Biznews

จับตา” 4 S” เทรนด์ค้าปลีกไทยปี 2020 ปรับทางไหนถึงจะรอด!

สำหรับผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจใน ธุรกิจค้าปลีก เรื่องของ “เทรนด์การค้า (Retail Trends)” คงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามไปได้อย่างแน่นอน เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าโลกของการค้าและการทำธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปตามปัจจัยต่าง ๆ ถ้าหากเรารู้ถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ การปรับตัวและเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ดร.เอกก์ ภทรธนกุล’

เทรนด์ค้าปลีกของไทยในปี 2020 ปรับไปทางไหนถึงจะรอด ::

‘ดร.เอกก์ ภทรธนกุล’ ประธานหลักสูตร Master in Branding and Marketing (MBM)  ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (จากเพจ อัจฉริยะการตลาด) ในวิเคราะห์ว่าสถานการณ์ค้าปลีกตอนนี้ถูก Disrupt ถึงระดับ Mindset แล้ว ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่เหนื่อยพอสมควร สำหรับผู้อยู่ในสนามค้าปลีก
.
แต่แน่นอนว่าทางที่เดินไปแม้จะมืด แต่ก็มีแสงสว่างอยู่ปลายทางอยู่ดี ดร.เอกก์ จึงได้แนะนำเทรนด์ค้าปลีกไทยที่จะเกิดขึ้นในปี 2020 เพื่อให้ผู้ประกอบการค้าปลีกทั้งระดับบริษัทใหญ่ หรือแม้แต่ผู้ประกอบการธุรกิจที่เป็น SME สามารถนำเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นนี้มาปรับใช้กับตัวเองได้เช่นกัน

ดร.เอกก์  สรุปเทรนด์ ค้าปลีกไทยในปี 2020  ประกอบด้วย 4S ดังนี้

1. Shadowing  รีเทลจะเป็น “เงา” ตามเรามา 

กล่าวคือ เมื่อใดก็ตามที่เราคลิกไปหาสิ่งๆ  หนึ่ง อีกสักพักเราจะได้เห็นสินค้านั้นๆ  ตามเรามาเช่นเดียวกับเงาตามตัว ยกตัวอย่างเช่น คลิกหาเก้าอี้นั่งทำงานสักตัวหรืออาหารคลีน หรือเครื่องออกกำลังกายตัวใหม่อยู่ สิ่งของที่เราคลิกดูนั้นจะตามเรามาอยู่ตลอดเวลา

2. Synergy  การรวมตัวกันของ 2 ธุรกิจที่ไม่น่าจะรวมกันได้

ซึ่ง 2 ธุรกิจอาจเคยเป็นคู่แข่งกันแต่จะกลายมาเป็นคู่ค้า ธุรกิจที่อยู่คนละอุตสาหกรรมจะมาอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือลูกค้าคนละกลุ่มกลายมาเป็นมีลูกค้ากลุ่มเดียวกัน

ดร.เอกก์ ยกตัวอย่างเช่น  SCG กับบุญถาวร ที่เป็น Retail อุปกรณ์ก่อสร้างที่ตีกันมาตลอด 12 ปี ตอนนี้ประกาศโมเดลใหม่ร่วมกันในชื่อ “SCG Home บุญถาวร” ลูกค้าก็ชอบ มาที่เดียวแล้วได้สองอย่างกลับไป ทั้งของสร้างบ้านและแต่งบ้าน ซึ่งในอนาคตเราจะได้เห็นนรูปแบบเช่นนี้มากขึ้น

หรืออย่างเช่น  Louis Vuitton ซึ่งเป็นแบรนด์หรูหราไฮโซ เริ่มหันมาเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ที่สดใส เด้กลงเช่น SUPREME หรือแม้แต่ H&M ก็มาร่วมมือกับ Balmain ได้

สมัยก่อนอาจจะต้องบอกว่า By แบรนด์ที่ 1 แบรนด์ที่ 2 สมัยนี้ จะเป็นการใส่ X แทน เช่น Starbucks X ESSO เป็นต้น

 

3. เสมือน (Virtual)  โลกเสมือนเพื่อทำให้เกิดการขายเร็วขึ้น

ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนคือ ร้านวัตสัน ที่นำเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) หรือ Virtual Reality (VR) เข้ามาให้บริการภายในร้าน เพื่อให้บริการลูกค้าที่สามารถแต่งหน้าด้วยการส่อง “กระจกวิเศษ” แล้วเลือกลิปสติก ทามาสคาร่า ในกระจกที่มีหน้าเรา ซึ่งของเครื่องสำอางสีที่มีให้เลือกก็มีขายอยู่จริงในวัตสัน

ดร.เอกก์ ยกตัวอย่างต่อไปว่า ต่อไปเราเจอกระจกในห้องลองเสื้อเราก็ไม่ต้องถอดเสื้อผ้าเพียงแค่ยกมาทาบที่ตัวก็สามารถเปลี่ยนสีเปลี่ยนเสื้อในกระจกได้เลย ทำให้รีเทลขายสินค้าได้เร็วขึ้น สิ่งต่างๆ  เหล่านี้ในจีนเกิดขึ้นเยอะแล้วและเราจะได้เห็นมากขึ้นในประเทศไทย เพราะเราจะเห็นการรวมกันของแบรนด์มากขึ้น การเข้ากันของแบรนด์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันมากขึ้น โลกเสมือนจริงที่ใช้กับ Retail มากขึ้นด้วย

4. Stranger คนที่ไม่เคยทำ Retail มาก่อนจะเข้ามาทำ Retail มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทที่ทำสื่อ เช่น VGI มีพื้นที่อยู่บนรถไฟฟ้า แทนที่จะไปขายเป็น Branner เฉยๆ เปลี่ยนเป็นนำรูปสินค้ามาแปะ และมี QR Code สแกนซื้อ ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศแล้ว

เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาขาย Retail อาจจะเป็นบริษัทสื่อนอกบ้านอย่าง VGI ก็เป็นไปได้ AIS หรือ ไปรษณีย์ไทย หรือใครๆ ที่อาจจะเป็นตัวช่วยที่ทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้มากมาย

ดร.เอกก์สรุปส่งท้ายว่า  คนในอุตสาหกรรม Retail เหนื่อยที่สุด และเหนื่อยมาหลายสิบปี และจะเหนื่อยต่อไป แต่ขณะเดียวกันก็จะสนุกเพราะได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคตลอดเวลา ซึ่งคนที่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรมนี้….

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back to top button
X
%d bloggers like this: