Biznews

จาก”แซ่บอีลี่” สู่ “T ONE” ได้เวลา “วริษา ภาสกรนที” สานฝันเจ้าพ่อชาเขียว

จากอาณาจักรเล็ก ๆ ที่เริ่มไม่เล็กอีกต่อไปของ “วริษา ภาสกรนที” ทายาทคนโตของเจ้าพ่อชาเขียว “ตัน ภาสกรนที” กับการสวมบทบาทนักธุรกิจเต็มตัวตามรอยเท้าพ่อก็ว่าได้ เริ่มจากร้านส้มตำไฮโซ “แซ่บ อีลี่” เมื่อกว่า 10 ปีก่อน ที่เธอล้มลุกคลุกคลานกว่าจะมาถึงจุดนี้ที่วันนี้เปิดให้บริการ 6 สาขาและเตรียมเปิดอีกอย่างน้อย 2 สาขาในปี 2563  กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เธอได้ผ่านความล้มเหลวมาแล้วครั้งหนึ่ง จึงทำให้เธอเลือกที่จะก้าวต่อไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น

จากเด็กสาวที่เรียนจบมาทางด้านการออกแบบละครเวที มหาวิทยาลัยเซนต์ มาร์ติน ประเทศอังกฤษ แม้ในช่วงแรกการมาทำธุรกิจร้านอาหารจะไม่ได้อยู่ในความคิดของเธอ ทว่าโอกาสกลับถูกหยิบยื่นมาให้ผ่านทางคุณพ่อ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการธุรกิจและขวัญใจของคนรุ่นใหม่

เธอจึงไม่รีรอที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ กับเงินทุนเริ่มต้น 20 ล้านบาท ที่คุณพ่อให้ไว้เสมือนเป็น “มรดก” ขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ แตกต่างจากพ่อแม่คนอื่น ๆ ที่มักให้มรดกต่อเมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว

 

หลายปีก่อน “วริษา” หรือ “กิ๊ฟ” เริ่มต้นเส้นทางเจ้าของกิจการพร้อมกับความเชื่อว่า การทำธุรกิจร้านอาหารคงไม่ยากมากนัก จากเห็นความสำเร็จที่เธอเห็นจากคุณพ่อมาโดยตลอด หารู้ไม่ว่าในเวลาเพียง1 ปี เธอต้องสูญเสียเงิน 10 ล้านบาทแรกไปกับร้านอาหารอิตาเลียน “อีซีลี่” ที่ประสบปัญหาและต้องปิดตัวไปในที่สุด

ในวัย 24 ปีขณะนั้น เธอตัดสินใจปิดร้านก่อนที่จะ “เข้าเนื้อ” ไปมากกว่านี้ แต่สิ่งที่ได้กลับมา “วริษา” บอกว่ามันคือประสบการณ์ที่ทำให้เธอได้เข้าใจธุรกิจมากขึ้น

หลายคนมักคิดว่า การที่เธอเป็นทายาทของ “เจ้าพ่อการตลาด” อย่างเสี่ยตันนั้น คงทำให้เส้นทางธุรกิจของเธอโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เอาเข้าจริง ๆ กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคุณพ่อเธอใช้วิธีให้เรียนรู้ด้วยตนเอง

จากอีซี่ลี่ เธอสวมหัวใจลูกเสือลุกขึ้นอีกครั้งพร้อมกับลงมือลงแรงใหม่กับร้านส้มตำ “แซ่บ อีลี่” ซึ่งในขณะนั้นยังมีช่องว่างอยู่มากจนเธอปลุกปั้นจนปัจจุบันมี 6 สาขาและมีแผนที่จะเปิดไปยังจุดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น  โดยสาขาต่อไปคือไอคอนสยามและเอ็มควอเทียร์ เป็นต้น พร้อมกับการนำเสนอเมนูใหม่นั่นคือ แซ่บอีลี่ เวรี่ ยำ  ยำรสชาติแซ่บที่รับรองว่าถูกปากแน่นอน

วันนี้ “วริษา” หรือ “กิ๊ฟ” ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการเคี่ยวกรำบวกกับสายเลือดนักสู้จากคุณพ่อวันนี้เธอย่างเข้า 34 กะรัต เป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะดูแลกิจการที่คุณพ่อพ่อหยิบยื่นโอกาสให้เธอพิสูจน์ฝีมืออีกครั้ง นั่นคือการโดดเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยการเปิดออฟฟิศบิวดิ้งใจกลางย่านหรูอย่างทองหล่อ ภายใต้ชื่อ อาคาร T-ONE อาคารสำนักงานเกรด A ในทองหล่อ-สุขุมวิท ภายใต้ชื่อบริษัท ทีวัน บิวดิ้ง จำกัด

วริษา ในฐานะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีวัน บิวดิ้งจำกัด บอกว่า บริษัท ทีวัน บิวดิ้ง เป็นบริษัทที่ดำเนินงานเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดำเนินงานภายใต้ค่านิยมของการใส่ใจในทุกรายละเอียด เราเต็มใจที่จะลงทุนในแต่ละโครงการด้วยการสร้างสรรค์โครงการที่ดีที่สุดทั้งด้านสถาปัตยกรรมการออกแบบเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นอาคารที่สร้างความสวยงามและโดดเด่นให้กับเมือง

เห็นได้จากโครงการ Villa Maroc Resort ปราณบุรี One Nimman เชียงใหม่ จนมาถึง T-One ทองหล่อ-สุขุมวิท จุดเด่นของอาคาร T-One เราใส่ใจในทุกโครงการตั้งแต่การออกแบบด้านสถาปัตยกรรมระดับโลกอย่าง Palmer & Turner (Thailand) Ltd ตัวโครงสร้างเป็นดีไซน์แบบทวิสต์ ใช้กระจกสีฟ้าและทอง เปรียบเสมือนคริสตัลบอลให้ความรู้สึกที่แตกต่างเมื่อสะท้อนกับแสงแดดในแต่ละช่วงเวลา รูปลักษณ์ของอาคารจะแตกต่างกันเมื่อมองจากทางเข้าอาคารทั้ง 4 ด้าน เหมาะกับแนวคิดของกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ซึ่งไม่ยึดติดกับความคิดเดิม ๆ อาคาร T-One ตั้งอยู่บนทำเลCBD เดินทางสะดวกทั้งทางรถไฟฟ้าบีทีเอสและทางรถยนต์ที่สามารถทะลุออกได้ทั้งถนนสุขุมวิทและถนนพระราม 4 อยู่ในแหล่งที่ใกล้กับศูนย์การค้าระดับโลกอย่าง Emporium, EmQuatier รวมไปถึงแหล่งพักผ่อนของคนเมืองชั้นนำอย่างย่านทองหล่อ

นอกจากนั้นยังมีระบบจอดรถที่ทันสมัยแบบ Automate Car Parking system เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่อีกด้วย ในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางออกแบบให้คนทำงานภายในอาคาร ทุกคนสามารถเข้ามาพบปะ พูดคุย และสังสรรค์กันได้อย่างเต็มที่ สะท้อนภาพลักษณ์การทำงานของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการครีเอทีฟสเปซ สำหรับสร้างสรรค์ไอเดียที่สดใหม่อยู่ตลอดเวลา เหมาะสำหรับบริษัทรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์การเป็นบริษัทระดับนานาชาติโดยใช้ทำเลนี้เป็นฮับด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่จะขยายธุรกิจต่อไปยังประเทศ AEC พิสูจน์ได้จากการที่พื้นที่ในส่วนสำนักงานทั้งหมดถูกเช่าหมดตั้งแต่เปิดจองในเวลาเพียง 3 เดือน

น้อง”กิ๊ฟ” บอกอีกว่า ความแตกต่างระหว่างการทำธุรกิจร้านอาหารกับอสังหาริมทรัพย์มีเสน่ห์ที่ต่างกัน ธุรกิจอาหาร เธอต้องผ่านขั้นตอนการใส่ใจในเรื่องของการคัดสรรวัตถุดิบทุกขั้นตอนจนถึงมือผู้บริโภคทำให้เธอเป็นคนละเอียด รอบคอบยิ่งขึ้น

ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นธุรกิจที่เธอซึมซับมาจากคุณพ่อตั้งแต่สมัยเด็กๆ  จนเธอหลงรักไปแบบไม่รู้ตัวและเธอรู้สึกสนุกกับงานใหม่นี้และเป็นความท้าทายสำหรับเธอ

 

เหนือสิ่งอื่นใด ปัจจัยสำคัญของย่างก้าวทางเดินของบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนในเส้นทางอสังหาริมทรัพย์ครั้งนี้นับเป็นการสานฝันจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งใครๆ  ต่างก็ทราบกันดีว่า ตัน ภาสกรนที ก่อนที่จะเป็นที่รู้จักชนิดพลุแตกในการเป็นเจ้าของแบรนด์ชาเขียวโออิชิในสมัยนั้น ตันเคยทำธุรกิจอสังหามาก่อนและสะสมที่ดินไว้มากมายหลายแปลง ทั้งที่เชียงใหม่ ก็มีโครงการศูนย์การค้า และโรงแรม ส่วนชลบุรี ก็มีตลาดนินจา

มาวันนี้ ตัน นำที่ดินย่านทองหล่อ จุดกำเนิดธุรกิจแต่เก่าก่อน มาปัดฝุ่นพัฒนาให้เป็นอาคารสำนักงาน มูลค่า 3 พันล้านบาทส่งต่อให้ลูกสาวคนโตเป็นผู้ดูแลเต็มตัว 

เมื่อถามถึงเคล็ดลับในการทำธุรกิจ น้องกิ๊ฟ บอกว่า สำหรับเธอมี 2 เรื่องคือพาร์ทเนอร์ที่ใช่กับโลเกชั่นที่ชอบ  เห็นได้จากโครงการ T ONE เป็นต้น และที่สำคัญ Detail Is A King  คือสิ่งที่เธอยึดหลักในการทำธุรกิจมาโดยตลอด

 

เอาเข้าจริงสิ่งที่เธอได้จากผู้เป็นพ่อทุกวันนี้กลับไม่ใช่เรื่องของกลยุทธ์ แต่เป็น “หัวใจ” ในการทำธุรกิจที่มักจะย้ำให้เธอมี “ความอดทน” ไม่ว่าจะต้องเจอกับปัญหาอะไร และต้องมี “ความรัก” ที่จะทำ

เพราะถ้าทำด้วยความรักแล้ว ผลที่ออกมาก็จะดีเอง  และนี่คือ ลูกไม้ใต้ต้นของเจ้าพ่อชาเขียวเมืองไทย  “วริษา ภาสกรนที”

 

Related Articles

Back to top button
X