Biznews

ญี่ปุ่นเลิกทดลอง’ฟาวิพิราเวียร์’ รักษาโควิด ไทย หันใช้ ‘โมลนูพิราเวียร์’

บริษัทฟูจิฟิล์ม โทยามะ เคมีคอล ซึ่งเป็นผู้คิดค้นยา “ฟาวิพิราเวียร์” หรือในญี่ปุ่นใช้ชื่อว่า “อาวิแกน” ได้ทำการทดลองทางคลินิกใช้ยานี้กับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการเบา แต่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการทรุดหนักลง

โดยบริษัทระบุว่า ในสิ้นเดือนนี้จะยุติการรับสมัครอาสาสมัครที่เข้าร้วมการทดลองดังกล่าว เนื่องจากผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนมีโอกาสน้อยที่จะป่วยหนักจากการติดเชื้อ

“ฟาวิพิราเวียร์” เป็นที่สนใจในช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 หลังจากนายชินโซ อาเบะ นายกฯ ญี่ปุ่นในขณะนั้นระบุว่า จะผลักดันให้ใช้ยานี้เพื่อรักษาผู้ติดเชื้อโควิดภายใน 1 เดือน แต่จนถึงขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังไม่อนุมัติใช้ยานี้ เพราะบริษัทผู้ผลิตไม่สามารถมีข้อมูลที่เพียงพอเพื่อพิสูจน์ถึงประสิทธิผลและความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีความยากลำบากในการหาอาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองทางคลินิก หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อในญี่ปุ่นเริ่มลดลง

บริษัทฟูจิฟิล์ม โทยามะ เคมีคอล ได้ยื่นผลการทดลองบางส่วนให้กับกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นในเดือนตุลาคม 2563 เพื่อขออนุมัติเป็นใช้ยารักษาโรคโควิด-19 แต่ทางกระทรวงไม่ได้อนุมัติ โดยระบุว่าขาดข้อมูลที่ชัดเจนเรื่องประสิทธิผลของยา

ในเดือนเมษายน 2564 ทางบริษัทได้เริ่มการทดลองทางคลินิกอีกครั้ง แต่เนื่องจากผู้ติดเชื้อสายพันธ์โอมิครอนส่วนใหญ่อาการเบา จึงยากที่จะบอกได้ว่ายานี้สามารถช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัว หรือว่าผู้ป่วยหายป่วยได้ด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ การทดลองยังพบความยากลำบากในการหาผู้ติดเชื้อสำหรับการทดลองควบคุมด้วยยาหลอก เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติยาหลายชนิดฉีดที่ใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดเพื่อรักษาโรคโควิด หรือที่เรียกว่า “ค็อกเทล แอนติบอดี”

บริษัทฟูจิฟิล์ม โทยามะ เคมีคอล ระบุว่า จนถึงวันที่ 14 มี.ค. ยังไม่สามารถหาอาสาสมัครได้ครบ 316 คนตามเป้าหมายการทดลอง ทางบริษัทจะตัดสินใจว่าจะทำการทดลองภายใต้สภาวะที่ยากลำบากเช่นนี้ต่อไปหรือไม่ หลังจากพิจารณาข้อมูลในสิ้นเดือนนี้

“ฟาวิพิราเวียร์” เป็นยารักษาไข้หวัดใหญ่ ที่ถูกใช้ยาอย่างเข้มงวดในญี่ปุ่น เนื่องจากมีผลข้างเคียงอาจทำให้อวัยวะผิดรูป และหญิงมีครรภ์เสี่ยงแท้งบุตร และจนถึงขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นก็ไม่ได้อนุมัติใช้เป็นยารักษาโรคโควิด-19 แต่ในหลายประเทศกลับมีการใช้ยานี้อย่างกว้างขวาง ทั้งๆ ที่มีผลการศึกษาว่า ยานี้ไม่ได้มีประสิทธิผลในการรักษาโรคโควิด.

อย่างไรก็ตาม สำหรับในประเทศไทย จากแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ฉบับล่าสุดนี้ เห็นได้ชัดว่า ได้มีการเพิ่มทางเลือกเพื่อให้แพทย์สามารถบริหารยาได้ง่ายขึ้น โดยยาชนิดใหม่ที่ได้รับการแนะนำในแนวทางการรักษาฉบับนี้และกำลังจะนำเข้ามาในประเทศไทยคือ “โมลนูพิราเวียร์”

สำหรับ ยาโมลนูพิราเวียร์ อยู่ในกลุ่มยาต้านไวรัส ออกฤทธิ์กับโครงสร้างของไวรัส ทำให้โครงสร้างผิดไปจากเดิม ไวรัสจึงไม่สามารถจำลองแบบพันธุกรรมและเพิ่มจำนวนได้ เป็นยากินเพิ่มทางเลือกให้แพทย์รักษาคนไข้

ปัจจุบัน โมลนูลพิราเวียร์ มีใช้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก รวมถึงยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร เบลเยี่ยม อิตาลี เดนมาร์ก เป็นต้น หรือในเอเชีย ใช้ในอินเดีย อินโดนีเซีย รวมถึงไทยที่กำลังจะเข้ามาล็อตแรก สำหรับผู้ป่วย 50,000 ราย

สำหรับ การใช้ยา คือ กินวันละ 8 เม็ด ครั้งละ 4 เม็ด เช้า – เย็น 5 วัน รวม 40 เม็ด สามารถให้ยาร่วมกับยาอื่นๆ ตามอาการได้ด้วย เช่น อาการไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หรือยาลดการอักเสบ แต่ไม่ให้ร่วมกับ ฟาวิพิราเวียร์ เพราะให้ออกฤทธิ์ใกล้เคียงกัน ขณะเดียวกัน ในเด็กยังใช้ฟาวิพิราเวียร์เป็นหลักอยู่ และรักษาตามอาการ เพราะอาการไม่รุนแรงเหมือนในผู้ใหญ่

ทั้งนี้ ในการศึกษาวิจัยในคนระยะที่ 3 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวนราว 1,400 ราย ที่มีอาการไม่เกิน 5 วัน และมีปัจจัยเสี่ยง คือ มีโรคร่วม เช่น ผู้สูงอายุ ที่มีโรคปอดอักเสบ โรคทางสมอง โรคทางหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคตับ เป็นต้น แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 700 คน

โดยสุ่มให้ยาโมลนูพิราเวียร์ ขนาด 200 มิลลิกรัมต่อแคปซูล กินวันละ 8 เม็ด เช้า – เย็น ทุก 12 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับยาหลอก และติดตามการนอนโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิต 28 วัน ราว 4 สัปดาห์ หลังจากที่เริ่มกินยาโดสแรก

การศึกษา พบว่า กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ สามารถลดอัตราการนอนโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตได้ 30% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและการคิดวิเคราะห์ทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน ในอัตราการเสียชีวิตสามารถลดได้ถึง 89%

เห็นได้ชัดว่า หลังจากติดตามไป 28 วัน ผลลัพธ์ที่เห็นในเรื่องของการรักษาได้ผลในเรื่องทางคลินิก และการดูปริมาณไวรัสทางโพรงจมูกด้วย กลุ่มที่ได้รับยาต้านไวรัสโมลนูพิราเวียร์ สามารถลดปริมาณไวรัสได้ ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ได้รับยามีอาการดีขึ้นเร็วกว่าเช่นกัน แต่ยาต้องเร็วต้องกินภายใน 5 วัน

ขอบคุณข้อมูล  ผู้จัดการออนไลน์ ,กรุงเทพธุรกิจ

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: