Biznews

‘MINT’ คาดครึ่งปีหลังท่องเที่ยวในภูมิภาคมาแน่ เตรียมเปิดโรงแรมรับดีมานด์

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ “MINT” รายงานสถานการณ์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัททั้ง 3 กลุ่ม ข้อมูลล่าสุดกลางเดือนกรกฎาคม ธุรกิจส่วนใหญ่ของบริษัทกลับมาเปิดให้บริการ (Reopening) แล้ว โดย ไมเนอร์ โฮเทลส์ เปิดให้บริการโรงแรมแล้ว 370 แห่งจากทั้งหมด 535 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 69 และคาดว่าจะเปิดให้บริการเพิ่ม โดยจะสูงถึงร้อยละ 90 ในเดือนกันยายน โดยมีรายละเอียด อาทิ โรงแรมในทวีปยุโรปและลาตินอเมริกา เปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งปัจจุบันได้เปิดไปแล้วร้อยละ 68 และจะสูงถึงเกือบร้อยละ 75  ภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากจำนวนของแขกที่เข้าพักทั้งหมดร้อยละ 75-80 อยู่ภายในทวีปยุโรปจึงทำให้ผลการดำเนินงานของโรงแรมในทวีปยุโรปดีขึ้นตามลำดับ

 

ด้านไมเนอร์ ฟู้ด  ร้านอาหารในประเทศไทยเกือบร้อยละ 95 จากจำนวน 1,490 แห่งทั่วประเทศเปิดให้บริการแล้ว  ประเทศจีน ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เปิดแล้วมากกว่าร้อยละ 90 ไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์ เกือบทั้งหมดของร้านค้าได้เปิดให้บริการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ MINT มีเงินสดในมือและวงเงินสินเชื่อรวมทั้งหมด จํานวนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินงานในอนาคต

มร. ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ “MINT” กล่าวว่า ทาง MINT คิดว่า สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว  การระบาดของ
โควิด-19 ในหลายภูมิภาคมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลในหลายประเทศได้กลับมาเริ่มดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจ โดย MINT ได้มีการวางแผนกลยุทธ์เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับการแข่งขันและกลับมาดำเนินธุรกิจในทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งนี้ทุกธุรกิจของ MINT เริ่มมีการฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม โดยโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าไลฟ์สไตล์รวมกันกลับมาเปิดให้บริการ (Reopening) แล้วเป็นส่วนใหญ่ และมีแนวโน้มทางธุรกิจที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเดือน กลยุทธ์การกลับมาดำเนินธุรกิจของ MINT ทั่วโลกนั้น จะกลับมาเปิดให้บริการเฉพาะโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าไลฟ์สไตล์ที่มีจำนวนลูกค้าเพียงพอที่จะสร้างผลกำไรหรือทำให้มีกระแสเงินสดเป็นบวกเท่านั้น

ทั้งนี้  โรงแรมในประเทศไทยของ MINT เริ่มทยอยกลับมาเปิดแล้ว โดยเริ่มด้วยการเปิดให้บริการโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโรงแรมต้นแบบของไมเนอร์ โฮเทลส์ ในช่วงเดือนพฤษาภาคม โรงแรมในหัวหินมีผลการดำเนินงานที่ดีจากจำนวนนักท่องเที่ยวภายในประเทศที่สูง นอกจากนี้ โรงแรมบางแห่งในเมืองสำคัญต่างๆ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย พัทยา และขอนแก่น ได้กลับมาเปิดให้บริการต่อมาในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม และเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ และร้านอาหารซูมาที่มีชื่อเสียงได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

นอกจากนี้ ทางบริษัทคาดว่ามาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เพื่อฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศ  จะช่วยผลักดันผลการดำเนินงานของโรงแรมดังกล่าวในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563

ในขณะที่ ธุรกิจโรงแรมในทวีปยุโรปเริ่มมีสัญญานบวกที่เห็นได้ชัด ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปเริ่มเปิดพรมแดนให้สำหรับประเทศที่ไม่ได้อยู่ในทวีปยุโรป โดย MINT คาดว่าเกือบร้อยละ 75 ของโรงแรมทั้งหมดในทวีปยุโรปจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม และโรงแรมทั้งหมดจะกลับมาเปิดภายในเดือนกันยายนของปี 2563 อย่างไรก็ตามจากข้อมูลล่าสุดพบว่าร้อยละ 68 ได้กลับมาเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เร็วกว่าแผนที่เคยได้วางไว้ โดยในยุโรปกลาง โดยเฉพาะประเทศเยอรมนี มีการฟื้นตัวทางธุรกิจที่เร็วมาก เนื่องจากมีการอนุญาตให้เดินทางภายในประเทศได้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ร้อยละ 88 ของโรงแรมทั้งหมดในยุโรปกลางได้กลับมาเปิดให้บริการแล้ว

ส่วนในประเทศสเปนและอิตาลี  เริ่มเห็นการฟื้นตัวของธุรกิจด้วยการกลับมาเปิดให้บริการโรงแรมถึงร้อยละ 70 และ 66 ตามลำดับ ทั้งนี้โดยเมื่อมีการผ่อนปรนให้สามารถเดินทางระหว่างประเทศภายในทวีปยุโรปได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ธุรกิจโรงแรมในทวีปยุโรปเริ่มมีผลการดำเนินงานดีขึ้น เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวภายในทวีปยุโรปมีสัดส่วนร้อยละ 75-80 ของจำนวนแขกที่เข้าพักทั้งหมด

มร. รามอน อาราโกเนส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็นเอช โฮเทล กรุ๊ป กล่าวว่า ไตรมาส 2 ถือเป็นไตรมาสที่ทางโรงแรมจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีมาตรการล็อกดาวน์ทั่วทั้งทวีปยุโรปในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่รุนแรงดังกล่าวได้ผ่านพ้นไปแล้ว และถือเป็นที่โชคดีว่าแผนโครงสร้างต้นทุนที่ยืดหยุ่นที่ทางบริษัทนำมาใช้ในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผลประกอบการของบริษัทกลับมาฟื้นได้ค่อนข้างรวดเร็วตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยโรงแรมในยุโรปจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเข้าสู่ช่วงวันหยุดฤดูร้อน ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปเยอะขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจ urban leisure กระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะในประเทศสเปนที่มีอัตราการเข้าพักในปัจจุบันสูงถึงร้อยละ 40-50 แล้ว ทางบริษัทเชื่อมั่นว่าจะเริ่มเห็นสัญญานบวกที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นอีกตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

มร. รามอน กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางผู้บริหารมั่นใจว่าการฟื้นตัวของ เอ็นเอช โฮเทล จะใช้ระยะเวลาไม่มาก โดยวิกฤติครั้งนี้เปรียบเสมือนพายุเฮอริเคนเคลื่อนเข้าโหมกระหน่ำเมืองทั้งเมือง เอ็นเอช โฮเทล เป็นตึกที่แข็งแกร่งตึกหนึ่งในเมือง ซึ่งอาจจะได้รับแรงสั่นสะเทือนจากพายุในครั้งนี้ แต่ด้วยรากฐานที่มั่นคงทำให้ตึกนั้นอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

ด้านการดำเนินงานของ ไมเนอร์ ฟู้ด การดำเนินงานในประเทศไทย เกือบร้อยละ 95 ของสาขาร้านอาหารทั้งหมด 1,490 แห่งทั่วประเทศกลับมาเปิดให้บริการ โดยนับตั้งแต่กลับมาเปิดสาขา ยอดขายของแบรนด์ส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 รวมถึงจะยังคงมุ่งเน้นไปที่นโยบายการผลักดันการขายผ่านบริการจัดส่งอาหารและซื้อกลับบ้านซึ่งเป็นที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ในขณะที่การดำเนินงานในต่างประเทศนั้นมีการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศจีน ซึ่งกว่าร้อยละ 90 ของสาขาร้านอาหารทั้งหมดได้เปิดให้บริการตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม  และมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์โรคระบาดที่คงที่และปรับตัวดีขึ้น โดยยอดขายมีการปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับในทุกสัปดาห์ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าประมาณการในสถานการณ์ที่ดีที่สุด (Best-Case Scenario) และกลับมามีกำไรในระดับร้านสาขาในเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม การระบาดรอบสองมีผลกระทบเพียงชั่วคราวในพื้นที่วงจำกัดในประเทศจีนเท่านั้น โดยคาดว่าการดำเนินงานในประเทศจีนจะฟื้นตัวสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤตภายในช่วงต้นเดือนสิงหาคม

มร. ดิลลิป กล่าวทิ้งท้ายว่า  MINT ให้ความสําคัญในการรักษากระแสเงินสดและสภาพคล่อง โดยบริษัทมีเงินสดในมือและวงเงินสินเชื่อของทั้ง MINT และ NH รวมทั้งหมดจํานวนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินงานในอนาคต และจากแผนการระดมทุนแบบเบ็ดเสร็จจำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท

MINT ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้ที่มีลักษณะคล้ายทุนจำนวน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9.5 พันล้านบาท  ในขณะเดียวกัน MINT อยู่ในระหว่างการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนโดยการจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน และการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญจำนวนรวม 1.5 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ แผนการระดมทุนดังกล่าวจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับงบดุลในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้  รวมถึง MINT มีมาตรการการลดต้นทุน ในทุกหน่วยธุรกิจของทุกภูมิภาคทั่วโลก เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อรายได้และผลกำไรให้น้อยที่สุด ซึ่งแผนการนี้เป็นแผนต่อเนื่องที่บริษัทได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการระบาดของโควิด-19 โดยมาตรการนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถลดจุดคุ้มทุน ซึ่งจะช่วยให้การฟื้นตัวของบริษัทเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: