Biznews

Insight ผู้บริโภคทุก Generation (ตอนจบ Generation Alpha )

ยุค Generation Alpha เจเนอเรชั่นอัลฟ่า  คือ กลุ่มคนที่เกิดตั้งแต่ พ.ศ.2553 เป็นต้นไป เป็นรุ่นลูกของ Gen Y และ Z วัยนี้กำลังเป็นเด็กอนุบาลที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีอายุมาก มีลูกน้อย มีเงินทองที่ไม่ต้องดิ้นรนมากเท่ารุ่นอื่น จับอุปกรณ์ดิจิตอล สัมผัสเทคโนโลยีตั้งแต่เกิด เรียนกันมาก นานและหลากหลาย อยู่กับสังคมทุนนิยม มีแนวโน้มเป็นคนวัตถุนิยม คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลง เบื่อง่ายและความอดทนต่ำ นิยมความรวดเร็วทันใจ จึงมองหาสูตรความสำเร็จที่จะทำให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย

ดังนั้นเด็กยุคปัจุบันนี้ไม่ใช่เป็นรุ่นเจเนอเรชั่น Z แล้ว แต่เป็นเจเนอเรชั่นรุ่นอัลฟ่า ที่มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น การปฏิสัมพันธ์กับบ้าน โรงเรียน วัด น้อยลง ซึ่งถ้าคนเราไม่มีความรักความผูกพันแล้ว ความเอื้ออาทรก็จะไม่มี ถ้าปล่อยให้สังคมเป็นสภาพแบบนี้ก็จะเกิดปัญหา
ปัจจุบันสังคมมีความเป็นพลวัตสูงมาก มีสังคมใหม่เกิดขึ้นคือ สังคมกลางอากาศที่เป็นสังคมไร้พรมแดน เด็กสมัยนี้อยู่กับเทคโนโลยีมากกว่าบ้าน วัด โรงเรียน ไม่เหมือนเด็กสมัยก่อน เด็กเจนอัลฟ่าจึงมีปัญหาเรื่องปฏิสัมพันธ์ทั้งพ่อแม่และชุมชน มีปัญหาทักษะการสื่อสาร เพราะขาดการสื่อสารกันด้วยแววตา กายสัมผัส วลีสัมผัส การที่ขาดตรงนี้ทำให้เป็นเด็กไม่มีน้ำใจ ไม่รู้จักความเอื้ออาทร ที่สำคัญหากเด็กเจนอัลฟ่าไม่ได้รับการพัฒนาอะไรเลย เขาจะอยู่ส่วนตัวมากขึ้น ความผูกพันกับองค์กรและถิ่นฐานเดิมไม่มี ฉะนั้นเขาไม่จำเป็นต้องอยู่ประเทศไทยก็ได้ รากเหง้าวัฒนธรรมตัวเองอาจไม่รู้จักด้วยซ้ำไป ทักษะการสื่อสารก็ไม่มี กลายเป็นโลกแห่งดิจิตอลเทคโนโลยีหมด คุมไม่ได้ กระแสโซเชียลมีเดียหากรู้ไม่ทันก็โดนล่อลวง สภาพแบบนี้มันจะเกิดขึ้นอีกมากหากเราไม่รับมือ
เด็กเจเนอเรชั่นรุ่นอัลฟ่าใช้เทคโนโลยีมากขึ้น มีการปฏิสัมพันธ์กับบ้าน โรงเรียน วัด น้อยลงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับตนเอง ความรัก ความผูกพันในครอบครัวและสังคมมีน้อยลง เมื่อไม่มีความรักความผูกพันแล้ว ความเอื้ออาทรก็จะไม่มี สังคมที่มีสภาพเช่นนี้นี้ก็จะเป็นสังคมที่มีปัญหา

ในปี ค.ศ. 2030 คาดการณ์ว่าจะมีประชากรซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่น อัลฟ่า เพิ่มขึ้นราว 1,590 ล้านคน ดังนั้น ยุคนี้จึงถือเป็นยุคที่เจนเนอเรชั่น อัลฟ่า ขับเคลื่อนโลกก็ว่าได้ เจนเนอเรชั่น อัลฟ่า เป็นเด็กยุคใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับโลกดิจิทัล ใช้ชีวิตอยู่กับโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดีย เรียนรู้เร็ว ปรับตัวเก่ง แต่มีแนวโน้มที่จะมีความอดทนต่ำ สมาธิสั้น และเป็นตัวของตัวเองสูง ในสภาวะที่สังคมและรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องมีความพร้อมในการรับมือ เพื่อให้ลูกเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
ทัศนคติ
เจเนอเรชั่นอัลฟ่า ถือเป็นศูนย์กลางของครอบครัวไม่ต่างกับไข่ในหิน ผนวกทั้งเทคโนโลยีที่รายล้อม ทำให้พวกเขาสามารถมอนิเตอร์และบันทึกสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าเจเนอเรชั่นก่อนๆแม้เทคโนโลยีเหล่านี้จะมีส่วนช่วยเหล่าพ่อแม่รุ่นมิลเลนเนียลก็จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็สร้างความวิตกกังวลและความพารานอยด์มากจนเกินไป กิจกรรมที่กระต้นุ ให้เด็กๆ ได้เล่นแบบเสี่ยงๆ (Risky Play) จึงเป็นส่วนช่วยในการสร้างอิสระและพัฒนาคุณค่าในชีวิตของพวกเขา
ท่ามกลางสมาร์ทโฟน วิดีโอเกม ที่มีบทบาทในชีวิตเจเนอเรชั่นอัลฟ่า ทว่ากลับมีผลต่อการเล่นของเด็กๆ ที่น้อยกว่าในอดีต เพราะ “การเล่น” ในวันนี้ไม่จำกัดว่าจะอยู่ในกิจกรรมใด ล้วนสามารถนำไปสู่การเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์พัฒนาทักษะ ความสนุก ความสงสัยใคร่รู้ และการค้นหาโลกของพวกเขาได้
เจเนอเรชั่นอัลฟ่าเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเงินในยุคที่เครดิตการ์ด การโอนเงินอัตโนมัติ หรือใช้จ่ายผ่านสมาร์ทโฟนเป็นเรื่องปกติ สิ่งเหล่านี้ทำให้การเรียนรู้เรื่องคุณค่าเป็นเรื่องที่ยากขึ้น สอดคล้องกับที่ด็อกเตอร์ไมเคิล คารร์-เกร็กก์ (Michael Carr-Gregg) นักจิตวิทยาเด็กกล่าวว่า ยุคไร้เงินสด ทำให้ยากยิ่งสำหรับเด็กๆที่จะเข้าใจเรื่องเงิน เพราะเขาไม่ได้เห็นเงินที่แลกเปลี่ยนในมือและในการใช้สอยจริงๆ เขาจึงเชื่อว่าเงินคือเงินดิจิทัล ที่แค่เขย่า เงินก็เข้ามา
เจเนอเรชั่นอัลฟ่าเติบโตในเวลาที่การท่องเที่ยวอวกาศกำลังเกิดขึ้นจริง ดังนั้นพวกเขาอาจเป็นเจเนอเรชั่นแรกที่ได้ไปท่องเที่ยวอวกาศด้วยการควบคุมของพวกเขาเอง ในขณะที่ทริปเดินทางไปดวงจันทร์ทุกวันนี้จำกัดการเข้าถึงเพียงเหล่ามหาเศรษฐี นั่นแสดงว่า ทุกการเดินทางจะไปสู่คนทั่วไปมากขึ้นและทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ส??ำหรับพวกเขาพฤติกรรมและกิจกรรมที่เข้าร่วม
ด้วยความสำคัญของการพัฒนาทักษะผ่านการเล่น การคิดเชิงวิเคราะห์ และฝึกแก้ปัญหาตั้งแต่ยังเด็ก จึงมีโครงการสร้างโอกาสการเรียนรู้ในที่ต่างๆ ตัวอย่างเช่น The Learning Landscapes Initiativeในสหรัฐอเมริกาที่เนรมิตพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนสามารถมีส่วนร่วมได้ โดยเริ่มต้นด้วยโปรเจ็กต์ Urban Thinkscape ที่สร้างสรรค์ม้านั่งแบบตัวต่อบริเวณจุดรอรถประจำทาง ด้วยรูปแบบการออกแบบเสมือนการเล่นเกม จึงช่วยสร้างทักษะ STEM สำหรับเด็กๆ หรือ Nubo ในซิดนีย์ออสเตรเลีย ที่ออกแบบสนามเด็กเล่นแบบเรียบง่าย เพื่อเสริมสร้างพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จนถึงพัฒนาการด้านการเข้าสังคม
พ่อแม่ของเจเนอเรชั่นอัลฟ่ามองหาการท่องเที่ยวที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้กับทั้งครอบครัว เอเจนซี่ด้านการท่องเที่ยว Mr & Mrs Smith รายงานว่ามีทริปครอบครัวจำนวนมากที่เริ่มต้นเดินทางจากความสนใจของเด็กๆ เช่น บางครอบครัวสนใจจะไปไอดาโฮ เพื่อชมไร่มันฝรั่งตามโครงการที่เด็กๆ ท??ำที่โรงเรียน ในขณะที่เด็กๆ ยังเป็นศูนย์กลางของครอบครัว ซึ่งทำให้พ่อแม่ยังคงมองหากิจกรรมที่ช่วยให้ลูกๆ ได้เว้นระยะจากเทคโนโลยี (Unplug,De-tech) เพื่อเชื่อมโยงกับกิจกรรมตรงหน้ามากขึ้นด้วย
ความต้องการด้านการท่องเที่ยวผนวกกับประสบการณ์ที่มีเรื่องราวก็เป็นอีกกิจกรรมที่เจเนอเรชั่นอัลฟ่ามองหา เช่น Brown+Hudson บริษัทช่วยวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวในลอนดอน ที่ร่วมวางแผนทริปการเดินทางสุดพิเศษตามความสนใจให้กับลูกค้าแต่ละครอบครัวก่อนจะเชื่อมโยงกับรูปแบบเกมออนไลน์ที่แต่ละครอบครัวชื่นชอบ หรือ Kudos Life Experiences อีกหนึ่งเอเจนซี่ผู้นำการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม ที่เริ่มต้นสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับลูกค้าผ่านสถานที่และเรื่องราวการผจญภัยที่ไม่ต่างจากในเก
สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่ต้องการ
การขยับไปอีกขั้นของเทคโนโลยี AI และ AR มีส่วนช่วยให้การเรียนรู้สำหรับเจเนอเรชั่นอัลฟ่าดีขึ้น ทั้งการเข้าสู่ตลาดของเทคโนโลยีการรู้จำเสียงพูด (Voice Recognition) ไม่ว่าจะเป็น Google Home หรือ Amazon Echo ที่ช่วยให้เด็กๆ ถอยห่างจากจอ และทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นการปฏิสัมพันธ์ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เช่นเดียวกับเหล่าของเล่นแบบ AR เช่น แอพพลิเคชั่น Quiver ที่ใช้ AR แปลงหนังสือแบบ 2D เป็นแอนิเมชั่น 3D หรือ Hasbro บริษัทผู้ผลิตของเล่นรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเผยโฉมหน้ากาก Iron Man เวอร์ชั่นล่าสุดที่พ่วง AR ให้แสดงภาพ Thanosคู่ต่อสู้ตัวสำคัญ
นิเวศการเรียนรู้จะเปลี่ยนไปอย่างมากโรงเรียนแบบเดิมอาจจะไม่ใช่คำตอบของเหล่าพ่อแม่มิลเลนเนียลอีกต่อไประบบโรงเรียนทางเลือกหรือโรงเรียนแบบทดลองที่ไร้กฎเกณฑ์ คือตัวอย่างใหม่ในการเรียนรู้สำหรับเด็กๆ อย่างแนวทางMicro School เชน่ AltSchool สตารท์ อพัด้านการศึกษาที่พัฒนาโมเดลการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์โปรแกรมการศึกษาของนักเรียนแต่ละคนตามความสนใจ
การปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นอีกโมเดลหนึ่งที่มีการปฏิบัติอย่างจริงจังในการสร้างการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น Deep Green Bush โรงเรียนทางเลือกในนิวซีแลนด์ ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ข้างนอกห้องเรียน เพื่อเรียนรู้ต้นไม้ สิ่งมีชีวิต ไปจนถึงการทำอาหาร ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างให้เกิดการเรียนรู้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตจริง ที่แตกต่างไปจากโรงเรียนตามธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไป เช่นเดียวกับการพัฒนาให้เด็กๆ ได้เป็นนักเดินทางรักษ์โลก เช่น โปรแกรม I-Kids ซึ่งตอบโจทย์การเรียนรู้แบบ Ed-ventureอย่างเปิดกว้าง พร้อมปลูกฝังความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้สิ่งต่างๆ
ศักยภาพต่อธุรกิจ
จากความวิตกกังวลของพ่อแม่เรื่องความกดดันและความเครียดในโรงเรียนทั่วไป ทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มมองหาโรงเรียนทางเลือกสำหรับเด็กๆ จากการศึกษาล่าสุดพบว่า 75% ของเด็กๆในอังกฤษใช้เวลานอกบ้านน้อยกว่าผู้ต้องขัง ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่จึงพยายามมองหาการเรียนรู้นอกห้องเรียน หรือคาดหวังโรงเรียนที่มีคลาสเรียนที่เปิดกว้างสำหรับเด็กๆ มากขึ้น
แนวคิดด้านการตลาด โฟกัสเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านการเงินมากกว่าเพียงแค่เรื่องความสะดวกสบายในยุคสังคมไร้เงินสด โดยเฉพาะกับเจเนอเรชั่นอัลฟ่าที่มีบริการใหม่ๆ ด้านการเงินออกมาสม่ำเสมอ เช่น Pre-paid Card ต่างๆ ไมว่ า จะเป็น goHenry, Osper, Piggy ที่อนุญาตให้เหล่าผู้ปกครองสามารถโหลดข้อมูลการเงินที่เด็กๆ อายุ 6 ขวบใช้บัตรเอทีเอ็มในการถอนเงิน ซื้อของออนไลน์ หรือทำธุรกรรมต่างๆ ได้ บริการดังกล่าวยังช่วยให้ผู้ปกครองสามารถตรวจสอบและควบคุมการใช้จ่ายเงินของเด็กๆ พร้อมปลูฝังความเข้าใจเรื่องการใช้จ่ายได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น
Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: