Biznews

เปิดที่มากว่าจะมาเป็น “มาม่า” ของเจ้าสัวแสนล้าน “เทียม โชควัฒนา”

หากให้นึกถึงบริษัทใหญ่ ๆ ของไทยที่มีอายุมายาวนานมาสักหนึ่งบริษัท เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงชื่อ “สหพัฒน์” เป็นลำดับต้น ๆ อย่างแน่นอน เพราะเป็นบริษัทที่เกิดมานานหลายสิบปีแถมมีสินค้าที่คุ้นหูคุ้นตาคนไทยจำนวนมาก หนึ่งในสินค้าชื่อดังขวัญใจคนรากหญ้าคือ “มาม่า”

จุดเริ่มต้นของสหพัฒน์ หรือชื่อเต็ม ๆ ก็คือ บริษัทสหพัฒน์พิบูล จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นมาจาก ” ดร.เทียม โชควัฒนา”  บุรุษผู้สร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อย่างสหพัฒน์มาจนถึงทุกวันนี้

ดร.เทียม โชควัฒนา เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2459 ปีมังกร (นับตามปฏิทินจีน) ชื่อเดิมคือ เฮงเทียม แซ่ลี้ เป็นบุตรคนที่ 3 จากจำนวนทั้งสิ้น 8 คน ของนายฮกเปี้ยว แซ่ลี้ และ นางสอน แซ่ลี้ บิดาเป็นชาว จีนโพ้นทะเลมาจากตำบลเตี๋ยชู้เลี้ยง อำเภอโผวเล้ มณฑล แต้จิ๋ว ส่วนมารดานั้นเป็นลูกจีนซึ่งเกิดในเมืองไทย สมรสเมื่อตอนอายุ 17 ปี กับ นางสายพิณ โชควัฒนา มีบุตร-ธิดา ด้วยกันทั้งสิ้น 8 คน เป็นชาย 6 คน หญิง 2 คน คือ คุณบุญเอก คุณบุญปกรณ์ คุณบุณยสิทธิ คุณศิริยล คุณศิรินา คุณณรงค์ คุณบุญชัย คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา

เริ่มการศึกษา ครั้งแรกที่โรงเรียนเผยอิง ถนนทรงวาด จนกระทั่งอายุ 15 ปี ก่อนตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมาเป็นคนงานในร้านขายของชำของที่บ้าน และเมื่อเริ่มมีโอกาสก็ได้ไปเรียนภาคค่ำซึ่งคล้ายกับโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่

ปี พ.ศ. 2474 ขณะนั้นอายุได้ประมาณ 15 ปี โดยเริ่มงานครั้งแรกด้วยการเป็นพนักงานในร้าน”เปียวฮะ”ของบิดาและอาๆ ซึ่งเป็นร้านค้าที่ทำการจำหน่ายสินค้าประเภท นม น้ำตาล แป้งหมี่ น้ำมัน ฯลฯ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสินค้าที่ไทยต้องสั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ และไปเรียนภาคค่ำซึ่งคล้ายกับโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ การค้าในยุคแรกของร้านค้าส่งเปียวฮะต้องติดต่อสั่งซื้อสินค้า จากบริษัทต่างชาติ อาทิเช่น บอร์เนียว มิตซุย แองโกล-ไทย ฯลฯ หรือไม่ก็ต้อง ติดต่อกันระหว่างร้านค้าแถวตลาดทรงวาดที่หนึ่งที่สั่งสินค้าเข้ามาจำหน่าย จาก สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเก๊าแล้วนำสินค้าเหล่านั้นมาเปิดบัญชีให้กับลูกค้ารายย่อยอีกต่อหนึ่ง

ในปี พ.ศ. 2484 บิดาได้แยกกิจการจากพวกอาๆ ออกมาตั้งร้าน “เฮียบฮะ” ในช่วงนี้คุณเทียมได้รับหน้าที่เป็นพนักงานติดต่อซื้อขาย และมีโอกาสได้รับทราบบัญชีและงบดุลของร้าน ในปี พ.ศ. 2485 หลังจากตั้งร้านเฮียบฮะ มาได้ 6 เดือน ก็ได้เสนอให้พี่น้องเปลี่ยนแนวทางในการทำธุรกิจ

จากการขายแต่ขอหนักๆอย่างเช่น น้ำตาลที่ให้กำไรน้อย น้ำตาล 1 กระสอบ หนัก 100 กิโลกรัม ขายได้แค่ 20 สตางค์ มาเป็นการขายเสื้อกล้าม สามารถใช้มือหิ้วได้ข้างละ 10 โหล ซึ่งได้กำไร 1.50 บาท แต่บิดาไม่เห็นด้วย จากนั้นจึงตัดสินใจออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง ที่ใช้ชื่อจีนว่า เฮียบ เซ่ง เซียง ด้วยเงินทุน 10,000 บาท ซึ่งเริ่มต้นโดยการสั่งซื้อสินค้าจากฮ่องกงมาขาย

ในปี พ.ศ. 2489 ได้เดินทางออกไปติดต่อนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาขายเอง ได้มีการโฆษณาสินค้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 เฮียบ เซ่ง เซียง ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคนานาชนิด มาจำหน่ายในต้นทศวรรษ 2500 บริษัทฯได้เริ่มติดต่อกับบริษัทไลอ้อน ประเทศญี่ปุ่นโดยสั่งสินค้าแชมพู ยาสีฟัน และผงซักฟอกมาขาย และได้เปิดบริษัทใหม่สำหรับขายเครื่องสำอางแม็คแฟคเตอร์ ธุรกิจเครื่องสำอางในรูปแบบเคาเตอร์มีพนักงานขายหญิง หรือที่เรียกว่า “B.A.” ย่อมาจาก “Beauty Advisor” ประจำ ณ เคาเตอร์ เป็นผู้แนะนำการใช้สินค้าเครื่องสำอางในการแต่งหน้า ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าค่อนข้างใหม่สำหรับคนไทยในยุคนั้น

เริ่มต้นสั่งเครื่องจักรเข้ามาบรรจุแชมพู ต่อมาเริ่มตั้งโรงงานผลิตสินค้าต่างๆ เช่น ถุงเท้า รองเท้า ผงซักฟอก เครื่องสำอาง ปี พ.ศ. 2515 ได้จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง “บริษัท สหพัฒนา อินเวสเมนท์” เพื่อดูแลและวางแผนการลงทุนของเครือสหพัฒนฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับโรงงาน ได้จัดซื้อพื้นที่ในภาคตะวันออกใกล้ทะเล สร้างเป็นสวนอุตสาหกรรมซึ่งซึ่งปัจจุบันเจริญเติบโตเป็นที่รู้จักของบรรดานักอุตสาหกรรมเป็นอย่างดีว่า เป็นทั้งแหล่งอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคนานาชนิด

กรณีศึกษาทางธุรกิจของ “สหพัฒน์” ที่น่าสนใจต้องยกให้กับ ยาสีฟัน และผงซักฟอก

เริ่มต้นที่ ยาสีฟัน เจ้าสัวเทียม ได้ชิมลางธุรกิจนี้ด้วยการนำเข้ายาสีฟัน “ไวท์ไลอ้อน” ในปี พ.ศ.2509 จากญี่ปุ่น แต่ปัญหาของธุรกิจนี้มี 2 ประการคือ 1.การเป็นเจ้าตลาดโลกของยาสีฟัน “คอลเกต” 2.ภาพลักษณ์ของสินค้าญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดูไม่ค่อยจะดีเพราะถูกมองว่าเป็นสินค้าด้อยคุณภาพ

“สหพัฒน์” ได้แก้จุดอ่อนในเรื่องนี้ด้วยการทำตลาดอย่างคึกโครม ด้วยการนำ “อาภัสรา หงสกุล” ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งนางงามจักรวาลมาเป็นพรีเซนเตอร์ จัดให้มีการชิงโชค, แจกของแถม และนำเสนอสินค้าแบบเคาะประตูบ้าน ทั้งยังมีจุดขายที่เหนือคู่แข่งในเชิงปริมาณอย่าง “ราคาถูกกว่า กล่องใหญ่กว่า และน้ำหนักมากกว่า”

แต่ท้ายที่สุดแล้ว แม้ในปีแรก ยาสีฟัน “ไวท์ไลอ้อน” จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงแต่จุดอ่อนของผลิตภัณฑ์นี้คือรูปลักษณ์ของสินค้าที่ยังเปลี่ยนความคิดผู้บริโภคไม่ได้ และเมื่อมีสงครามการทำโปรโมชั่นในการขายแข่งขัน ค่ายคู่แข่งที่มีสายป่านมากกว่า จึงมีแต้มต่อในการทำธุรกิจในระยะยาว ส่งผลให้ยาสีฟัน “ไวท์ไลอ้อน” ต้องหายตัวไปจากตลาดในที่สุด

แม้ว่าจะหายตัวไป แต่การเรียนรู้จากข้อด้อยในอดีต ทำให้ “สหพัฒน์” ปรับจุดอ่อนของผลิตภัณฑ์ยาสีฟันของตนที่ไม่สามารถสู้ตลาดระดับวงกว้างกับ “คอลเกต” ได้ แต่ตลาดเฉพาะกลุ่ม “สหพัฒน์” ได้ปั้นแบรนด์ยาสีฟันอย่าง “ซิสเท็มม่า” ให้เป็นที่รู้จักอย่างในทุกวันนี้ได้

คราวนี้มาถึงกรณีของ ผงซักฟอก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเรียนรู้ทางธุรกิจของเจ้าสัวเทียม โชควัฒนา

เดิมที “สหพัฒน์” ได้เปิดตัวผงซักฟอกยี่ห้อ “ท้อป” ในปี พ.ศ. 2504 เป็นผงซักฟอกจากญี่ปุ่น ในช่วงแรกได้รับความนิยมจนทำให้เจ้าตลาดที่มีอยู่ก่อนอย่างผงซักฟอก “แฟ้บ” และ “บรีส” หนาวๆร้อนๆ ซึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดของเครือ “สหพัฒน์” ในตอนนั้นคือลดราคาผงซักฟอก

แต่จุดอ่อนของผงซักฟอก จากญี่ปุ่นในครั้งนี้ คือ วัฒนธรรมการซักผ้าที่แตกต่างกัน ที่ญี่ปุ่นเริ่มมีการใช้เครื่องซักผ้าในการซักและคนญี่ปุ่นไม่ค่อยชอบกลิ่นหอมจากผงซักฟอก ทำให้ “ท้อป” มีฟองน้อยและไม่มีกลิ่น ซึ่งขัดกับความนิยมของคนไทยในช่วงนั้น ที่นิยมผงซักฟอกกลิ่นหอมและมีฟองเยอะ

เมื่อช่วงโปรโมชั่นทางการตลาดหมด ความจริงนี้จึงปรากฏขึ้นมา ทำให้ “ท้อป” เสื่อมความนิยมอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ข้อด้อยนี้ “สหพัฒน์” ได้นำมาปรับปรุงและส่งผงซักฟอกยี่ห้อใหม่เข้าสู่ตลาด ในเวลาต่อมาผงซักฟอกยี่ห้อกลายเป็นสินค้าขายดีในเครือสหพัฒน์จนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ “เปาบุ้นจิ้น” หรือ “เปา”

ผงซักฟอก “เปาบุ้นจิ้น” คือความพยายามของเจ้าสัวเทียม ที่จะทำให้สินค้าตัวนี้เข้าสู่ตลาดวงกว้างด้วยวิธีที่หลากหลายรูปแบบ ทั้งการแจกกะละมัง, การโฆษณาทางวิทยุทรานซิสเตอร์ เพื่อให้ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย, การเคาะประตูแนะนำสินค้าหน้าบ้าน ไปจนถึงการจัดดิสเพลย์โดยนำกล่องผงซักฟอกมาเรียงตกแต่งหน้าร้านอย่างสวยงาม

แต่สิ่งที่ทำให้ “เปาบุ้นจิ้น” ประสบความสำเร็จคือการสร้างแบรนด์ให้มีภาพสินค้า “คุณภาพซื่อสัตย์ ราคายุติธรรม”

เจ้าสัวเทียม โชควัฒนา ได้ซื้อภาพยนตร์ชุด “เปาบุ้นจิ้น” มาจากประเทศไต้หวัน เพื่อนำมาฉายเพื่อปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริตให้เกิดขึ้นกับคนไทย โดยออกอากาศทางช่อง 3 และได้รับความนิยมอย่างสูง

การเรียนรู้จากการทำตลาดแบบลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ จนมาถึงคำตอบที่ว่า ต้องสร้างตัวสินค้าให้เข้มแข็งก่อน ทำให้เรารู้จักกับผงซักฟอก “เปาบุ้นจิ้น” หรือผงซักฟอก “เปา” มาจนถึงวันนี้

 

ดร. เทียม มีหลักข้อคิดและปรัชญาในการสร้างความสำเร็จทางธุรกิจหลายเรื่องที่น่าสนใจและหนึ่งในนั้นคือเรื่อง เร็ว ช้า หนัก เบา ซึ่งอธิบายได้ว่า

เร็ว หมายถึง.. งานบางอย่างต้องทำให้รวดเร็ว ไม่อย่างนั้นอาจจะไม่ทันการ
ช้า หมายถึง.. งานบางอย่างต้องอาศัยการคิดที่รอบคอบละเอียดถี่ถ้วน จึงต้องช้า

หนัก หมายถึง.. เมื่อเราตัดสินใจแล้ว ต้องทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

เบา หมายถึง.. งานไหนที่ควรทุ่มเทแต่พอควร เราก็ต้องรู้จักผ่อนแรง เพราะการทุ่มเทมากเกินไปนอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว เราอาจจะเสียเวลากับงานนั้นมากเกิน

เมื่อพิจารณาตามหลักเหล่านี้แล้ว งานจะสำเร็จหรือล้มเหลวนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของหลักการพิจารณางานแบบ “เร็ว-ช้า-หนัก-เบา” งานใดที่เร็วไป ช้าไป หนักไป เบาไป ต้องเลือกใช้คนให้เหมาะกับสถานการณ์

เส้นทางชีวิตของเจ้าสัวเทียมกว่าจะประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผ่านการทำงานอย่างหนัก ฝึกฝนเรียนรู้ในชีวิตจริงแล้วมองหาโอกาสเพื่อนำมาพัฒนาธุรกิจของตนอยู่เสมอ ทำให้เจ้าสัวสามารถสร้างสินค้าคู่บุญของ “สหพัฒน์” อย่าง “มาม่า” ขึ้นมาได้ในที่สุด

 

จุดกำเนิดของมาม่า เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ.2515 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งได้รับอิทธิพลจากประเทศญี่ปุ่นและไต้หวันได้เปิดขึ้นมาในประเทศไทย โดยมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “โคคา”, “ไวไว” และ “ยำยำ” ออกมาก่อนแล้ว

 

แม้ว่า “มาม่า” จะถือกำเนิดตามมาทีหลัง แต่บะหมีกึ่งสำเร็จรูปเจ้านี้กลับเป็นสินค้าที่เข้มแข็งเพราะชื่อของมัน

เบื้องหลังของชื่อนี้มาจากคมความคิดของเจ้าสัวเทียม โชควัฒนา ที่อยากได้ชื่อง่ายๆ เพื่อให้ผู้คนเข้าถึงง่ายๆ เจ้าสัวจึงคิดชื่อ “มาม่า” ซึ่งแปลว่า แม่ จนผู้คนเรียกกันจนติดปากในที่สุด

และเป็นหนึ่งในสินค้าที่เป็นบทพิสูจน์การทำงานหนักและการเรียนอยู่ตลอดชีวิตของเศรษฐีไทยระดับตำนานที่มีชื่อว่า “เทียม โชควัฒนา”

 

ขอบคุณข้อมูล  The people

 

 

 

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back to top button
X
%d bloggers like this: