IT & Digital

ทำความรู้จัก 6 เทรนด์ไอทีใหม่ และเทคโนโลยีที่ได้ไปต่อในปี 2023

ก่อนจะขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ประเทศแห่งนวัตกรรม” จนติดอันดับ 1 ใน 30 ของโลกตามเป้าหมายในอีก 7 ปี ข้างหน้า หรือในปี 2573 ด้วยการสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศที่จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ และสตาร์ทอัพไทย ได้หันมามองถึงเทรนด์เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2566
เป็นที่ทราบกันดีว่า หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อ 3 ปีก่อน เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันคนเรามากขึ้น จากที่ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตการทำงานจากบ้าน หรือ Work From Home ผ่านระบบออนไลน์ ตลอดจนการปิดประเทศ การใช้มาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ไม่สามารถออกไปข้างนอก เพื่อเลือกซื้อสินค้า หรือแม้แต่อาหารตามร้านหรือห้างสรรพสินค้าอย่างปกติได้ นำมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ (New Normal) ทั้งการซื้อสินค้าผ่านระบบของแพลตฟอร์มอี คอมเมิร์ชต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

“เทคโนโลยีใหม่แห่งอนาคต” ได้รับการพัฒนาต่อยอดอย่างหลากหลาย เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งมีทั้งประโยชน์ และผลกระทบต่อชีวิตไปพร้อมกัน

ในปี 2565 ที่ผ่านมา คนไทยต่างได้รับรู้ถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ชื่อแปลก ๆ อาทิ Metaverse หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้นแล้วสามารถชี้นำอนาคต หรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ อาทิ Workation Stacation เป็นต้น

มีภาพสะท้อนชี้ชัดจากผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ในไตรมาส 3 ปี 2565 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ในกลุ่มอุตสาหกรรม 5 กลุ่ม ซึ่งประกอบด้วย ซอฟต์แวร์ บริการดิจิทัล ดิจิทัลคอนเทนต์ และโทรคมนาคม ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 48.6 จาก ระดับ 46 ในไตรมาส 2 ปี 2565

 

“ผศ.ดร.ณัฐพล นิมานพัชรินทร์” ผู้อำนวยการใหญ่ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ระบุว่า ผลจากโควิดเริ่มคลี่คลายลง ทำให้กำลังซื้อภาคเอกชนเพิ่มขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม

สอดรับกับข้อมูลจาก ไอบีเอ็ม ร่วมด้วยไอดีซี ผู้ให้บริการชั้นนำด้านการวิจัยและคำแนะนำด้านไอทีระดับโลก ที่ระบุว่า ในปี 2566 การใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีดิจิทัลขององค์กรในเอเชียแปซิฟิคจะเติบโต 3.5 เท่าของเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อวางรากฐานสู่การดำเนินการให้เกิดความแตกต่างทางการแข่งขัน และการเติบโตในระยะยาว

และภายในปี 2567 จะมีองค์กรถึง 30% ขององค์กรทั้งหมด จะมีกลยุทธ์บริหารภาวะวิกฤติและความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อรับมือวิกฤติเศรษฐกิจและดิสรัปชันในอนาคตได้อย่างคล่องตัว

นั่นจึงทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เราอยู่ในยุคที่เรียกว่า “ยุคข้อมูลข่าวสาร” เทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวันเพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ก้าวหน้าขึ้น และดีขึ้นทั้งกับคน และองค์กรธุรกิจที่จะสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสบการณ์ของลูกค้า และเพิ่มผลกำไร

เทรนด์เทคโนโลยีใหม่ ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2566 ซึ่งเป็นยุคแห่งการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ ๆ แบบก้าวกระโดด ซึ่งเราจะประมวลมาพบว่าเทรนด์เทคโนโลยีเด่น 12 ด้าน ซึ่งในช่วงแรกจะไล่เรียงใน 6 เทรนด์เทคโนโลยีที่มาเร็วและแรง ประกอบด้วย

1.Artificial Intelligence (AI) and Machine Learning (ML) เอไอและแมชชีนเลิร์นนิง

คำศัพท์ Artificial Intelligence (AI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ที่ทำให้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักรต่าง ๆ มีความคิดอ่าน หรือสามารถตอบสนองสิ่งต่าง ๆ ได้คล้ายกับมนุษย์ AI ครอบคลุมตั้งแต่การทำเรื่องง่าย ๆ เช่นการตอบโต้ขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงการเรียนรู้เรื่องยาก ๆ อย่างการคำนวณแผนการตลาด หรือแม้แต่การคำนวณหุ้น

และ คำว่า Machine Learning เป็นศาสตร์การเรียนรู้ของ AI อีกแขนงหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการบอกหรือแนะนำข้อมูลต่าง ๆ ให้ AI รู้และเข้าใจได้ด้วยตนเอง กำลังเป็นคำศัพท์ที่ภาคธุรกิจตื่นตัวอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น การแจ้งเกิด ‘ChatGPT’ แชตบอตที่กระแสแรงที่สุดแห่งยุค ที่ได้ถูกพูดถืงทั่วโลก หลังจากการเปิดตัวเพียง 1 สัปดาห์เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2565 ก็พบว่ามีผู้เข้าใช้งานมากกว่า 1 ล้านคน เรียกว่าแรงไม่แพ้ยุคที่เปิดตัวไอโฟนเมื่อปี 2560 เลยทีเดียว

ChatGPT ย่อมาจาก Generative pretrained transformer เป็นซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนามาจาก OpenAI บริษัทวิจัยในซานฟานซิสโก

 

จุดเด่นไม่เพียงถูกออกแบบมาใช้สำหรับการพัฒนา โดยจะสร้างข้อความอัตโนมัติตามข้อมูลที่ผู้ใช้สั่ง แต่เรียกว่าล้ำหน้ากว่าแชตบอตทั้งหมดที่เคยทำ เพราะไม่เพียงถามตอบ แต่งเพลงได้ แต่ยังแสดงข้อมูลเป็นประโยคชัดเจน สามารถตอบคำถามยาก ๆ และปฏิเสธคำถามที่ไม่เหมาะสม หรือยอมรับความผิดพลาดในการตอบ จนมีการคาดการณ์ว่าเจ้าแชตบอตตัวนี้จะมาแซงการใช้เสริ์จเอนจิ้นอย่าง Google ในอนาคต และกำลังมาท้าทายทุกตำแหน่งงาน ไม่ว่าจะเป็นนักข่าว อาชีพโฆษณา หรือคอลเซ็นเตอร์ เพราะมันแนะนำกลยุทธ์ทางธุรกิจ แนะนำของขวัญคริสต์มาส วางแผนวันหยุด หรือกระทั่งเป็นที่ปรึกษาเวลาเราอกหัก

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางผู้ผลิตยอมรับว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ซึ่งคาดว่ามันอาจมีการอัปเดตข้อมูลมากขึ้นในอนาคต

2.Robotic Process Automation หรือ RPA คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างหุ่นยนต์ (Bot) มาทำงานในรูปแบบเดิม ๆ แทนคน โดยผสมผสานเทคโนโลยี Rule Engine, Image Recognition, Machine Learning และ AI เพื่อให้การทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่ามีข้อมูลจาก การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำ ระบุว่า ตลาดซอฟต์แวร์ RPA ปี 2565 ทั่วโลกจะมีมูลค่า 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.4% จากปี 2564 โดยองค์กรต่างๆกำลังนำ RPA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาใช้เพื่อเร่งพัฒนากระบวนการทางธุรกิจ ให้เป็นระบบอัตโนมัติ และสร้างแผนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล เชื่อมต่อเข้ากับระบบเดิมเพื่อปรับปรุงสิทธิภาพการทำงาน

ทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าปี 2566 มูลค่าตลาดซอฟต์แวร์ RPA ทั่วโลกจะยังเติบโต 17.5% หรือคิดเป็นมูลค่า 3,352 ล้านเหรียญสหรัฐอีกด้วย

3.Edge computing เป็นศูนย์กลางที่ทำให้ IoT (Internet of Thing) เร็วขึ้น และมีความปลอดภัยขึ้น สามารถสร้างประโยชน์มากขึ้น

คำว่า “Edge Computing” หมายถึง การประมวลผลข้อมูลให้แสดงผลเร็วใกล้เคียงกับความเร็วของเครือข่ายมากที่สุด ในความเป็นจริงแล้ว Edge computing ก็คือ Cloud computing รูปแบบหนึ่ง แต่ การถือกำเนิดขึ้นของ edge computing ทำให้เรามีตัวเลือกมากขึ้น และมี computing power ที่ใกล้กับเรามากขึ้นนั่นเอง

เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในต้นทุนที่ถูกลง หากทุกคนสามารถใช้เทคโนโลยีได้ ธุรกิจต่าง ๆ ก็สามารถลดต้นทุนลงได้อีกทางหนึ่ง

หลายคนอาจคิดว่าเทคโนโลยีนี้ เป็นโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน อุปกรณ์ IoT หรืออะไรกัน ซึ่งจริง ๆ แล้ว Edge computing เปรียบเหมือนอุปกรณ์ขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ตัวเราอย่าง USB Drive เกี่ยวข้องกับเรามาก ๆ

ซึ่งเรื่องที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง ที่ถือเป็นการแจ้งเกิด Edge computing คือ กรณีที่บิ๊กธุรกิจอย่าง Tesla ได้กลายมาเป็นผู้นำด้านรถยนต์อัตโนมัติไร้คนขับ (Autonomous Driving) จากการผสมผสานนำเทคโนโลยี Edge computing เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในท้องถนนมากขึ้นนี่เอง

4. Quantum Computing เป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นเครื่องจักรที่ทรงพลังที่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล ในเวลาอันรวดเร็ว หลายคนมองว่าเทคโนโลยีนี้เป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่จะมาดิสรัปโลก และมีตัวอย่างบริษัทเทคโนโลยียักษณ์ใหญ่ในประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐ ยุโรป และจีน ต่างทุ่มเทพัฒนาและมีการนำคอมพิวเตอร์แบบควอนตัมมาใช้ เช่น Google นำคอมพิวเตอร์แบบควอนตัมมาใช้ในการเร่งกระบวนการพัฒนาต่าง ๆ เช่น การเพิ่มความเร็วในการเทรน Machine Learning เป็นต้น

เทคโนโลยีควอนตัมที่จะถูกนำมาใช้สร้างโอกาสทางธุรกิจนั้น ไม่เพียงมีแต่ Quantum Computing แต่ยังมีเทคโนโลยี Quantum Sensing และ Quantum Communication ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ในบางประเทศ เช่น อังกฤษ หรืออเมริกา ยังมีกฏระเบียบไม่เปิดกว้างในการนำเทคโนโลยีสื่อสารแบบควอนตัมมาใช้งาน นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องราคา เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ยังมีราคาระดับสูง เทียบกับการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล

ดังนั้น จึงทำให้การนำควอนตัมคอมพิวเตอร์มาใช้แก้ปัญหาเฉพาะด้านยังไม่เป็นที่หลากหลายมากนักในปี 2023

 

5. Virtual Reality (VR) and Augmented Reality (AR) โดยคำแรก VR เป็นการจำลองโลกเสมือนแยกออกจากโลกแห่งความเป็นจริง ทำให้ความรู้สึกเหมือนกับผู้ใช้งานได้อยู่ในสถานที่และเหตุการณ์นั้นจริง หรือ หลุดไปอีกโลกหนึ่ง ซึ่งจะแตกต่างจาก เทคโนโลยี AR เป็นการนำวัตถุเสมือนมาใช้กับโลกแห่งความเป็นจริง หรือเรียกกว่าเป็นการซ้อนข้อมูลเข้าไปในโลกความจริง ด้วยรูปแบบสามมิติ

ในตอนนี้ทั้ง AR และ VR สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ โลก โดยยกตัวอย่างเช่น Metaverse โลกเสมือนที่ชีวิตแบบใหม่ใกล้ตัว ที่ Facebook ต้องการผลักดันเมตาเวิร์ส (metaverse) สู่การใช้งานในชีวิตจริง และช่วยเหลือผู้คนในการเชื่อมต่อกัน ค้นหาชุมชน และพัฒนาธุรกิจให้เติบโตโดยทั่วไป หรือค่ายผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังอย่าง IKEA ที่นำเทรนด์ให้ลูกค้าได้สามารถทดลองตกแต่งบ้านได้โดยใช้เทคโนโลยี AR เช่นเดียวกับค่าย Apple ที่ได้มีการพัฒนาอุปกรณ์แว่นตา AR Glass ซึ่งทำให้ผู้ทั่วไปเข้าถึงเทคโนโลยี AR ด้วยตาตัวเอง

อย่างไรก็ตาม บทสรุปเรื่องเทคโนโลยี ทั้ง AR และ VR อาจจะเกิดข้อเสียตามมาได้ ล่าสุดจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่าง Mixed Reality (MR) มาใช้แทนที่ เพื่อดึงเอาข้อดีของทั้งสองเทคโนโลยีนี้เข้าไว้ด้วยกัน เปรียบเสมือนการสร้างโลกคู่ขนาน นั่นเอง

 

6. Blockchain เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2008 เป็นระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งมีลักษณะเป็นเครือข่ายใยแมงมุมที่เก็บสถิติการทำธุรกรรมทางการเงินและสินทรัพย์ชนิดอื่น ๆ ในอนาคต เทคโนโลยีนี้จะเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์กลาง (Decentralization) ที่มีความน่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องอาศัย ตัวกลาง หรือสถาบันการเงินหรือสำนักชำระบัญชี

เนื่องจาก Blockchain มีระบบและรหัสความปลอดภัยหลายชั้น ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่เกิดการทำธุรกรรม จึงถือเป็นเทคโนโลยีที่มีจุดเด่น “เรื่องความปลอดภัยในการเก็บข้อมูลสูง”

ทั้งนี้ ประเภทของ Blockchain จะมีทั้งแบบสาธารณะ (Public Blockchain Network) ทุกคนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้ เช่น Bitcoin, Ethereum ประเภท Private Blockchain network ทำงานเฉพาะในระบบปิด หรือองค์กร และสุดท้าย Consortium Blockchain network ซึ่งเป็นประเภทที่จำกัดการใช้งานเฉพาะในกลุ่มพันธมิตร มีองค์กรมากกว่าหนึ่งแห่งอนุญาต โดยประเภทนี้จะไม่เน้นพวกสกุลเงินดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี Blockchain ไปใช้อย่างกว้างขวางทั้งด้านการเงิน ใช้ในการทำงานธุรกรรมทางการเงิน หรือที่เรียกว่า คริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งจะส่งผ่านเงินผ่านระบบนี้ หรือนำไปใช้ในด้านสุขภาพ ในการเก็บข้อมูลสุขภาพ เพราะมีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและยังสามารถเรียกดูข้อมูลได้ทุกที่ทั่วโลก และยังถูกนำไปใช้ในด้านการขนส่งและคลังสินค้า หรือโลจิสติกส์ เพื่อช่วยลดปัญหาของเสียหายระหว่างทาง นอกจากนี้ยังมีการใช้ในด้านพลังงาน และอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย

ทั้ง 6 เทคโนโลยีนี้ เป็นตัวอย่างครึ่งแรก ของเทรนด์เทคโนโลยีที่จะมาแรง ยึดพื้นที่กิจกรรมเศรษฐกิจดิจิทัล และจะเป็นกุญแจสำคัญในการส่งเสริมประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรมในอนาคตได้

 

ขอบคุณข้อมูล  bangkokbanksme

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: