Columnist

พร้อมรับมือ”โลกออนไลน์” คนตกงานมากขึ้น

พร้อมรับมือ”โลกออนไลน์” คนตกงานมากขึ้น

โดย…ธนก บังผล

แม้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่ก็น่าตกใจพอสมควร เมื่อธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ประกาศตั้งเป้าลดสาขาจาก 1,153 สาขา ให้เหลือเพียง 400 สาขา และลดพนักงานจาก 27,000 คน ให้เหลือ 15,000 คน ภายในเวลา 3 ปี

หมายความว่านั้บตั้งแต่นี้จะมีการพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ค่อยๆทยอยตกงานตามแผนงานดังกล่าว และมีแนวโน้มสูงว่าธนาคารอื่นๆก็จะดำเนินการปรับโครงสร้างในลักษณะนี้เช่นเดียวกันในอนาคตอันใกล้

ข้อมูลจาก Brandinside ระบุว่า ประเด็นที่สำคัญในการลดสาขาลดคน ส่วนหนึ่งมาจากผลประกอบการปี 2017 ที่ลดลงจากปี 2016 พอสมควร เพราะโครงสร้างรายได้ของธนาคารเริ่มเปลี่ยน จากเดิมมีรายได้จากค่าธรรมเนียมประมาณร้อยละ 30 และรายได้จากดอกเบี้ย ร้อยละ 70 แต่ สัดส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียมกำลังลดลงเรื่อยๆ จากเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่

ดังนั้นเพื่อสร้างสมดุลใหม่ของผลประกอบการในอนาคต ทาง SCB จึงได้ลงทุนในเทคโนโลยีเป็นหลัก โดยมีทั้ง Digital Ventures (DV) ที่ดูเรื่องสตาร์ทอัพ และ SCB Abacus ที่ดูเรื่องดาต้า

พนักงาน SCB จะแข่งขันได้ในอนาคต และมีขีดความสามารถในการให้บริการที่ดีขึ้น ต้องให้ความสำคัญกับบุคลากร การพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและในปีนี้ก็จะยังเน้นการลงทุนเพื่อทำลายข้อจำกัดในอดีต ที่ SCB ช้า, ต้นทุนสูง และขาดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งต่อไปจะต้องพัฒนาขึ้น

จากนี้ไปจะรอลูกค้ามาหาที่สาขาไม่ได้ แต่ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ไหน ถ้าต้องการบริการ SCB จะไปอยู่ที่นั่น นำเสนอบริการที่ถูกต้อง ถูกคน ถูกเวลา นี่เป็นอีกเหตุผลที่สนับสนุนการลดจำนวนสาขา จากปัจจุบันมีสาขาที่ธุรกรรมเกิดขึ้นน้อย และโดยเฉลี่ย 1 สาขาจะมีพนักงาน 10-12 คน นอกจากลดจำนวนสาขาได้แล้ว ยังลดจำนวนพนักงานประจำสาขาเหลือ 5-6 คนได้ด้วย และเสริมด้วยบริการ Digital แทน

นั่นเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ถูกส่งออกมาจาก SCB เมื่อปลายเดือนที่แล้ว คำถามก็คือว่าเมื่อทิศทางการลงทุนในภาคส่วนต่างๆมีแนวโน้มเช่นนี้ คนที่ตกงานจะทำอย่างไรต่อไป

เทรนด์ในปัจจุบันอย่างที่เห็นคือ คนมีการใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น ส่งผลให้อาชีพ “แม่ค้าออนไลน์” เพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากไม่ต้องไปจองพื้นที่ หรือบูทตามสถานที่ต่างๆ สามารถเปิดหน้าร้านได้บนโซเชียลมีเดียได้เลย หลายคนจึงหันมาเป็นแม่ค้าออนไลน์หารายได้เสริม ในขณะที่บางคนสามารถทำเป็นรายได้หลัก

แต่กฎของธรรมชาติแน่นอนที่สุด คือ เมื่อถึงจุดที่บนโซเชียลมีเดียมีแต่แม่ค้ามากกว่าคนซื้อ เทรนด์ที่จะเกิดขึ้นมาควบคู่กันในอีกไม่นานคือการทำงานออนไลน์ และการขายของที่ต้องส่งสินค้าผ่านผู้ให้บริการต่างๆเพิ่มขึ้น

ในระหว่างนี้เราจึงเห็น”การฝึกสอนอาชีพเสริม” เช่น ทำเค้ก เบเกอรี่ ชงกาแฟ เย็บปักถักร้อย งานฝีมือ ฯลฯ กำลังได้รับความนิยมเพื่อรองรับการตกงานในอนาคต

อาชีพแปลภาษา สอนพิเศษ งานบัญชี นายหน้าขายที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ (บ้านเช่า หอพัก) ฯลฯ ซึ่งเป็นอาชีพอิสระสามารถทำอยู่บ้านได้ ต่อไปจะมีมากขึ้น

นอกจากนี้ เว็บไซต์ thaismescenter.com ยังแนะนำ 10 อาชีพ หากตกงานไว้ ดังนี้ เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ทำเกษตร รับจ้างขับรถ ออกรถตู้รับนักเรียน หาซื้อแฟรนไชส์ที่เหมาะกับตัวเอง ใช้ความสามารถที่มีรับงานอิสระ หารายได้จากธุรกิจออนไลน์ เปลี่ยนหน้าบ้านให้เป็นรายได้ ทำธุรกิจขายส่ง และเพิ่มทักษะความสามารถตัวเองหางานใหม่ที่ดีกว่า

ปี2560 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานหรือผู้ที่พร้อมจะทำงาน 37.94 ล้านคน ซึ่งเป็นคนมีงานทำ 37.21 ล้านคน เป็นผู้ว่างงาน 4.49 แสนคน จำนวนที่เหลือคือผู้ที่รอฤดูกาล ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมปี 2016 ประมาณ 102,000 คน ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ยอมรับว่า ตัวเลขคนว่างงานที่เพิ่มขึ้นราว 100,000 คนนั้นอาจจะสะท้อนความจริงว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้ขยายตัวมากดังเช่นที่ผ่านมา

“ในสังคมเกษตรอย่างบ้านเราคนไม่ได้มีอาชีพเดียว และก็เกิดเป็นคำถามว่าตัวเลข 100,000 คนนั้นหมายถึงคนที่พยายามหางานทำแต่ไม่มีงานทำหรือเปล่า หรือบางส่วนอาจจะไม่ได้หางานทำ เพราะทำงานอิสระ หรือรับจ้างหลายงาน และตัวเลข 100,000 คนอาจยังไม่ได้ชี้ชัดรุนแรงมากนักว่า ประเทศไทยประสบปัญหาคนหางานทำไม่ได้”

ประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจมาก คือ หากไม่มั่นใจในอนาคตการทำงานของตนเองและบริษัท สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือการลดหนี้ เพิ่มเงินออม ซึ่งคนไทยน้อยมากที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ การเก็บหอมรอมริบตั้งแต่วันนี้จะทำให้ชีวิตมีทางเลือกมากขึ้นเมื่อต้องตกงาน

การลดจำนวนคนนั้นเป็นเรื่องปกติในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายกับทรัพยากรบุคคลในบางสายงานมีความจำเป็นน้อยกว่าเทคโนโลยี

ตกงานก็อย่าเพิ่งตกใจ ขอให้ใช้ชีวิตด้วยความมีสติ ค่อยๆคิดหาโอกาสในการทำมาหากิน ทุกปัญหามีทางออกเสมอ

Related Articles

Back to top button
X
%d bloggers like this: