Columnist

‘The Best Seller’ เมื่อหลานสาวเขียนหนังสือแฉ”ทรัมป์”

 ยอดขายวันแรก 9.5 แสนเล่ม ภายในวันเดียวทำให้หนังสือ Too Much and Never Enough (มากเกินไปและไม่เคยพอ) ของ Mary L. Trump สร้างสถิติกลายเป็นหนังสือขายดีแบบถล่มทลายที่สุดของสำนักพิมพ์ Simon & Schuster

นี่เป็นการทำลายสถิติเดิมทที่ถูกสร้างจากหนังสือแฉทรัมป์เช่นเดียวกัน แต่เขียนโดย John Bolton อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ผู้ที่รับฉายาว่า “war hawk”หรือ “เหยี่ยวสงคราม” ซึ่งเขียนหนังสือ “The Room Where It Happened เดือนที่แล้ว โดยสำนักพิมพ์ Simon & Schuster สามารถขาย The Room Where It Happened ได้เกือบ 8 แสนเล่มภายในสัปดาห์แรก

          

สถิตินี้เทียบไม่ได้เลยกับ ดร.แมรี่ หลานสาวของทรัมป์ ที่ยอดขายและยอดจองภายในวันเดียว 9.5 แสนเล่ม

            

แม้ว่าทางทีมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้หนังสือทั้ง 2 เล่มถูกตีพิมพ์ จนต้องดึงศาลเข้ามาตัดสิน และอย่างที่เรารู้กันแล้วว่าสุดท้ายทั้ง เล่ม กลายเป็น Best Seller  ให้กับสำนักพิมพ์ไปในที่สุด

             

US President Donald Trump wears a mask as he visits Walter Reed National Military Medical Center in Bethesda, Maryland’ on July 11, 2020. (Photo by ALEX EDELMAN / AFP)

หนังสือ Too Much and Never Enough เล่มนี้ถูกวางขายบนแผงเมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ราคาที่ตั้งไว้ในเว็บ Amazon คือ 16.80 ดอลล่าร์ หรือ ประมาณ 530 บาท ข้างในเป็นเนื้อเรื่องที่แฉความผิดปกติทางจิตของประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นความผิดปกติจากการเลี้ยงดูและหล่อหลอมที่เกิดขึ้นในครอบครัว

             

แมรี่ แอล.ทรัมป์ หลานสาวแท้ๆของประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นนักจิตวิทยาวัย 55 ปี และเป็นบุตรสาวของเฟร็ด ทรัมป์ จูเนียร์ พี่ชายผู้ล่วงลับของผู้นำสหรัฐฯ ได้เปิดเผยในหนังสือเล่มดังกล่าวว่า ปัญหาต่าง ๆ ทั้งการระบาดของไวรัสโควิด-19 แนวโน้มว่าอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และการแบ่งแยกทางสังคมที่หยั่งรากลึกขึ้น ต่างมีส่วนให้ผู้นำสหรัฐฯ เผยถึงลักษณะที่แย่ที่สุดออกมา ชัดเจนยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่่่สหรัฐฯ มีเศรษฐกิจที่มั่นคงและไม่เผชิญกับวิกฤติ

เธอระบุอีกว่า ปัจจัยดังกล่าว รวมทั้งการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ชอบการแบ่งแยก และความไม่แน่นอนของอนาคตประเทศ นั้นทำให้เกิด “หายนะอย่างสมบูรณ์แบบ” ที่ไม่มีใครจัดการได้แย่กว่าอาของเธอเอง

แมรี่ ยังวิเคราะห์ด้วยว่า ปัญหาต่าง ๆ ในขณะนี้ทำให้ทรัมป์ไม่สามารถที่จะ “โกหกและปั้นเรื่อง” เพื่อปกป้องตัวเองในสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจได้อีกต่อไป ทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก ถูกตรวจสอบหนักอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน และยิ่งทำให้เขาอยาก “แก้แค้น” ด้วยการไม่อนุมัติเงินภาษีเพื่อเป็นทุนจำเป็น ซื้ออุปกรณ์ป้องกันไวรัสและเครื่องช่วยหายใจแก่รัฐที่ไม่สนับสนุนเขาเท่าที่ควร

ในหนังสือเล่มนี้ หลานสาวของทรัมป์ ยังอ้างอิงไปตั้งแต่สมัยที่โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นนักเรียนว่า เคยจ้างเพื่อนให้ทำข้อสอบมาตรฐานเข้ามหาวิทยาลัย SAT ให้แทน และยังให้แมรี่ แอนน์ ทรัมป์ แบร์รี่ พี่สาวของเขา ทำการบ้านให้มาตลอด

ไม่เพียงเท่านั้น โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเคยกังวลด้วยว่า เกรดของเขาอาจไม่ดีพอที่จะเข้าวิทยาลัยธุรกิจวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยรัฐเพนซิลเวเนีย (University of Pennsylvania) ได้ โดยในที่สุดเขาก็ได้เข้าเรียนโดยโอนย้ายหน่วยกิตจากมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม

เธอเผยในหนังสือเล่มนี้อีกว่า ทรัมป์ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเคร่งศาสนาผู้นี้ กลับไม่ได้เป็นศาสนิกชนที่ดีหรือมีหลักการอะไร เขาจะเข้าโบสถ์ก็ต่อเมื่อมีสื่อมารอทำข่าวเท่านั้น ซึ่งเธอและแมรีแอนน์ ทรัมป์ แบร์รี่ ไม่คิดว่าเขาจะได้เป็นประธานาธิบดีจริง ๆ กระทั่งเมื่อเขาลงชิงตำแหน่งครั้งแรก และเมื่อเขาชนะเลือกตั้งแบบพลิกล็อค เธอก็เห็นว่า

“ผู้ลงคะแนนเสียงที่หวาดกลัวได้เปลี่ยนประเทศนี้ให้กลายเป็นภาพใหญ่ของครอบครัวที่มีปัญหาของเราแล้ว”

             

ด้วยความเป็นนักจิตวิทยา แมรี่ผู้เป็นหลานสาวยังมองถึงสาเหตุปัญหาฝังลึกในครอบครัวทรัมป์ โดยเขียนว่า “เฟร็ด ทรัมป์” ปู่ของผู้เขียน เป็นตัวการสร้างความแตกแยกในครอบครัว และคนที่ได้ประโยชน์ก็คือโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะที่สมาชิกครอบครัวคนอื่นรวมทั้งพ่อของเธอกลับต้องสูญเสีย แต่ตัวโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร ตัวเขาเป็นคนไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และเรื่องนี้ก็ทำให้เธอสูญเสียความเชื่อมั่นในคุณค่าของการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเช่นกัน

ในประเด็นนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวกับหนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์เมื่อปีที่แล้วว่า เขาเสียใจที่เคยพยายามกดดันให้ เฟร็ด ทรัมป์ จูเนียร์ เข้าร่วมทำธุรกิจของครอบครัว ทั้งที่ตัวเฟร็ดเองต้องการเป็นนักบินมากกว่า เขากล่าวด้วยว่า โรคติดสุราเรื้อรังที่คร่าชีวิตของพี่ชายเขาเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เขาตัดสินใจไม่ดื่มสุรา

อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้เกือบจะไม่ได้ตีพิมพ์ เนื่องจากโรเบิร์ต ทรัมป์ น้องชายของผู้นำสหรัฐฯ ฟ้อง ดร.แมรี่ โดยอ้างถึงข้อตกลงของสมาชิกครอบครัวทรัมป์เมื่อ 20 ปีที่แล้วว่า จะไม่ตีพิมพ์เรื่องราวของสมาชิกหลักในครอบครัวก่อนที่เจ้าตัวอนุญาต

จนกระทั่ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ศาลได้มีคำสั่งระงับไม่ให้ ดร.แมรี่ และตัวแทนของเธอจัดจำหน่ายหนังสือได้ แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์นิวยอร์กก็มีความเห็นว่า สำนักพิมพ์ไซมอน แอนด์ ชูสเตอร์ ผู้ตีพิมพ์หนังสือ ไม่ได้อยู่ในข่ายของคำตัดสินดังกล่าว โดยทางสำนักพิมพ์กล่าวเมื่อวันจันทร์ (6 ก.ค.) ว่า จะตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้เร็วกว่ากำหนดการเดิมสองสัปดาห์ เนื่องจากมีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก

ทางด้านความเห็นจากฝั่งทำเนียบขาวนั้น เคลีห์ แมคเอนานี โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า แม้เธอจะยังไม่เห็นหนังสือเล่มดังกล่าว แต่ก็รู้ได้ว่าหนังสือนี้้กล่าวหาผู้นำสหรัฐฯ อย่างน่าตลกขบขันและมีแต่เรื่องที่ไม่จริง

ในขณะที่ เคลลี่ แอนน์ คอนเวย์ ที่ปรึกษาทำเนียบประธานาธิบดี ก็กล่าวกับสำนักข่าวฟอกซ์ นิวส์ ว่า มีหนังสือจำนวนมากที่ไม่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง เธอยังเห็นว่า เรื่องภายในครอบครัวก็ควรอยู่แค่ภายในครอบครัวเท่านั้น

สาเหตุที่ทำให้หนังสือทั้ง เล่มถูกทีมงานทรัมป์สกัดกั้นทุกวิธีทางเนื่องจากใกล้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐซึ่งจะมีขึ้นในเดือน พ.ย.นี้  

โดยคะแนนความนิยมจากโพลหลายสำนักเองก็เปิดเผยว่าทรัมป์นั้นมีคะแนนในหลายๆรัฐตามหลัง โจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครต มากกว่า 10 จุด หรือ ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ในหลายๆมลรัฐ  

ส่วนอีกเล่มหนึ่งซึ่งเคยเป็น Best Seller ก่อนหลานสาวจะแฉคือ “The Room Where It Happened หรือที่แปลกันเป็นไทยว่า ‘ห้องที่ทุกอย่างเกิดขึ้น’ ก็กลายเป็นหนังสือที่ชาวอเมริกันและทั่วโลกสนใจอยากอ่านมากที่สุดตั้งแต่ยังไม่วางจำหน่าย เพราะคนเขียนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นถึงอดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทำเนียบขาว ‘จอห์น โบลตัน’ คนใกล้ชิดที่สุดคนหนึ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนที่เขาจะถูกบีบให้ ‘ลาออก’ เพราะไปแสดงความเห็นขัดแย้งเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของทรัมป์เมื่อปีที่แล้ว

‘ห้องที่ทุกอย่างเกิดขึ้น’ เป็นหนังสือเชิง ‘อัตชีวประวัติ’ บันทึกถึงสิ่งที่โบลตันได้เห็นและได้ฟังใน ‘ห้อง’ เดียวกับทรัมป์ตลอดช่วงเวลา 17 เดือนที่เขาทำงานให้ในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงคนที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุมในทำเนียบขาว หรือห้องที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประชุมทวิภาคีกับเหล่าผู้นำโลก ทั้งประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ของจีน และ คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ

เพียงข้อความสั้นๆ และบทคัดย่อที่โบลตันส่งให้สำนักข่าวต่างๆ ก็ทำให้หนังสือเล่มนี้ กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก ด้วยเนื้อหาเชิงลึกจากผู้เห็นเหตุการณ์จริง และเคยเป็นคนที่ใกล้ชิดกับทรัมป์ ทำให้สื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์มองว่า เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เสมือนเป็นคำให้การและหลักฐานยืนยันถึงข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ทรัมป์ปฏิเสธ หรือไม่เคยชี้แจง

หนอนหนังสือในบ้านเราอาจจะยังคงต้องรออีกสักนิดครับ กว่าหนังสือทั้ง 2 เล่มจะได้รับการแปลและเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย

แต่รับรองว่านี่คือ Encyclopedia ที่ผู้สนใจการเมืองระหว่างประเทศโดยเฉพาะเบื้องลึกที่เกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีทรัมป์ พลาดไม่ได้

เรื่องโดย  ธนก  บังผล

/////////////

References

1.https://www.voathai.com/a/mary-trump-book/5494821.html

2.https://thestandard.co/the-room-where-it-happened/

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: