Biznews

ชำแหละค้าปลีกไทย สไตล์ “วรวุฒิ อุ่นใจ”

ขึ้นชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งบุคลากรในวงการค้าปลีกเมืองไทยที่หาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง สำหรับผู้ชายที่ชื่อ” วรวุฒิ อุ่นใจ “ด้วยความที่เป็นคนค่อนข้างตรงไปตรงมา กล้าวิพากษ์วิจารย์ในสิ่งไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนจับตาในช่วงที่ผ่านมาคือการเปิดประมูลดิวตี้ฟรีที่จบเรียบร้อยโรงเรียนคิงพาวเวอร์แบบคาใจใครหลายคน  รวมทั้งวรวุฒิ อุ่นใจ ในฐานะตัวตั้งตัวตีในการรณงค์เรียกร้องให้การประมูลมีความโปร่งใสและไม่ตกอยู่ในภาวะผูกขาดเหมือนในอดีตที่ผ่านมา 

ล่าสุดในงานสัมมนา Brand Inside Forum 2019: New Retail Present by KBank ที่จัดขี้นภายใต้หัวข้อ New Retail เผยเคล็ดลับธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ เพื่อตั้งรับ ปรับตัว เปลี่ยนแปลง ในยุคเทคโนโลยีดิสรัปชั่น ภายใต้โจทย์ “อนาคตของธุรกิจค้าปลีกไทย แน่นอนปรากฏชื่อของ  วรวุฒิ อุ่นใจ ในฐานะประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร. บริษัท ซีโอแอล จํากัด (มหาชน) มาร่วมฉายภาพและหาทางออกให้ธุรกิจค้าปลีกในยุค 4.0

วรวุฒิ  ฉายภาพค้าปลีกไทยทุกวันนี้ว่า ตกต่ำมายาวนาน 4-5 ปีมาแล้วและถือเป็นความตกต่ำที่ผิดปรกติ  จากเดิมที่ภาพรวมค้าปลีกจะเติบโตสูงกว่าจีดีพีประเทศประมาณ 1-1.5% แต่ปัจจุบันโดยเฉพาะปีนี้ ค้าปลีกไทยคาดว่าจะเติบโตเพียง 2.8-3% เท่านั้น จากการคาดการณ์ว่าจีดีพีของประเทศจะเติบโตประมาณ 4% และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำสุดในอาเซียน เมือ่เทียบกับประเทศอื่นๆที่โต้เฉลี่ย 10% อาทิ  ประเทศเวียดนามโตสูงสุดที่ 10% รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์โต 7-8% ทั้งที่ผู้ประกอบการค้าปลีกไทยได้รับการยอมรับว่ามีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก มาก และได้รับการยอมรับจากต่างประเทศว่าเป็นค้าปลีกที่มีคุณภาพดีที่สุดในอาเซียน

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้ค้าปลีกไทยเติบโตตกต่ำอย่างชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยั้น วรวุฒิ มองว่า เนื่องมาจากปัจจัยหลักๆ  3 ประการด้วยกันคือ  1.โครงสร้างภาษีสินค้าแบรนด์เนมหรือสินค้าฟุ่มเฟือยที่บ้านเราสูงกว่าประเทศอื่นๆ  ปัจจุบันเฉลี่ยจัดเก็บที่ 30-40%  ขณะที่ประเทศอื่นๆ  จัดเก็บเพียง 5-10% เท่านั้น ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการเป็นช้อปปิ้ง เดสติเนชั่น ทั้งที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาปีละกว่า 40 ล้านคน

ประการที่ 2. ธุรกิจดิวตี้ฟรี ซึ่งปรกติต้องทำตลาดกับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่บ้านเราดิวตี้ฟรีเน้นทำตลาดกับคนในประเทศ และดิวตี้ฟรีต่างประเทศมีหลายราย แต่ประเทศไทยผูกขาดเพียงรายเดียวมาอย่างยาวนาน ทั้งที่ควรมีถึง  4-5 รายเพื่อผลักดันให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและสรา้งรายได้ให้เกิดกับประเทศชาติเพิ่มขึ้น

ประการสุดท้ายที่ทำให้ค้าปลีกประเทศไทยเติบโตตกต่ำ ในสายตาของวรวุฒิคือ การไม่เน้นช้อปปิ้งเชิงท่องเที่ยว ซึ่งในต่างประเทศมีการจัดทำช้อปปิ้งสตรีทซึ่งบ้านเราไม่มีทำให้ขาดโอกาสในการเติบโต ทั้งนี้ยังไม่นับรวมการเข้ามาของออนไลน์ช้อปปิ้งที่เข้ามาแย่งตลาดค้าปลีก

ทั้งนี้ จากข้อมูลของทีดีอาร์ไอระบุว่า การค้าขายออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซมีมูลค่าสูง 20-30% ของจีดีพีทั้งประเทศ หรือประมาณ 2-3 ล้านล้านบาทใกล้เคียงกับมูลค่าค้าปลีก  ซึ่งดัชนีค้าปลีกสามารถชี้วัดความเป็นอยู่ของคนในประเทศได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีอีคอมเมิร์ซหรือการค้าออนไลน์เข้ามาเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า ยิ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกไทยเร็วขึ้น โดยเฉพาะค้าปลีกในต่างจังหวัดที่ขาดความหลากหลายของสินค้าและบริการจะได้รับผลกระทบก่อนค้าปลีกรายใหญ่ในเมือง เนื่องมาจากการค้าออนไลน์ครบครันทุกสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการทั้งความสะดวกสบาย สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าปัจจุบันที่ใช้ชีวิตผู้กติดอยู่บนมือถือถึงวันละ  9 ชั่วโมง 11 นาทีต่อวันต่อคน ยิ่งไปกว่านั้นออนไลน์ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้จับพฤติกรรมของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กดาต้า เอไอ ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงทีและตรงความต้องการมากที่สุด

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ค้าปลีกไทยจะมีการปรับตัวรองรับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร วรวุฒิ บอกว่า จุดอ่อนของค้าปลีกไทยที่สำคัญและต้องปรับตัวอย่างแรกคือ ขาดการขายสินค้าด้วยคอนเทนต์ มุ่งเน้นการหาทำเลเป็นหลัก ตรงกันข้ามกับพฤติกรรมลูกค้าที่เน้นการแสวงหาคอนเทนต์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งออนไลน์ตอบโจทย์ในจุดนี้ได้เป็นอย่างดี

จุดอ่อนประการถัดมาคือ ดาต้าเบส หรือฐานข้อมูลลูกค้า ซึ่งค้าออนไลน์สามารถจัดเก็บข้อมูลและพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ปรับการตลาดได้ตรงความต้องการของลูกค้ายุคปัจจุบันที่ต้องการความเร็ว ไม่ชอรอนาน ขณะที่ค้าปลีกดั้งเดิม ต้องยอมรับว่ายังไม่เรียลไทม์ สุดท้ายคือ  ระบบโลจิสติกส์ที่เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน โดยต้องทำการแยกแวร์เฮ้าส์ออกจากสโตร์ออกจากกันอย่างเด็ดขาดเพื่อสะดวกในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้แนะทางหนีทีไล่ในการปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกไทยว่า ต้องปรับตัวนำเทคโนโลยีออนไลน์มาใช้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าออนไลน์อย่างเดียว เพราะบางสินค้าหรือบางบริการก็ไม่เหมาะกับการขายในช่องทางออนไลน์ แต่สามารถนำการทำตลาดออนไลน์ (Online Marketing) มาปรับใช้ได้

นอกจากนี้ ค้าปลีกต้องมีการพัฒนาด้านดีไซน์ให้น่าเดิน ให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่ภายในห้างฯ แบบยาวนานโดยไม่รู้สึกเบื่อและรูสึกสนุกสนานในการช้อปปิ้ง รวมถึงการปรับต้วสู่การเป็นค้าปลีกสำหรับนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกับในต่างประเทศที่ประสบคงบามสำเร็จและได้รับความนิยมอย่างสูง

วรวุฒิทิ้งท้ายว่า หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ  ไม่ใช่ว่าทำธุรกิจอะไร แต่อยู่ที่ทำธุรกิจอย่างไรต่างหาก  หาจุดนั้นให้เจอแล้วทำการปรับให้เร็วและทันต่อความต้องการของลูกค้า เพราะไม่ว่าจะเป็นค้าปลีกออฟไลน์หรือออนไลน์ สิ่งสำคัญที่จะทำให้อยู่รอดผลอดภัยต่อไปได้คือ ประสบการณ์ที่มอบให้ลูกค้าต่างหากที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าใครจะอยู่หรือไป …. 

 

 

 

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: