าเราจะต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนไปอีกนานแค่ไหน

ผมไปเจอบทความเรื่อง “อิทธิพลของนักท่องเที่ยวจีนต่อเศรษฐกิจไทย” ซึ่งเขียนโดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา(IFD) Kriengsak@kriengsak.com คอลัมนิสต์ ประจำ “ดร.แดน มองต่างแดน” ในกรุงเทพธุรกิจ ท่านเขียนวิเคราะห์เรื่องนี้ได้อย่างทะลุเลยทีเดียว

หลังจากเหตุการณ์เรือนักท่องเที่ยวชาวจีนล่มที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 47 ราย

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เขียนไว้อย่างนี้ครับ …

ผมได้ทบทวนข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวจีนในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า ความไม่ปลอดภัยเป็นจุดอ่อนของการท่องเที่ยวไทย ดังข้อมูลจากนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ที่ระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนที่เสียชีวิตในไทยในปี 2558 มีจำนวนถึง 103 ราย ส่วนใหญ่เกิดจากจมน้ำเสียชีวิต อุบัติเหตุทางน้ำ อุบัติเหตุจากการจราจร รถชน รถทัวร์พลิกคว่ำ โดยมีเหตุการณ์ในทำนองนี้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ แม้กระทั่งอุบัติเหตุช่วงต้นปี 2561 ที่จังหวัดพังงา ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต

คำถามสำคัญคือ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะกับกลุ่ม “นักท่องเที่ยวจีน”

แม้ว่าเรื่องความไม่ปลอดภัยจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด ทว่ายังมีอีกหลายสาเหตุที่จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยของนักท่องเที่ยวจีน เช่น การไม่บังคับใช้กฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด หรือเป็นระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน จนนำไปสู่การจัดตั้งบริษัทท่องเที่ยวเถื่อน นักท่องเที่ยวไม่เคารพเชื่อฟังที่จะปฏิบัติตามกฎ กติกาต่างๆ การขาดการบูรณาการระหว่างองค์กรเพื่อสร้างมาตรฐานสากลของการท่องเที่ยวไทย เป็นต้น

การท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศไทย โดยมีรายได้ทางตรงจากการท่องเที่ยว 36,700 ล้านเหรียญ หรือ 1.22 ล้านล้านบาท เป็นอันดับที่ 13 ของโลก และอันดับ 1 ของอาเซียน โดยคิดเป็น 9.2% ของจีดีพี

ขณะที่รายได้ทั้งหมด ทั้งทางตรง ทางอ้อม และรายได้อื่นๆ จากการท่องเที่ยว มีมูลค่ากว่า 82,500 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 2.75 ล้านล้านบาท อยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก และ อันดับ 1 ของอาเซียน ซึ่งคิดเป็น 20.6% ของจีดีพี

เมื่อพิจารณารายได้จากนักท่องเที่ยวจีน สถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเมืองไทยมากที่สุดในปี 2559 – 2560 ด้วยจำนวน 8.7 ล้านคน และ 9.8 ล้านคนตามลำดับ โดยมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวมาจากนักท่องเที่ยวจีนมากเป็นอันดับ 1 โดยในปี 2559 มีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ประมาณ 4.4 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 3.06% ของจีดีพีประเทศ

รายงาน “อนาคตของนักท่องเที่ยวจีน” ของอินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ลส์ กรุ๊ป ประเมินว่า รายได้ของไทยจากนักท่องเที่ยวจีนจะเพิ่มสูงขึ้นราว 8.3 แสนล้านบาทในปี 2566 จาก 4.4 แสนล้านบาทในปี 2559 ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต

เพราะฉะนั้น หากนักท่องเที่ยวจีนลดลง จะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น รายได้โดยรวมจากการท่องเที่ยวจะลดลง และไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนแตกต่างจากนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกา กล่าวคือ นักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวตลอดทั้งปี ส่วนนักท่องเที่ยวยุโรปและอเมริกาที่มามากในช่วงต้นปีและปลายปีเท่านั้น

นักท่องเที่ยวจีนยังนิยมเดินทางเป็นกลุ่มด้วยตัวเอง หรือเรียกสั้นๆ ว่า FIT (Free and Independent Traveler) มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีถึง 60% ขณะที่อีก 40% เป็นการเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ โดยผู้ที่ท่องเที่ยวแบบ FIT มักเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง ดังนั้นความปลอดภัยและมาตรฐานสากลจึงยิ่งจำเป็นมากขึ้น

ทั้งนี้ หากนักท่องเที่ยวจีนลดลง จะทำให้การจัดการของธุรกิจท่องเที่ยวยากขึ้น เพราะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวน้อยมาก การบริหารพนักงาน และทรัพยากรต่างๆ จะยากมากขึ้น เป็นต้น

ที่ผ่านมา แม้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนมาก ในบทบาทของนักท่องเที่ยว รัฐบาลจีนได้พยายามแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวจีนที่ไปสร้างปัญหาในแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลกแล้ว เช่น จีนประกาศใช้กฎหมายท่องเที่ยว เพื่อคุมเข้มไม่ให้มี “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” และพฤติกรรมบังคับซื้อของหรือเพิ่มจุดแวะซื้อของระหว่างการท่องเที่ยว หรือการจัดทำคู่มือนักท่องเที่ยวผู้มีอารยะธรรม ปี 2558 เป็นต้น

สำหรับบทบาทของเจ้าของบ้าน ผมมองว่าทุกภาคส่วนของไทยทั้งรัฐกิจ ธุรกิจ ประชากิจต้องคำนึงถึงปัญหานี้ และเร่งบริหารจัดการอย่างยิ่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและน่าเชื่อถือด้านการท่องเที่ยวกลับคืนมา รวมทั้งมีส่วนช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวให้เข้มแข็งได้ เพื่อให้คงไว้ซึ่งประโยชน์จากรายได้จากการท่องเที่ยว

สุดท้าย ผมขอเสนอการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวไทย ซึ่งไม่เพียงแต่การรักษานักท่องเที่ยวจีนไว้เท่านั้น แต่รวมถึงการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกชาติไว้ด้วย เพราะเวลานี้เป็นโอกาสอันดี ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสนใจประเทศไทยผ่านหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ที่ออกมาเปิดเผยสถิตินักท่องเที่ยวจีน ที่เดินทางมาประเทศไทย ลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนติดต่อกันเเล้ว

จากสถิติที่รวบรวมไว้โดยสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ ATTA เกี่ยวกับจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาประเทศไทย ในช่วงปี 2560 จนถึง ตุลาคม ปี 2561 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดือนทางมาประเทศไทยปี 2560 มีจำนวนทั้งหมด 3,458,803 คน ส่วนในปี 2561 ตั้งแต่ต้นปี มีทั้งหมด 2,595,302 คน

จะเห็นว่าช่วงครึ่งปีแรก ในเดือนมกราคม – พฤษภาคม ของปี 2561 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาไทย มีจำนวนมากกว่า เมื่อเทียบกับปี 2560 ก่อนเริ่มปรับลดลงในช่วงเดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม และ กันยายน ตามลำดับ

ในช่วงที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดจำนวนลง เกิดเหตุการณ์ที่กระทบความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย อย่างเหตุการเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 เรือนักท่องเที่ยวล่มกลางทะเล จ.ภูเก็ต ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิต 47 ราย บาดเจ็บ 37 ราย

รวมทั้งกรณีนักท่องเที่ยวชาวจีนถูกเจ้าหน้าที่สนามบินดอนเมืองทำร้ายร่างกาย และยังมีข่าวการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก ที่ชาวจีนให้ความสนใจอย่างมาก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทั้งผู้ประกอบการนำเที่ยว และภาครัฐมองว่าส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย

และต้องจับตาดูว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นฤดูการท่องเที่ยวในหลายจังหวัด จะมีนักท่องเที่ยวจีนกลับเข้ามาเพิ่มหรือไม่ ซึ่งปัญหานี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ระหว่างหาทางแก้ไข

สำหรับทัศนคติของผมเองหลังจากที่ได้ไปเที่ยว จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยวอันขึ้นชื่อของไทย ผมรู้สึกได้ว่าสายตาของคนไทยในฐานะเจ้าบ้านมองนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนไปเยอะมาก

หากจำกันได้เราค่อนข้างอ่อนไหวกับพฤติกรรม วัฒนธรรม ของชาวจีนเป็นอย่างมาก หลายครั้งมีการนำภาพความสกปรกที่นักท่องเที่ยวจีนทำทิ้งไว้มาประจานในโลกโซเชียล

ไม่ใช่เฉพาะเราเท่านั้นครับที่อ่อนไหว เมื่อเป็นข่าวดังออกไปนักท่องเที่ยวจีนเองก็อ่อนไหวกับความรู้สึกของเราเช่นกัน เนื่องจากเขามองว่าความเป็นมิตรของเรานั้นเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยากยิ่ง

พอเหล่านักท่องเที่ยวจีนออกอาการ “งอน” บ้าง กลับกลายเป็นว่าทุกวันนี้เราต้องง้อนักท่องเที่ยวจีนแล้ว ด้วยเหตุผลที่ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุนั่นละครับ คือ ชาวจีนมาเที่ยวบ้านเราแบบไม่สนใจว่าจะเดือนไหน ซีซั่นโลว์หรือไฮ เขามาได้ทั้งปี ในขณะที่พวกฝรั่งชาวยุโรปนั้นมาเที่ยวเพราะซีซั่นล้วนๆ

แล้วเม็ดเงินเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันก็ชัดเจนมากว่า “เศรษฐีใหม่” ของจีน ทำให้เศรษฐกิจของไทยขับเคลื่อนได้ดีกว่ามาก ขยับตั้งแต่รากหญ้ายันโรงแรมห้าดาว ไม่เหมือนฝรั่งที่นิยมแบ็คแพ็คเน้นประหยัดเข้าว่า

มาถึงช่วงสิ้นปีซึ่งถือว่าเป็นไฮซีซั่นสำหรับการท่องเที่ยวไทยปีนี้ เรามองนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนไปแล้วนะครับ จะว่ากันตามตรง นี่คือ “พระเจ้า” ชัดๆ …หรือไม่จริง?

Related Articles

Back to top button
X
%d bloggers like this: