Biznews

ฟื้นแล้วหลังโควิด ‘MINT’ พลิกกำไรQ 3 กว่า 4.6 พันล้าน 9 เดือนโกย 2.4 พันล้าน

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (“MINT”)  รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 3 ปี 2565 โดยมีกำไรสุทธิตามงบการเงินจำนวน 4.6 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับผลขาดทุนสุทธิจำนวน 436 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2564

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 MINT รายงานกำไรสุทธิตามงบการเงินอยู่ที่จำนวน 2.4 พันล้านบาท ซึ่งฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากผลขาดทุนสุทธิจำนวน 11.6 พันล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 ทั้งนี้ หากไม่นับรวมรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว MINT รายงานกำไรสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่จำนวน 2.0 พันล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2565 ซึ่งทั้ง 3 หน่วยธุรกิจของบริษัทมีผลกำไรที่อยู่ในระดับสูงกว่าในช่วงไตรมาส 3 ปี 2562 ซึ่งเป็นระดับก่อนการระบาดของโรค COVID-19 แล้ว

โดยผลการดำเนินงานดังกล่าวฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจากทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน ซึ่งมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานจำนวน 2.4 พันล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2564 และผลกำไรจากการดำเนินงานจำนวน 1.2 พันล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2565 โดยเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของความต้องการอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความพยายามของ MINT ในการผลักดันทั้งรายได้และผลกำไร อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งแล้ว ฐานะทางการเงินของ MINT ยังคงแข็งแกร่งด้วยผลกำไรที่เพิ่มขึ้นและมาตรการการบริหารจัดการหนี้สินเชิงรุกของบริษัท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 3 ปี 2565

ไมเนอร์ โฮเทลส์มีผลการดำเนินงานทางการเงินที่แข็งแกร่งในไตรมาส 3 ปี 2565 โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานจำนวน 1.5 พันล้านบาท ซึ่งพลิกฟื้นจากผลขาดทุนจากการดำเนินงานจำนวน 2.4 พันล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตร้อยละ 32 จากผลกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2565

โดยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งจากการเดินทางเพื่อการพักผ่อนและการเดินทางเพื่อธุรกิจทั่วทุกภูมิภาคหลักของ MINT ช่วยผลักดันการเติบโตของผลกำไรจากการดำเนินงานดังกล่าว กลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรปและลาตินอเมริการายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มนักเดินทางเพื่อธุรกิจและองค์กร ประกอบกับการเดินทางเพื่อการพักผ่อน ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนในสกุลเงินยูโรของกลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรปเติบโตร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากราคาค่าห้องพักที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของกลุ่มโรงแรมในประเทศออสเตรเลียและมัลดีฟส์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับก่อนการระบาดของโรค COVID-19 ในขณะที่ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นและราคาค่าห้องพักที่สูงขึ้น ผลักดันให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของกลุ่มโรงแรมในประเทศไทยเติบโตถึงร้อยละ 75 ของระดับก่อนการระบาดของโรค COVID-19

ไมเนอร์ ฟู้ดมีผลกำไรจากการดำเนินงานจำนวน 399 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2565 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน โดยการเติบโตดังกล่าวเป็นผลมาจากจำนวนลูกค้าที่นั่งรับประทานอาหารภายในร้านที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งช่วยผลักดันการเติบโตของรายได้

โดยกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีนของไมเนอร์ ฟู้ดพลิกฟื้นกลับมาสร้างผลกำไรในไตรมาสนี้ เนื่องมาจากการผ่อนคลายมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในเมืองหลักต่างๆ ตั้งแต่ในเดือนมิถุนายน 2565 และการปรับโครงสร้างการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารให้สอดคล้องกับความต้องการในเมืองต่างๆ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะยังคงมีมาตรการในการควบคุมโรค COVID-19 ในบางพื้นที่ในประเทศจีน แต่สาขาร้านอาหารส่วนใหญ่ได้กลับมาเปิดให้บริการการนั่งรับประทานภายในร้านและบริการจัดส่งอาหารอีกครั้งในช่วงไตรมาสดังกล่าว

ส่วนกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยและออสเตรเลียยังคงมีผลกำไรที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 3 ปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนลูกค้าภายในร้านผ่านการออกเมนูและนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ไอศกรีมในประเทศไทยและกาแฟในประเทศออสเตรเลีย ส่งผลให้ยอดขายต่อร้านเดิมโดยรวมของทั้งบริษัทเติบโตร้อยละ 16.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับการขยายสาขาและการกลับมาเปิดให้บริการร้านอาหารที่ปิดให้บริการชั่วคราวในปีที่ผ่านมา ไมเนอร์ ฟู้ดมียอดขายโดยรวมทุกสาขาเติบโตร้อยละ 41.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าระดับก่อนการระบาดในปี 2562 ในอัตราร้อยละ 2

ในขณะที่ไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์กำไรมีผลกำไรจากการดำเนินงานพลิกฟื้นกลับมาเป็นบวกจำนวน 72 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2565 จากผลขาดทุนจากการดำเนินงานจำนวน 86 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากจำนวนลูกค้าภายในร้านและประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น

MINT ยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานะทางการเงิน โดยการชำระคืนเงินกู้สุทธิ ประกอบกับฐานส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูงขึ้นจากผลกำไรที่เพิ่มขึ้นและการขายสินทรัพย์ในระหว่างไตรมาส ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ 1.19 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2565 จาก 1.36 เท่า ณ สิ้นปี 2564 และ 1.30 เท่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 ในขณะเดียวกัน MINT ยังคงมีสถานะสภาพคล่องที่แข็งแกร่งด้วยเงินสดในมือจำนวน 2.7 หมื่นล้านบาทและวงเงินสินเชื่อจำนวน 3.0 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2565 ทั้งนี้ MINT มีกระแสเงินสดอิสระเฉลี่ยที่เป็นบวกจำนวน 5.8 พันล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2565 จากผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัว

เมื่อมองไปข้างหน้า แนวโน้มเชิงบวกของการจองห้องพักและร้านอาหารล่วงหน้าที่แข็งแกร่งจะช่วยผลักดันให้ MINT สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป โดย MINT คาดว่ากลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรปจะยังคงได้รับแรงผลักดันจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจากประเทศที่อยู่ห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจากทวีปอเมริกาเหนือและทวีปเอเชีย การจัดการประชุมและงานสัมนาต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่ ตลอดจนการกลับมาการเดินทางเพื่อธุรกิจของบริษัทขนาดใหญ่ ในขณะที่สายการบินต่างๆ อยู่ในระหว่างการดำเนินการเพื่อเพิ่มจำนวนที่นั่งในหลายจุดหมายปลายทาง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าสำหรับโรงแรมในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ

อีกทั้ง การกลับมาให้บริการของเที่ยวบินระยะไกลคากว่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วงเร่งการเติบโตของรายได้ต่อไป นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศมัลดีฟส์ ออสเตรเลีย และตะวันออกกลางจะช่วยผลักดันให้กลุ่มโรงแรมในประเทศดังกล่าวสามารถขึ้นราคาค่าห้องพักต่อไปได้ ในขณะที่ไมเนอร์ ฟู้ดยังคงมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งรวมถึงรูปแบบร้านค้าใหม่ แพลตฟอร์มโปรแกรมความภักดีระหว่างลูกค้าต่อแบรนด์ใหม่ ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ไมเนอร์ ฟู้ดได้เปิดตัวแบรนด์พูเลท์ (Poulet) ซึ่งเป็นร้านไก่อบในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม MINT ยังคงมองหาโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเพื่อผลักดันความสำเร็จอย่างยั่งยืนของบริษัทต่อไป การทำสัญญาเพื่อกำหนดราคาพลังงานสำหรับปี 2565 และปี 2566 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปยุโรปนั้น ได้ประสบความสำเร็จแล้วเป็นส่วนใหญ่ MINT จึงมีความมั่นใจมากขึ้นในการจัดการปัญหาเรื่องภาวะเงินเฟ้อ ในขณะที่การเร่งการชำระหนี้และการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยจะช่วยในการบริหารจัดการภาระดอกเบี้ยต่อไป ทั้งนี้ นอกเหนือจากการชำระคืนเงินกู้ร่วมที่มี ICO ค้ำประกัน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวจำนวน 100 ล้านยูโรในเดือนสิงหาคม 2565 เอ็นเอช โฮเทล กรุ๊ปได้วางแผนที่จะชำระคืนเงินกู้เพิ่มเติมอีกจำนวน 100 ล้านยูโรในเดือนธันวาคมที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเร็วกว่ากำหนดชำระเดิมมาก

นายดิลลิป ราชากาเรีย  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่สามของบริษัทแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ MINT ในทุกหน่วยธุรกิจ ผมมีความภูมิใจเป็นอย่างมากในตัวบุคลากรของเราที่มุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อแขกและลูกค้าทุกคนในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่ผ่านมา ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่เราได้ส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยม เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้า ด้วยผลการดำเนินงานของทั้งสามหน่วยธุรกิจ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าก่อนการระบาดของโรค COVID-19 บริษัทจึงมีความมั่นใจในความสำเร็จของกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืผ่านกลุ่มแบรนด์โรงแรมและร้านอาหารชั้นนำของบริษัท ซึ่งการฟื้นตัวในเชิงบวกดังกล่าวจะสามารถเอาชนะแรงกดดันต่างๆ จากสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจภายนอกได้ ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างรอบคอบของบริษัทแล้ว บริษัทมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะยังคงสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งต่อไปในปี 2565 ผ่านความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้น”

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: