BiznewsColumnist

ทางเดียวกับประชานิยม “บัตรคนจน” หวังผลเลือกตั้ง

ทางเดียวกับประชานิยม

“บัตรคนจน” หวังผลเลือกตั้ง

โดย…ธนก บังผล

ไม่มีคำว่าบังเอิญในทางการเมือง หลังจากที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จ่ายเงิน 86,994 ล้านบาท ให้กับผู้มีรายได้น้อยรวมแล้วจำนวนกว่า 14.5 ล้านคน ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” ซึ่งจังหวะและเวลาถูกกำหนดมาในช่วงนี้ย่อมหวังผลสร้างคะแนนความนิยมในการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นภายในปีหน้า

เงิน 500 บาทต่อคนที่โอนเข้าบัญชีครั้งแรกให้กับผู้ที่ลงทะเบียน เมื่อวันที่ 8-10 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากแห่กันไปต่อคิวหน้าตู้เอทีเอ็มกันจนยาวเหยียด ซึ่งดูแล้วไม่ต่างจากการนำภาษีของประชาชนมาซื้อเสียงล่วงหน้าผ่านนโยบายของรัฐ เพียงแต่เปลี่ยนมาใช้คำว่า “สนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงปลายปี” แทนเท่านั้น

ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้บัตร จะมีการโอนเงินให้อีก ครั้งในวันที่ 5 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ 2562

มองเผินๆแล้วเหมือนกับการจ่ายเงินมากกว่า 8 หมื่นล้านบาท เพื่อมัดใจให้คนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14 ล้านเสียง จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดประมาณ 51 ล้านคน ซึ่งจะคุ้มหรือไม่นั้นยังคงบอกไม่ได้ แต่ที่แน่ๆคืองบประมาณที่ถูกโปรยลงมานั้น รัฐบาลมีแต่ได้กับได้

โดยเราคงได้เห็นไปแล้วว่า มีใครบางคนพยายามเคลมว่ามาตรการสวัสดิการแห่งรัฐนี้เป็นผลงานของตัวเอง ทั้งๆที่ไม่ได้ควักกระเป๋าแม้แต่บาทเดียว

บัตรคนจน หรือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชื่อก็บอกชัดเจนอยู่แล้วนะครับว่าเป็นมาตรการ “รัฐสวัสดิการ” เพียงแต่วิธีที่นำเงินมาใช้สนับสนุนเป็นคนละเรื่อง ไม่เหมือนกับประเทศแถบสแกนดิเวียที่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบจนประสบความสำเร็จ

อย่างในประเทศสวีเดน ที่รัฐให้เงินช่วยเหลือเมื่อหยุดงานเป็นรายวัน เด็กจะได้รับเงินค่าใช้จ่ายรายเดือน เงินประกันการว่างงานเป็นเวลา 300วัน + 150 วันหากมีภาระเลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า 18 ,ครอบครัวรายได้ต่ำที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี สามารถได้รับความช่วยเหลือ ฯลฯ

ซึ่งสวัสดิการทั้งหมดนั้นรัฐนำเงินมาจากการจัดเก็บภาษีเงินได้ที่สูงจากประชาชนที่มีรายได้ถึงตามเกณฑ์ที่กำหนด (ภาษีเงินได้สูงสุดอยู่ที่ 60%, VAT 25%ภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 26%)

และในหลายๆประเทศที่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการก็มีแนวทางการจัดเก็บภาษีที่สูงตั้งแต่ร้อยละ 50 เป็นต้นไปทั้งสิ้น ส่วนมาตรการของไทยที่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งมีรูปแบบการให้เงินช่วยเหลือไม่ต่างจาก “รัฐสวัสดิการ” กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครั

เนื่องจากมีแนวความคิดตั้ง “กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ขึ้นมาเป็นกองทุนถาวรเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซี่งรัฐบาลจัดสรรงบประมาณมาให้กองทุน โดยในปีงบประมาณ 2561 เป็นเงินจำนวน 13,872 ล้านบาท ส่วนในปีงบประมาณ 2562 จัดสรรอีก 40,000 ล้านบาท

คำถามที่สำคัญคือ รัฐบาลเอาเงินจากไหนมาจัดสรรให้กองทุน แล้วกองทุนนี้ก็ยังสามารถมีรายได้จากเงินบริจาคจากภาคเอกชนและประชาชน รวมถึงเงินจากองค์กรต่างประเทศ และผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินของกองทุนได้ด้วย

สรุป กองทุนประชารัฐฯ ที่จะเป็นเส้นเลือดใหญ่คอยขับเคลื่อนระบบรัฐสวัสดิการของไทย ต้องรองบประมาณจัดสรรจากรัฐบาล และเงินบริจาค แค่แนวความคิดในการร่างพระราชบัญญัติกองทุนประชารัฐฯ ขึ้นมาอนาคตก็ดูมืดมนแล้วครับ ซึ่ง เดือนที่แล้วคณะรัฐมนตรีก็เพิ่งอนุมัติให้จ่ายเงินสนับสนุนบัตรคนจน 86,994 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักของระบบรัฐสวัสดิการคือ รัฐต้องทำทุกวิถีทางให้ประชาชนทุกคนมีรายได้ มีงานทำ เพื่อที่จะเก็บภาษีนำเงินมาพัฒนาสาธารณูปโภค และสวัสดิการด้านอื่นๆที่จำเป็นในชีวิต

ในขณะที่บริบทของสังคมไทย รวยกระจุกจนกระจาย ฝ่ายการเมืองกับธุรกิจเอื้อเฟื้อผลประโยชน์ให้แก่กัน บรรดาเจ้าสัวเป็นผู้มีอิทธิพลกำหนดทิศทางการลงทุน นายกรัฐมนตรีสามารถประกาศใช้มาตรา 44 บังคับให้บรรดามหาเศรษฐีในเมืองไทยทุกคนจ่ายภาษีเข้ารัฐอย่างต่ำ ร้อยละ 50 ได้หรือครับ

เมื่อรูปแบบและวิธีการไม่เป็น “รัฐสวัสดิการ” ดังนั้นเมื่อนำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาใช้ ผลลัพธ์ของมันก็เลยกลายเป็นประชานิยมเต็มตัว ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นนโยบายประชานิยมที่ใช้หาเสียงล่วงหน้า หวังมัดใจผู้มีรายได้น้อยให้ลงคะแนนเลือกตั้งเพื่อกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

เหตุผลเดียวที่ต้องผุดมาตรการลด แลก แจก แถม แบบไม่กลัวคลังถังแตก เพราะหากรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้สืบทอดอำนาจต่อไป ทุกอย่างที่ คสช.ทำมาตั้งแต่หลังการรัฐประหารก็จะกลายเป็นสูญเปล่าทันที

ยิ่งอยู่นานไม่ยอมกำหนดวันเลือกตั้ง ปัจจุบันรัฐบาลก็แทบจะไม่เหลือความนิยมอะไรแล้ว ในขณะที่มีแนวโน้มสูงมากว่าถ้าเลือกตั้งก็จะแพ้ให้กับกลุ่มอำนาจเก่าหรืออย่างเก่งก็ไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีก

ซึ่งจะเห็นได้ว่าวันนี้รัฐบาล กำลังดิ้นทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น

///////////////////

สิทธิจากการถือ “บัตรคนจน”

นอกจากจะโอนเงินให้เปล่าเข้าบัญชีผู้ถือบัตรคนจนแล้ว โครงการ “รัฐสวัสดิการ” ยังช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นเวลา 10 เดือน ให้กับครัวเรือนของผู้ถือบัตรทั่วประเทศ ครัวเรือนละ 1 สิทธิ หรือประมาณ 8.2 ล้านครัวเรือน โดยจะช่วยเหลือเฉพาะครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้า ไม่เกิน 230 บาท/เดือน และใช้น้ำประปา ไม่เกิน 100 บาท/เดือน ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟในเดือนนั้น ๆ เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 – กันยายน 2562

เพียงแค่นำบิลไปชำระที่การประปาและการไฟฟ้า แสดงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังจากนั้นกรมบัญชีกลางจะโอนเงินตามที่ชำระคืนกลับเข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในช่วงกลางเดือนของเดือนถัดไป โดยเริ่มคืนเงินครั้งแรกวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562

แต่หากมีการใช้เกินวงเงินที่กำหนดก็จะไม่ได้รับสิทธิ ต้องจ่ายเองทั้งหมด

รัฐยังจะช่วยเหลือค่าเช่าบ้านเดือนละ 400 บาท ให้ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ที่ถือบัตร ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 – กันยายน 2562 รวม 10 เดือน ผ่านการโอนเงินเข้าบัตร หากผู้มีสิทธิรายใดมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ในระหว่างเดือนธันวาคม 2561–กันยายน 2562 จะได้รับเงินในเดือนเกิดเป็นครั้งแรก จนสิ้นสุดมาตรการ

ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว จะเริ่มจ่ายเงินให้วันที่ 12 ธันวาคม 2561 ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนรอบ ยังไม่ได้รับบัตร จะเริ่มจ่ายเงินให้วันที่ 5 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ 2562

 และสุดท้าย มาตรการช่วยเหลือค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล 1,000 บาท โดยจะโอนให้กับผู้ถือบัตรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 -กันยายน 2562 จำนวน 3.5 ล้านคน โดยจะโอนให้เพียงครั้งเดียว

หากผู้มีสิทธิรายใดมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ในระหว่างเดือนธันวาคม 2561 – กันยายน 2562 จะได้รับเงินวันที่ 21 ของเดือนเกิด เริ่มจ่ายเงินให้วันที่ 21 ธันวาคม 2561ส่วนคนที่ลงทะเบียนรอบ 2 จะจ่ายเงินให้วันที่ 5 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ 2562

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผู้ที่ถือบัตรคนจน 14.5 ล้านคน ก็ยังจะได้คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อชำระสินค้าและบริการผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ หรือร้านค้าเอกชนอื่น ๆ ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านเครื่อง EDC ที่มีการเชื่อมต่อระบบ POS โดยจะนำร่องเป็นเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 

ซึ่งการคืนเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะแบ่งอัตราการเก็บ VAT 7% ออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 จำนวน 1% ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องจ่ายภาษีเองตามปกติ 

ส่วนที่ 2 จำนวน 5% จะคืนเงินให้ผู้ถือบัตร ด้วยการโอนเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Money) ทุกวันที่ 15 ของเดือน ซึ่งเงินส่วนนี้สามารถกดเป็นเงินสดออกมาใช้ได้          

ส่วนที่ 3 จำนวน 1% จะเก็บเข้าบัญชีกองทุนการออมแห่งชาติของผู้ถือบัตร เพื่อเป็นเงินออมของผู้มีรายได้น้อย หรือหากไม่มีบัญชีการออมอาจจะเปิดบัญชีเพื่อสะสมไว้ โดยให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า         

โดยเงินชดเชยที่ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับในส่วนของเงินคืนจำนวน 5% และเงินออมจำนวน 1% เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งคาดว่ามาตรการนี้จะใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท จากเงินกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม

             

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: