Bizlifestyle

ทำไมถึงควรทำ! การทำ’เด็กหลอดแก้ว’?

ผู้หญิงหลายคนเมื่อรู้ตัวว่าอยู่ในภาวะมีบุตรยากก็พยายามหาวิธีต่าง ๆ เพื่อหวังสร้างครอบครัวให้สมบูรณ์แบบ หนึ่งในวิธียอดฮิตและได้รับความนิยมพอควรคือ “การทำเด็กหลอดแก้ว” ทว่าเรื่องนี้เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เกิดความสงสัย อยากรู้ว่าทำไมถึงต้องมีการทำเด็กหลอดแก้ว? แล้วถ้าสนใจขั้นตอนการทำยุ่งยากไหม? นี่คือข้อมูลต้องศึกษาอย่างละเอียดกันเลย

เด็กหลอดแก้วคืออะไร ใครบ้างเหมาะสมในการทำ??

การทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF (In – vitro Fertilization) เป็นการนำไข่ของฝ่ายหญิง และตัวอสุจิของฝ่ายชายมาผสมด้วยกันภายนอกร่างกาย ซึ่งจะทำให้ไข่และตัวอสุจิเกิดการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ก่อน แล้วจึงฉีดเข้าสู่มดลูกของฝ่ายหญิงให้เกิดการเจริญเติบโตต่อไป การผสมระหว่างไข่กับอสุจิจะเป็นการผสมกันในหลอดทดลองที่เป็นแก้ว ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการเรียกเด็กที่ได้จากการผสมและปฏิสนธิรูปแบบนี้ว่า “เด็กหลอดแก้ว”

ถามว่าใครบ้างที่เหมาะสมกับการเลือกทำเด็กหลอดแก้ว? หากเป็นผู้หญิงจะเน้นไปที่คนมีปัญหาท่อนำไข่ผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถรับเอาอสุจิเข้าไปได้ดี, ผู้หญิงที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เกิดพังผืดบริเวณอุ้งเชิงกราน, ผู้หญิงที่มีปัญหาไข่ไม่ตกแบบเรื้อรัง, ลองใช้วิธีการทำ IUI มาแล้วแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ, น้ำเชื้ออสุจิของฝ่ายชายมีน้อยกว่า 10 ล้านตัว รูปร่างผิดปกติ การเคลื่อนไหวต่ำ หรือไม่สามาถหลังน้ำอสุจิออกมาได้ขณะมีเพศสัมพันธ์

เหตุผลที่ในการทำเด็กหลอดแก้วที่ผู้หญิงมีบุตรยากควรเลือก

  1. โอกาสสำเร็จ 40 – 50%

การทำเด็กหลอดแก้วนั้น จะมีอัตราการทำสำเร็จ ตั้งครรภ์ได้สะสมสูงถึง 40 – 50% ต่อรอบการรักษาเลยทีเดียว ช่วยให้ได้บุตรรวดเร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลารอนาน ๆ ซึ่งอัตรานี้มากกว่าการฉีดน้ำเชื้อ หรือการพยายามทำเองโดยธรรมชาติ

  1. แก้ปัญหาได้ทั้ง 2 ฝ่าย ลูกแข็งแรง

เป็นการช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ทั้งฝ่ายชายในเรื่องของน้ำเชื้ออสุจิ และฝ่ายหญิงในเรื่องของรังไข่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำแล้วก็ยังช่วยให้ลูกเกิดมาแข็งแรง ไม่มีโรคที่ผิดปกติทางพันธุกรรม ไม่ทำให้เกิดโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปยังลูก เช่น โรคถุงน้ำในไต, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, โรคธาลัสซีเมีย รวมถึงดาวน์ซินโดรม ฯลฯ

  1. แก้ปัญหาการแท้ง

เผื่อว่าผู้หญิงบางคนเกิดปัญหาแท้งลูกง่ายมาก ๆ การเลือกทำเด็กหลอดแก้วก็จะเป็นผลดีตรงที่เป็นการปฏิบัติทางห้องแล็ปวิทยาศาสตร์ในหลอดแก้ว ทั้งยังคัดกรองเอาอสุจิที่แข็งแรงมาก ๆ กับไข่ที่สุขภาพดี ดังนั้นก็จะช่วยแก้ปัญหาแท้งง่ายได้เช่นกัน

  1. สามารถเก็บไว้เพื่อวางแผนตั้งครรภ์ได้

หากใครที่เกิดอยากเก็บไข่ และตัวอสุจิไว้ก่อน เพื่อเตรียมพร้อมการตั้งครรภ์ที่จะเกิดขึ้น กรณีบางคู่อาจยังไม่พร้อมตั้งครรภ์เร็ว ๆ นี้ ก็สามารถทำได้ โดยเป็นการแช่ตัวอ่อนแล้วเก็บรักษาแช่แข็งไว้ ทำให้อยู่ได้นานหลายสิบปี อยากเอาตัวอ่อนออกมาใช้งานเมื่อไหร่ได้เลยตามต้องการ

การเตรียมตัวก่อน – หลังทำเด็กหลอดแก้ว

การเตรียมตัวการรักษา : ก่อนการทำเด็กหลอดแก้วแพทย์จะทำการวินิจฉัยดูทุกสิ่งอย่างก่อน เช่น การทำงานของรังไข่ การคัดกรองเมื่อเกิดภาวะติดเชื้อ หรือฝ่ายชายก็จะต้องดูคุณภาพของตัวอสุจิ นอกจากนี้ ยังต้องพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชม. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำวันละ 8 – 10 แก้ว งดการสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การเตรียมตัวหลังการรักษา : หลังจากที่ทำเด็กหลอดแก้วไปแล้ว จะต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ และงดการสวนล้างช่องคลอด, ภายใน 3 – 4 วัน ผู้หญิงจะต้องพักผ่อนเยอะ ๆ ไม่ทำงานหนัก ไม่ออกกำลังกายหนัก ยกของหนัก หรือเดินทางไกล ๆ  นอกจากนี้ ต้องไม่ทานยานอกเหนือจากแพทย์สั่ง และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รวมถึงหากมีอาการผิดปกติ เช่น มีเลือดออก ปวดท้อง หรือตกขาวมากเกินไป รีบพบแพทย์ผู้ดูแลทันที

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้วอย่างละเอียด เพื่อความเข้าใจ

  1. ฝ่ายหญิงต้องควบคุมเรื่องของประจำเดือนให้มาตามปกติ แล้วแพทย์ก็จะฉีดกระตุ้นไข่ให้กับฝ่ายหญิงอย่างต่อเนื่องประมาณ 10 – 12 วัน
  2. เมื่อฉีดต่อเนื่องไปแล้วก็จะดูผลไข่ตก และฉีดฮอร์โมนเพิ่มเติมก่อนไข่ตกอีกประมาณ 34 – 38 ชม.
  3. แพทย์จะวางยาสลบ แล้วใช้เข็มสอดผ่านช่องคลอดเพื่อดูดไข่ออกมาจากฝ่ายหญิงพร้อมอัลตราซาวด์ร่วมด้วย ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หลังจากเก็บไข่แล้วก็จะฉีด หรือสอดฮอร์โมนต่อเนื่อง เป็นการเตรียมความพร้อมย้ายตัวอ่อนที่ผสมในหลอดแก้วเข้ามาที่ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ต่อไป
  4. นำไข่ออกผสมอสุจิจนได้ตัวอ่อน แล้วเลี้ยงและควบคุมคุณภาพภายในห้องปฏิบัติการ
  5. ไข่และอสุจิที่ใช้ในการทำเด็กหลอดแก้วก็จะกลายเป็นตัวอ่อน พร้อมย้ายเข้าไปสู่มดลูก 3 – 5 วัน ซึ่งฝ่ายหญิงสามารถดื่มน้ำ ทานอาหารได้ปกติ และไม่ต้องใช้ยาสลบ ใช้เวลาทำ 30 นาทีก็เสร็จเรียบร้อย
  6. ภายใน 12 – 14 วันฝ่ายหญิงเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจการตั้งครรภ์ต่อไป ซึ่งแพทย์จะยังคงฉีดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนต่อไปอีก 8 – 10 สัปดาห์ ป้องกันการแท้ง

 การทำเด็กหลอดแก้วต้องยอมรับว่ามีราคาสูง ต่อครั้งจะอยู่ที่ 1 – 3 แสนบาท ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล แต่เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้มาแล้วรับรองว่าไม่ผิดหวังเลย หากใครสนใจก็ลองศึกษาหาข้อมูลตามโรงพยาบาลต่าง ๆ เปรียบเทียบความคุ้มค่า เหมาะสมให้ได้มากที่สุด

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: