difference-thinking

สงกรานต์ อิสสระ (ตอนที่ 3)

ปากกัดตีนถีบที่อเมริกา

เมื่อผมจบมศ.3 ป๋าส่งผมไปเรียนที่ไฮสกูลเกรด 10 ที่ Webb School of California ซึ่งมีคนไทยเรียนอยู่แล้วสามคน ผมรู้สึกแปลกใจที่นักเรียนไทยไม่สนใจจะมาพูดคุยไถ่ถามอะไรผมเลย แม้ว่าผมจะเป็นน้องใหม่ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก ผมดำเนินชีวิตไปอย่างมีความสุข มีเพื่อนฝรั่งมากมาย ตั้งใจเรียนและเล่นกีฬาให้ดีที่สุด ผมฝึกเล่นเทนนิสและตีได้ดีจนได้ติดทีม A อย่างรวดเร็ว ตอนปลายปีรุ่นพี่เกรด 11 คนที่ควรจะได้รับเลือกเป็นหัวหน้าทีมในปีต่อไป เกิดมีเรื่องทะเลาะกับลูกทีมถึงกับจะชกต่อยกันในสนาม คนอื่นๆ ยืนตะลึง ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง มีแต่ผมที่วิ่งเข้าไปห้ามและเจราจาให้เลิกแล้วต่อกัน ลูกทีมทุกคนจึงโหวตให้ผมเป็นกัปตันทีมเทนนิสในปีถัดไป ซึ่งตำแหน่งนี้ควรจะเป็นของนักเรียนที่จะขึ้นเกรด 12

นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีแรกที่ผมเข้าโรงเรียน Webb ผมก็ได้รับการโหวตจากนักเรียนทั้งโรงเรียนให้เป็นนักเรียนที่ป้อปปูล่าร์ที่สุดในโรงเรียน ซึ่งผมเข้าใจว่า คงเป็นผลมาจากการที่ผมมียิ้มสยามอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา เพราะตอนไปถึงใหม่ๆ พูดกับใครยังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ผมก็ยิ้มไว้ก่อน ตำแหน่งทั้งสองนี้ทำให้ผมดูมีคุณค่าขึ้นจนเป็นที่ยอมรับของนักเรียนไทยทั้งสาม เมื่อผมกลับมาเยี่ยมบ้านตอนหน้าร้อน ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของเขา โยผู้ปกครองของเขาโทรศัพท์มาชวนผมเอง ท่านบอกว่า ได้รับรายงานเรื่องของผมแล้ว ท่านจึงอนุญาตลูกชายของท่านให้คบผมได้ เราก็เลยเป็นเพื่อนกันได้ตั้งแต่นั้นมา นับเป็นบทเรียนเรื่องความจริงของชีวิตผมที่ได้เรียนรู้อีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องการที่ผมได้เป็นกัปตันทีมเทนนิส ทั้งๆ ที่ผมเป็นนักเรียนใหม่ เป็ยเด็กกะเหรี่ยง (ต่างชาติ) ที่เพิ่งจะเริ่มเล่นเทนนิสได้ไม่นาน แถมยังเป็นนักเรียนเกรด 11 ไม่ใช่เกรด 12 อย่างที่ควรจะเป็น นับเป็นเรื่องบังเอิญที่มีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก หนึ่งเป็นเพราะเหตุทะเลาะวิวาทของนักเรียนรุ่นพี่ที่เป็นตัวเต็งทำให้เขาไม่ได้รับตำแหน่งนี้ แล้วเขายังเลิกเล่นเทนนิสไปเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก คนที่ควรจะได้รับเลือกเป็นกัปตันแทนรุ่นพี่คนนั้น ก็เป็นนักเรียนรุ่นผมชื่อ Scot Kiner ซึ่งเล่นเทนนิสเก่งมาก เพราะมีพ่อแม่เป็นโปรเทนนิสมืออาชีพอยู่ที่ Palm Spring เผอิญเขาลาออกไปเรียนเกรด 11 ที่โรงเรียนอื่น ไปๆ มาๆ ตำแหน่งนี้จึงตกมาที่ผม และเป็นเหตุให้ผมได้เรียนรู้อีกหลายๆ เรื่องในชีวิต นอกเหนือจากการที่ทำให้ผู้ปกครองเพื่อนนักเรียนไทยยอมรับผมอย่างที่กล่าวมาแล้ว

เมื่อนักเรียนเกรด 11 เป็นกัปตันทีม นักกีฬาเกรด 12 ก็พากันรับไม่ให้ความร่วมมือ ผมต้องพยายามสร้างทีมใหม่ ชักชวนคนให้มาร่วมทีม ต้องพยายามพัฒนาฝีมือของทั้งตัวเองและทีมของเราให้มีความสามารถพอที่จะไปแข่งขันกับโรงเรียนอื่นๆ ได้อย่างไม่ขายหน้า ผลงานก็นับว่าพอใช้ได้ และจะส่งผลยิ่งขึ้นในปีถัดไป นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้เรียนรู้การพัฒนาตนให้เป็นผู้นำภายใต้ภาวะกดดันต่างๆ

เมื่อขึ้นเกรด 12 ผมตัดสินใจสละตำแหน่งกัปตันให้เพื่อนร่วมรุ่นเดียวกับผมที่ชื่อ David ซึ่งเป็นน้องชายของรุ่นพี่ที่มีเรื่องวิวาทกลางสนาม เพราะผมเห็นความสามารถและศักยภาพของเขาซึ่งยังไม่ได้นำออกมาใช้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเสียหน้าและเกรงใจพี่ชายที่ไม่ได้เป็นกัปตัน แถมยังเจอปัญหาทางบ้านที่พ่อแม่เพิ่งจะหย่ากัน ทำให้เขาขาดกำลังใจและดูหงอยมากๆ ที่มาร่วมทีมก็มาแต่ตัว เพราะเห็นแก่ผมซึ่งเป็นเพื่อน แต่ไม่ได้เอาใจมาเล่นด้วย ผมมั่นใจว่า ถ้าเขาได้เป็นกัปตัน เขาจะเกิดกำลังใจ และจะเล่นอย่างเต็มที่ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทีมของเรา แล้วก็เป็นไปตามที่ผมคาด เพราะปีสุดท้ายนี้ ทีมของเราได้เข้ารอบก่อนชิงชนะเลิศ(Quaerter-Final) ของแคลิฟอรืเนียตอนใต้ (Southern California) โดยแพ้ไปเพียงครึ่งคะแนนเท่านั้น ตัว David เองก็เข้มแข็งขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ

บัดนี้เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่รู้คิด รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ ที่สำคัญคือไม่ยึดติดกับตำแหน่ง เมื่อเห็นว่าผู้อื่นจะสามารถทำได้ดีขึ้นทั้งต่อตัวเขาเองและดีขึ้นต่อทีม ผมก็คิดเสียสละตำแหน่งที่คนยอมรับนับถือนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ยังมีอีกเรื่องซึ่งสำคัญมากที่ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่โรงเรียน Webb ในสายตาของผม Scot Kiner เล่นเทนนิสเก่งมากๆ ลูกเสิร์ฟที่ทรงพลังจนทุกคนกลัว ท่าและมาดของเขายอดเยี่ยม สูงใหญ่ หล่อโก้ และแต่งตัวเนี้ยบ เหมือนโปรเทนนิสมากกว่าที่จะเป็นนักเรียน ผมชื่นชอบเขามาก และคิดว่าคงจะไม่มีใครสู้เขาได้

เมื่อผมได้เป็นกัปตันทีม (เพราะ Scot ลาออกไปเสียก่อน) Scot กลับมาเยี่ยมพวกเราและได้ประลองฝีมือกันหลายครั้ง หลังจากที่ผมได้ฝึกฝนเทนนิสอย่างหนักในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ผมพบว่าฝีมือตีเทนนิสของผมพัฒนาไปมากจนสามารถชนะ Scot ซึ่งผมเคยคิดว่าไม่มีทางที่จะชนะเขาได้เลย นับเป็นการทลายกำแพงความคิดของผมจนทะลุ ผมเข้าใจได้ทันทีว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ไม่ว่าปัญหาหรืออุปสรรคจะดูยิ่งใหญ่เพียงใด หากเรามุ่งมั่นที่จะแก้ไข ย่อมมีโอกาสที่จะสำเร็จได้ ความเหนียวแน่นไม่ย่อท้อและความพยายามหมั่นฝึกฝน สามารถเอาชนะลูกเสิร์ฟที่ทรงพลังและ stroke ที่รุนแรงของ Scot ได้ ความเข้าใจนี้มีผลอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของผมมาจนถึงทุกวันนี้

ตลอดเวลา 3 ปีที่เรียนโรงเรียน Webb ผมต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับชีวิตตัวเอง ในช่วงโรงเรียนหยุดประจำเดือน นักเรียนทุกคนควรจะกลับไปเยี่ยมบ้าน ผมไม่ค่อยมาใครมารับ คนที่ป๋าฝากให้ดูแลก็ต้องทำงาน ผมรู้สึกเกรงใจ ไม่อยากเป็นภาระของเขา ภายหลังเพื่อนๆ รู้ว่าผมไม่มีที่ไป เขาจึงเริ่มชวนผมไปพักกับครองครัวเขา ผมจึงได้เรียนรู้ชีวิตครอบครัวที่หลากหลายของคนอเมริกัน นอกจากนี้ โรงเรียน Webb จะจัด peccary trip (ทริปหมูป่าที่ชอบขุดๆ คุ้ยๆ ) ประมาณปีละ 3-4 ครั้ง ผมจึงเป็นลูกค้าประจำออกไปผจญภัยในทะเลทราย นอนแคมป์ ดูดาว ปีนเขา ขุดคุ้ยหาฟอสซิล ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีชื่อเสียงของโรงเรียน

ในช่วง 3 ปีนั้น ผมไปแกรนด์แคนยอน (Grand Canyon) ถึง 7 ครั้ง มีโอกาสเดินทางจากข้างบนลงไปข้างล่างถึง 3-4 ครั้งในเส้นทางต่างๆ กันไปตั้งแต่แคมป์ริมน้ำตกฮาวาสุไพบ้าง ริมแม่น้ำโคโลราโด (Colorado) บ้าง หรือนอนยูกลางแคนยอนบ้าง ล้วนเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ทำให้ผมซาบซึ้งในความยิ่งใหญ่และทำให้ผมรักธรรมชาติมาก แถมยังช่วยให้สาวที่ผมแอบติดใจประทับใจในตัวผมมาก เพราะเธอเองก็ชอบฟอสซิลและรักธรรมชาติมากเช่นกัน เมื่อเราแต่งงานกันแล้ว เราจึงร่วมกันถ่ายทอดความรักธรรมชาติแก่ลูกๆ ของเราและพยายามหาโอกาสพาลูกๆ ไปสัมผัสธรรมชาติเป็นประจำ

การก้าวออกจากหาดใหญ่มาสู่กรุงเทพฯ และจากกรุงเทพฯ ไปอเมิรกา ทำให้ผมได้เห็นโลกกว้าง ผมยังจำความตื่นตาตื่นใจเมื่อผมอายุ 15 ปี ในช่วงนาทีที่เครื่องบินร่อนลงสนามบินไคตั้กที่ฮ่องกง ซึ่งต้องบินผ่านตึกสูงๆ ได้ดี ในสมัยนั้นเมืองไทยยังไม่มีตึกสูงเกิน 10 ชั้น ตึกระฟ้าที่เบียดเสียดกันแน่นที่ฮ่องกง ทำให้ผมสงสัยมาก สงสัยว่าเขาอยู่กันได้อย่างไร ทีซานฟรานซิสโกซึ่งผมต้องไปอยู่เพื่อเรียนภาษาอังกฤษก่อนเข้าไฮสกูลเป็นเวลา 3 เดือน ผมก็ประทับใจความกว้างใหญ่ของผืนแผ่นดิน ความสวยงามของสะพานโกลเดนเกต และคฤหาสน์บ้านเรือนตามริมฝั่งทะเลบนเนินเขาที่มีระดับลดหลั่นกัน สิ่งที่ลืมไม่ได้คือความยิ่งใหญ่ของไชน่าทาวน์ เวลาที่ผมว่าง ผมก็ใช้วิธีนั่งรถบัสสายต่างๆ ไปเรื่อยๆ จนสุดสาย ดูตึกรามบ้านช่องสองข้างทางด้วยความสนใจ ผมค้นพบตัวเองว่าผมชอบสิ่งเหล่านี้มากจนเกิดแรงบันดาลใจว่า เมื่อเติบโตขึ้นต่อไปในภายภาคหน้า ผมอยากจะมีอาชีพเป็นนักพัฒนาให้สิ่งสวยงามเหล่านี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ความคิดนี้ฝังอยู่ในหัวตั้งแต่ผมอายุ 15 ปี จนกระทั่งบัดนี้

ผมอ่านหนังสือหลายเล่มพบว่า นักการเงินการธนาคารและนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจต่างๆ มักจะมาลงเอยกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อจบไฮสกูล ผมจึงเลือกที่จะเรียนเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างพื้นฐานความรู้ความเข้าใจ ผมต้องเลือกระหว่างมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ที่ป๋าผมอยากให้เขามากเพราะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนไทย กับโคโลราโด คอลเลจ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเล็กๆ ที่มีชื่อเสียงในหมู่คนอเมริกัน ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาที่ Webb แนะนำ

เมื่อไปเยี่ยมทั้งสองมหาวิทยาลัยแล้ว ผมตัดสินใจเลือกเรียนที่โคโลราโด คอลเลจเพราะผมชอบที่ที่จะอยู่เมืองเล็กๆ นักเรียนน้อย อบอุ่น และอยู่ใกล้ธรรมชาติ สามารถไปเล่นสกีได้ทุกเมื่อ ทำให้ป๋าผมต้องหงุดหงิดด้วยความผิดหวัง นับเป็นครั้งแรกที่ผมเรียนรู้ที่จะตัดสินใจเรื่องสำคัญด้วยตัวเอง แม้จะต้องขัดใจป๋าก็ต้องทำ เพราะเรามั่นใจว่าเราได้พิจารณาทุกๆ อย่างโดยรอบคอบแล้ว

หลังจากจบปริญญาตรีและได้ตามสาวไปเรียนต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ควบการเงินและการบัญชีที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่า เมืองบลูมมิงตัน ผมก็กลับมาเริ่มชีวิตการทำงานที่บริษัท เอส จี วี ณ ถลาง ซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาโครงการ ผมได้ทำหน้าที่วิเคราะห์โครงการ ความเป็นไปได้ด้านการเงินการตลาดอยู่เกือบปี ก่อนจะลองไปสมัครเป็น Executive Trainee ที่ธนาคารซิตี้แบงก์ ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นเพียงสำนักงานตัวแทนในประเทศไทย และเป็นบริษัท Citicorp Finance & Securities แต่ก็เป็นความฝันของคนเก่งๆ ทั้งหลาย เพราะซิตี้แบงก์ มีชื่อเสียงมากในด้านการฝึกคนให้รอบรู้และมีความสามารถสูง นักการเงินการธนาคารและนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงหลายคนก็เคยผ่านการทำงานจากที่นี่ โอกาสที่จะได้รับคัดเลือกถือว่ายากเพราะมีแต่คนเก่งๆ เรียนจบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาสมัครแข่งขันกันมากมาย โดยที่เขาจะรับเพียง 2-3 คนเท่านั้น

Cr. ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจากหนังสือคิดนอกกรอบ ทำในกรอบ โโยสงกรานต์ อิสสระ

Related Articles

Back to top button
X
%d bloggers like this: