Biznews

จับตาอาณาจักร‘คิงเพาเวอร์’ในมือเจน 2

จากกรณีความสูญเสียครั้งสำคัญ ของวงการนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของเมืองไทย เมื่อเจ้าสัว “วิชัย ศรีวัฒนประภา” อภิมหาเศรษฐี ลำดับ 5 ของไทย เจ้าของอาณาจักร ‘คิง เพาเวอร์’ ธุรกิจร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) เสียชีวิตอย่างกะทันหัน จากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่ประเทศอังกฤษ

อำนาจการบริหารงานในบริษัทจึงถูกเปลี่ยนมือ ตกทอดมายังลูกชายคนเล็ก “อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของคิง เพาเวอร์ คนรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ต้องพิสูจน์ฝีมือในการสานต่ออาณาจักรดิวตี้ฟรีหลังสิ้นเจ้าสัว

ในช่วง 2 ปีต่อจากนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ และท้าทายมากที่สุดสำหรับคิง เพาเวอร์ เนื่องจากสัมปทานการบริหารพื้นที่ดิวตี้ฟรี และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานเชียงใหม่, ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ จ.สงขลา ที่คิง เพาเวอร์ครอบครองมานาน 14 ปี กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 27 ก.ย.2563

งานนี้คงต้องรอลุ้นผลกันในช่วงปลายปีนี้ว่า ทายาทคิง เพาเวอร์จะรุกคืบธุรกิจ ดิวตี้ฟรีได้สำเร็จหรือไม่แต่ครั้งนี้ไม่ง่าย เนื่องจากมีคู่แข่งยักษ์ใหญ่หลายรายท้าชนแย่งชิงสัมปทาน ทั้งทุนจากต่างประเทศ และทุน ในไทยเอง ขณะนี้เปิดตัวมาแล้ว 7 ราย ได้แก่

1.บริษัท เซ็นทรัล ดีเอฟเอส คอนซอร์เตี้ยม จำกัด กิจการร่วมการงานระหว่างบริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด และดีเอฟเอส เวนเจอร์ สิงคโปร์

2.บริษัท ล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี (ประเทศไทย) จำกัด คู่ปรับเก่าสัญชาติเกาหลีที่อกหัก มาตลอด

3.บริษัท บางกอกแอร์เวย์ส โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่วันนี้เบนเข็มมาสู้ศึกดิวตี้ฟรีด้วย หลังจากธุรกิจการบินมีมาร์จินต่ำลง จากการแข่งขันที่รุนแรง พร้อมตั้งเป้าภายใน 3 ปี (2561-2563) จะปั๊มรายได้ธุรกิจดิวตี้ฟรี 5% ของรายได้รวม

4.บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด

5.บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งปัจจุบันได้รับสัมปทานบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ ร้านค้าและอาหารแบรนด์เนมภายในสนามบินดอนเมือง

6.บริษัท ซีเลค เซอร์วิส พาร์ทเนอร์ จำกัด

และ 7.บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของเครื่องหมายการค้าเดอะ พิซซ่า คอมปะนี, สเวนเซ่นส์, แดรี่ ควีน, เบอร์เกอร์ คิง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทางสมาคมผู้ค้าปลีกไทย โดยนายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เคยแสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้ว่า การเปลี่ยนรูปแบบสัมปทาน ‘โครงสร้างการกำกับดูแล รูปแบบการส่งมอบสินค้าปลอดอากร และระยะเวลาการได้รับสัมปทานที่จะใช้ในประเทศไทย’ จะช่วยให้เกิดการแข่งขันที่ดีขึ้น และขับเคลื่อนผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกในสนามบินให้สร้างแนวคิดการค้าปลีกใหม่ ซึ่งจะช่วยยกระดับสินค้าและบริการไปในตัว การให้สัมภาษณ์ของ “ผู้ว่าการท่าอากาศยาน” ระบุว่า สัมปทานสนามบินสุวรรณภูมิ กำลังอยู่ระหว่าง ทีโออาร์ ที่จะผนวกรวมพื้นที่ เทอร์มินอล 1 และเทอร์มินอล 2 ซึ่งเทอร์มินอล 1 จะหมดสัมปทานในปี 63 คาดว่าจะดำเนินการได้ปลายปี 63 ส่วน สถานีแซทเทอร์ไลท์ จะเปิดประมูลให้ผู้รับสัมปทานรายเดียวแบบเดิม คือ Master concession เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการบริหารจัดการของ ทอท.

ด้าน นายวรวุฒิ กล่าวว่า การเห็นความสะดวก และง่ายต่อการบริหารจัดการของ ทอท. ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง การท่าฯ ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ชาติเป็นอันดับหนึ่ง การบริหารจัดการไม่ควรมาเป็นข้ออ้างหรือเงื่อนไขการประนีประนอมผลประโยชน์ของชาติ การบริหารจัดการเป็นเรื่องฝีมือของผู้บริหารที่จะต้องสร้างผลประโยชน์ชาติสูงสุด ทีโออาร์ ฉบับต่อไป ควรเน้นประโยชน์ที่ รัฐฯ จะได้ ไม่ควรประนีประนอมกับผลประโยชน์ของชาติ ร้านค้าดิวตี้ฟรี ต้องเปิดกว้าง เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นสวรรค์แห่งการช้อปปิ้ง หรือ Thailand Shopping Paradise รวมถึงประโยชน์ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับ อย่างที่รัฐบาลฝันไว้

ทั้งนี้ ทอท. ก็จะกลายเป็นสัมบัติชาติที่สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีร้านค้า VAT Free น้อยมากและส่วนใหญ่อยู่ในสนามบิน อีกทั้งถูกกำหนดให้เป็นร้านค้า VAT Refund for Tourist ซึ่งการขอคืนภาษีจะต้องยื่นเอกสารที่จุดให้บริการในสนามบินเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะไม่นำเงินที่ได้มาใช้จ่ายในสนามบินเพราะมีเวลาน้อยทำให้เสียโอกาสจากการขายสินค้าปลอดภาษี โดยการเพิ่มโอกาสการค้า ภาครัฐจำเป็นต้องส่งเสริมธุรกิจร้านค้าปลอดอากรและภาษีได้อย่างเสรี โดยเฉพาะ จังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว (Duty & Tax Free Down Town Shop) หรืออนุญาตให้นักท่องเที่ยวซื้อสินค้าปลอดภาษีตามร้านค้าได้ (VAT Free Shop) เพียงแสดงเอกสารตามกฎระเบียบของกรมศุลกากรที่จุดบริการภายในบริเวณสนามบิน หรือหากเป็นสินค้ารวม VAT ร้านค้าจะต้องมีระบบที่สามารถคืนภาษีให้นักท่องเที่ยวได้ทันที ณ จุดขายเปิดให้บริการอย่าง ก็จะเป็นแรงจูงใจนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวและช้อปปิ้งในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

“ทีโออาร์ฉบับต่อไปควรเน้นผลประโยชน์ที่รัฐจะได้ การทำดิวตี้ฟรีต้องเปิดกว้าง อย่างในต่างประเทศบางแห่งแบ่งตามหมวดที่ผู้ประกอบการนั้นๆ มีความถนัด จึงอยากให้ทีโออาร์ฉบับใหม่ต่อประเทศชาติมากที่สุด เราไม่ควรประนีประนอมกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ และผลประโยชน์ของนักท่องเที่ยวที่จะได้รับด้วย ความฝันของรัฐบาลที่จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นสวรรค์แห่งการช้อปปิ้ง หรือ Thailand Shopping Paradise คงไม่ไกลจากความเป็นจริง ขณะเดียวกัน AOT ก็จะเป็นสมบัติชาติที่สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ” นายวรวุฒิ กล่าว

มาถึงตอนนี้ธุรกิจทั้งหมดที่ส่งต่อมาให้ ‘อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา’ ที่พิสูจน์ฝีมือมาบ้างแล้วว่าเป็น ‘ลูกไม้ใต้ต้น’ แต่เมื่อต้องออกมา ‘บินเดี่ยว’ อย่างกะทันหันจะสามารถสานต่อการเป็น ‘คิง ออฟ ดิวตี้ฟรี’ เมืองไทย ไว้ได้หรือไม่

Cr ภาพจาก ฐานเศรษฐกิจ

Related Articles

Back to top button
X
%d bloggers like this: