Columnist

รูปแบบอีคอมเมิร์ซในไทย

รูปแบบอีคอมเมิร์ซในไทย และการปรับตัวอย่างยั่งยืน

ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Priceza แพลตฟอร์มให้บริการค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา (Shopping Search Engine and Comparison Platform) ใน 6 ประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกรรมการสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (Thai e-Commerce Association)

“อีคอมเมิร์ซ” หรือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นอะไรที่มีมานานแล้วนะครับ ยิ่งในปี 2017 นี้ ภาพรวมของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยนั้นมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับโฉม เปลี่ยนแปลงตัวเองของธุรกิจในประเทศ รวมไปถึงการเข้ามาลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ ส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นเท่าไหร่ ผู้ประกอบการจำนวนมากก็ให้ความสนใจจะลงสนามแข่งขันแห่งนี้กันอย่างครึกครื้น แต่สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่เชี่ยวชาญนักในแวดวงอีคอมเมิร์ซ อย่างไรซะลองมาเรียนรู้ไปพร้อมๆกันนะครับ
ภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซ

จากการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในไทยปีที่ผ่านมาของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA พบว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยมีมูลค่าทั้งสิ้น 2,560,103.36 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,812,592.03 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ
ทุกวันนี้พฤติกรรมการซื้อสินค้านั้นเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย โดยผู้บริโภคในปัจจุบันนิยมซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นซึ่งมีตัวเลขเปิดเผยโดย PayPal ได้นำเสนอรายงานการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกปี 2016 พบว่ามีการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์สูงกว่า 19% เมื่อเทียบกับปี 2015 และใช้จ่ายผ่านมือถือสูงกว่า 44% เมื่อเทียบกับปี 2015 และข้อมูลจากเว็บไพรซ์ซ่าประเทศไทยเอง (Priceza.com) จากฐานข้อมูลผู้ใช้งานที่เข้ามาค้นหาสินค้าออนไลน์เฉลี่ยมากกว่า 6 ล้านคนต่อเดือนในปี 2017 ก็พบว่า มีผู้ใช้บริการผ่านสมาร์ทโฟนสูงสุดถึง 70% แซงหน้าเดสก์ท็อป และแท็บเล็ต ไปเป็นที่เรียบร้อย

ในส่วนของยอดใช้จ่ายออนไลน์ทั้งหมดของนักช้อปชาวไทยในปี 2016 จาก PayPal อยู่ที่ 325,614 ล้านบาท เติบโต 19%จากปี 2015 โดยคนไทยที่ซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ มีประมาณ 7.9 – 8 ล้านคนของประชากรไทยทั่วประเทศ ซึ่งค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน อยู่ที่ 41,215 บาท เลยทีเดียวครับ

รูปแบบอีคอมเมิร์ซในไทย
สำหรับรูปแบบของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยนั้นขอแบ่งเป็น 3 รูปแบบใหญ่ๆดังต่อไปนี้ครับ
1. C2C หรือ Customer to Customer คือ การซื้อขายออนไลน์จากผู้ใช้สินค้า หรือผู้บริโภคด้วยกันเอง เช่น การซื้อของมือสองผ่านหน้าเว็บที่ให้ประกาศขายสินค้ามือสองออนไลน์ หรือซื้อขายโดยตกลงกันเอง ผ่านสังคมออนไลน์ เป็นต้น

2. B2C หรือ Business to Customer คือ การซื้อขายออนไลน์จากธุรกิจสู่ผู้บริโภค เช่น ลูกค้าสั่งของออนไลน์จากบริษัทที่เปิดขายของออนไลน์แบบค้าปลีก

3. B2B หรือ Business to Business คือ การซื้อขายออนไลน์จากธุรกิจสู่ธุรกิจ เช่น การสั่งซื้อสินค้าเป็นล็อตใหญ่ๆ จากเว็บค้าส่งสินค้า โดยผู้สั่งจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือแม้แต่โรงงานอุตสาหกรรมที่สั่งซื้อวัตถุดิบเป็นล็อตใหญ่ๆ มาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป เป็นต้น
ปรับตัวอย่างไรให้ยั่งยืนในยุคอีคอมเมิร์ซ

ถึงแม้ว่าในต่างประเทศเองกระแสการปิดตัวของห้างร้านต่างๆเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป แต่ในประเทศไทยเองร้านค้าออฟไลน์ผมคิดว่ายังคงอยู่ได้ เพียงแต่ว่าผู้ประกอบการจะหาวิถีทางในการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้บริโภคในปัจจุบันได้อย่างไร และสำหรับอีคอมเมิร์ซในไทยเองก็ยังมีโอกาสที่จะขยายตัวขึ้นได้อีกครับ ดังนั้น มาที่คำถามที่ว่า ธุรกิจจะปรับตัวอย่างไรให้ยั่งยืนในยุคอีคอมเมิร์ซ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่กระแสที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ผมขอชวนให้คิดดังนี้ครับ

1. สร้างประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือกว่า
ธุรกิจจะอยู่ได้ก็ต้องอาศัยลูกค้าเป็นสำคัญนะครับ การดำเนินกิจการต่างๆก็จำเป็นที่จะต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เหนือสิ่งอื่นใด “เรารู้จักลูกค้าของเราดีพอหรือยัง” ยิ่งทุกวันนี้ลูกค้าแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่แบ่งตามประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ ที่อยู่อาศัย อาจใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพนัก เรายังต้องมองไปที่พฤติกรรมของลูกค้า รวมถึงไลฟ์สไตล์ และความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าด้วย ยิ่งแบ่งกลุ่มได้เจาะจงและละเอียดมากเท่าใด ก็จะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้เป็นอย่างดี ธุรกิจที่สามารถช่วยเหลือ หรือแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้ ก็จะสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดีครับ

2. นำข้อมูลมาใช้ให้เป็นประโยชน์
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้แบบยั่งยืน นั่นก็คือ การนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ธุรกิจควรพยายามเก็บข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้า ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นตอนการตัดสินใจซื้อสินค้า (Customer Journey) เพื่อนำมาวิเคราะห์ และปรับใช้กับกลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆ เพื่อให้ครอบคลุม และเข้าถึงกลุ่มลูกค้ากลุ่มต่างๆได้อย่างมีประสิทธิผลครับ นอกจากนี้ การประกอบกิจการให้มีความยั่งยืนควรหมั่นพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงพัฒนาธุรกิจด้วยการนำข้อมูลมาใช้เป็นขุมพลังที่มีมูลค่าในยุคปัจจุบัน และการวิเคราะห์ข้อมูลคือหัวใจหลักที่จะผลักดันให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่องครับ

3. ผสมผสานทุกช่องทาง
ถึงแม้ว่ากระแสของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ใช่ว่าธุรกิจอื่นๆจะต้องมองธุรกิจอีคอมเมิร์ซเป็นคู่แข่ง ผมอยากให้มองแบบนี้ครับ อีคอมเมิร์ซ จะเข้ามาเติมเต็มให้ธุรกิจอื่นๆพัฒนาได้มากขึ้น เดิมทีธุรกิจที่มีแต่ออฟไลน์อาจจะไปไม่ได้ไกลเท่าที่ควร แต่พอนำอีคอมเมิร์ซเข้ามาร่วมด้วยแล้ว กลับยิ่งทำให้ธุรกิจของตัวเองก้าวหน้าไปได้อีกครับ ความเป็นจริงแล้วการทำธุรกิจก็ไม่ใช่จะมีด้านของออนไลน์แต่เพียงอย่างเดียว การทำธุรกิจที่ดีต้องผสมผสานทั้งออนไลน์ และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคสมัยใหม่ไม่ได้แยกช่องทางการซื้อของออนไลน์ หรือออฟไลน์ แต่จะซื้อสินค้าผสมผสานหลากหลายช่องทาง ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพสูงสุด
การทำ Omnichannel หรือ การใช้ช่องทางทั้งหมดเข้ามาร่วมในการทำธุรกิจ เป็นอีกกระแสหนึ่งที่หลายธุรกิจให้ความสำคัญ เพราะช่วยให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังรักษาลูกค้าให้ซื้อซ้ำได้อีกครับ อย่างในไทยเองก็เริ่มมีการให้บริการแบบ Click and Collect เป็นอีกหนึ่งการผสมผสานช่องทางต่างๆเข้าด้วยกันให้เข้ากับพฤติกรรมลูกค้ามากยิ่งขึ้น

ทุกวันนี้โลกหมุนเร็วมาก ผู้ประกอบการไทยต้องคอยอัพเดตข้อมูลข่าวสาร และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ กลยุทธ์ใหม่ๆที่มีเข้ามาตลอด อาจจะไม่ตอบโจทย์กับธุรกิจของท่าน ควรเลือกมาใช้ให้เหมาะกับแต่ละธุรกิจจะดีกว่าครับ หวังว่าบทความนี้พอจะเป็นแนวทางให้ธุรกิจในยุคอีคอมเมิร์ซสามารถปรับตัวได้อย่างยั่งยืนนะครับ

Related Articles

Back to top button
X
%d bloggers like this: