CSR

‘Blue Finance at Thai Union’ กับ Blue Finance การบริหารการเงินส่งเสริมอนุรักษ์ท้องทะเล

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักในหลักทรัพย์ว่า TU ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 2520  โดยเริ่มจากโรงงานผลิตอาหารทะเลบรรจุกระป๋องในมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร  ปัจจุบัน ไทยยูเนี่ยนถือได้ว่าเป็นผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลกและหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตทูน่าบรรจุกระป๋องที่ใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยยอดขายในปี 2563 กว่า 132.4 พันล้านบาท (4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และแรงงานทั่วโลกมากกว่า 40,000 คน ที่ทุ่มเทให้กับการบุกเบิกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่สร้างสรรค์และยั่งยืน

ไทยยูเนี่ยนเป็นเจ้าของแบรนด์ทั่วโลก ประกอบด้วย แบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาดโลกอย่าง Chicken of the Sea, John West, Petit Navire, Parmentier, Mareblu, King Oscar และ Rügen Fisch รวมทั้งแบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ ซีเล็ค ฟิชโช คิวเฟรช โมโนริ เบลลอตต้า และมาร์โว่ นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบอาหารภายใต้แบรนด์ UniQ™BONE และ UniQ™DHA และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพแบรนด์ ZEAvita.

บริษัทดำเนินงานใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและบรรจุภัณฑ์อื่นๆ 2) กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น และ 3) กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า

ผลิตภัณฑ์ของบริษัทครองตลาดหลักๆ ทั่วโลกซึ่งประกอบด้วย อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ไทย และประเทศในภูมิภาคเอเชีย มีฐานการผลิตกระจายอยู่ 14 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งมีเครือข่ายในการจัดหาวัตถุดิบผลิตและเครือข่ายการกระจายสินค้าครอบคลุมทั่วโลก นอกจากนี้จะเห็นได้ว่า ไทยยูเนี่ยนมียอดขายหรือตลาดกระจายตัวอยู่ทั่วโลก โดยตลาดหลักอยู่ที่อเมริกาเหนือ (สหรัฐอเมริกาและแคนาดา) 44% และยุโรป 29% ในขณะที่ยอดขายในประเทศไทยมีสัดส่วนที่ 10% และตลาดอื่นๆ อีก 17% ของยอดขายทั้งหมด

ปี 2563 ถือเป็นปีที่ท้าท้ายจากการระบาดของโรคโควิด-19 แต่บริษัทสามารถมีผลประกอบการที่ยอดเยี่ยม ด้วยยอดขาย 132,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 มีกำไรสุทธิ 6,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.7 สัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.94 เท่า ณ สิ้นปี 2563

สำหรับ 9 เดือนแรก ของปี 2564 ยอดขายยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็น 102,547 ล้านบาท (+3.6% เทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 2563) และ กำไรสุทธิของบริษัทสะสม 9 เดือนที่ 6,083 ล้านบาท (+27.0% เทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 2563) ทั้งนี้ ยอดขายจากธุรกิจหลักยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยังคงอัตรากำไรได้ในระดับสูง ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและสถานการณ์โควิด-19

 

ธุรกิจอาหารทะเลและความยั่งยืน

นอกจากจะเป็นบริษัทอาหารทะเลของคนไทยที่เติบโตในระดับโลกแล้ว ไทยยูเนี่ยนมองว่าการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบคือหัวใจสำคัญของธุรกิจ โดยเฉพาะความยั่งยืนของทะเล เพราะถือคติว่าหากไม่มีทะเลแล้วก็จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจอาหารทะเลได้ สอดคล้องไปกับแนวคิดและเป้าหมายเรื่อง Healthy Living, Healthy Oceans  ที่มองธุรกิจเป็นมากกว่าอาหารทะเล แต่ครอบคลุมการดูแลสุขภาพความเป็นอยู่ให้กับผู้คน และในการดำเนินธุรกิจนั้นก็ต้องดูแลทรัพยากรในท้องทะเลไปด้วย ในภาพใหญ่และในฐานะบริษัทระดับโลก การทำงานด้านความยั่งยืนจึงตอบรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSDG ไปพร้อมกัน

ในปี 2558 ไทยยูเนี่ยนเปิดตัวกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน SeaChange® และดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาโดยตลอด  ประเด็นหลักๆ ที่ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญคือการดูแลแรงงานทั้งในบริษัทเองและห่วงโซ่อุปทานให้มีการจ้างงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย  มีการจัดหาวัตถุดิบอย่างโปร่งใส การผลิตต่างๆ มีความรับผิดชอบ และแน่นอนที่สุดคือดูแลสังคมอย่างต่อเนื่อง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องทำอย่างเป็นรูปธรรม มีนโยบายบริษัทและขั้นตอนการทำงานชัดเจน เน้นความโปร่งใสเป็นสำคัญ และที่สำคัญคือความร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ  ซึ่งการทำงานด้านความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยนเป็นรูปธรรมและลงมือทำจริงจนสามารถนำมาเป็น KPI ที่เชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อและหุ้นกู้ Blue Finance

ตัวอย่างผลงานด้านความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน

·       เข้าร่วมในภาคีข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact)

·       เป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเพื่อความยั่งยืนของอาหารทะเลสากล (International Seafood Sustainability Foundation: ISSF)

·       เป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI) สำหรับตลาดเกิดใหม่ 8 ปีติดต่อกัน

·       ติดอันดับดัชนี FTSE4Good Emerging Index เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน

·       อันดับหนึ่ง Seafood Stewardship Index (SSI) เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

กลยุทธ์เพื่อก้าวสู่ปี 2568

ไทยยูเนี่ยนวางแผนกลยุทธ์ไปจนถึงปี 2568 โดยตั้งต้นจากแนวคิด Healthy Living, Healthy Oceans เป็นการสร้างกลยุทธ์จากเทรนด์ระยะยาวของผู้บริโภคทั่วโลกที่มองหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีความยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายในระดับปานกลางและเพิ่มอัตราการทำกำไรให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของ 3 ธุรกิจหลัก บริษัทยังคงมุ่งเน้นการเสริมกำลังให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นโดยการนำเทคโนโลยีออโตเมชั่น เข้ามาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ก้าวทันอนาคต รวมถึงสร้างแบรนด์ต่างๆ ที่มีอยู่ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยนยังเพิ่มการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ เช่น ธุรกิจอินกรีเดียนท์ นิวตรีชั่น (น้ำมันปลา แคลเซี่ยม คอลลาเจน โปรตีนสกัดจากปลาทูน่า เป็นต้น) และโปรตีนทางเลือก เป็นต้น และนำเรื่องนวัตกรรม รวมถึงสตาร์ทอัพ เข้ามาช่วยเสริมเพื่อให้ธุรกิจก้าวทันโลก ซึ่งทั้งหมดได้ดำเนินการไปควบคู่กับการรักษาความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม การดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างถูกต้องและเป็นธรรม และ ความปลอดภัยของผู้คนที่เกี่ยวข้อง

Blue Finance คืออะไร

การเงินที่ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability Linked Financings) คือเครื่องมือทางการเงินชนิดใดก็ได้ที่ทางผู้ออกได้ตกลงในข้อกำหนดว่าจะต้องมีเป้าหมายด้านความยั่งยืน หรือ ESG ที่มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อการพัฒนาด้านความยั่งยืนและเป็นเป้าหมายที่ท้าทายที่ต้องดำเนินให้สำเร็จตามเป้าในช่วงอายุของเครื่องมือทางการเงินนั้นๆ ซึ่งผลสำเร็จหรือไม่สำเร็จตามเป้าหมายจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยที่จะจ่ายให้กับนักลงทุน  การเงินที่ส่งเสริมความยั่งยืนจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถทำงานกับสถาบันการเงิน เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์มหาสมุทร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจของเรา อุตสาหกรรมของเรา และโลกของเรา ในขณะเดียวกันไทยยูเนี่ยนยังคงตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและมีสารอาหารตามหลักโภชนาการ และ ด้วยเหตุผลดังกล่าวเราจึงเรียกการเงินในส่วนนี้ว่า Blue Finance

Blue Finance ที่ไทยยูเนี่ยน

ในปี 2564 ไทยยูเนี่ยนได้เริ่มก้าวสู่ Blue Finance ด้วยซีรีย์ของสินเชื่อและหุ้นกู้ที่ส่งเสริมความยั่งยืน นับเป็นการก้าวจากการจัดหาเงินแบบดั้งเดิมไปสู่ Blue Finance ซึ่งเป็นการบริหารการเงินของธุรกิจที่มีโครงการต่างๆ ในการดูแลมหาสมุทรและอุตสาหกรรมอาหารทะเลในภาพรวม

ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อและหุ้นกู้นั้นกำหนดให้เชื่อมโยงกับตัวบ่งชี้และเป้าหมายผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และหากสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง  สำหรับไทยยูเนี่ยน ตัวบ่งชี้การดำเนินงานที่ตั้งไว้ได้แก่ 1) การได้รับการจัดอันดับในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์หรือ DJSI ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง 2) การลดปริมาณความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้า และ 3) บริษัทต้องซื้อปลาจากเรือที่มีเครื่องมือการตรวจสอบอิเล็คทรอนิคส์และ/หรือผู้ตรวจสอบความโปร่งใสของซัพพลายเชนในจัดหาปลาทูน่าทั่วโลก

ทำความรู้จักกับ Blue Finance ของไทยยูเนี่ยนกัน

จุดแข็งของการบริหารการเงินของไทยยูเนี่ยน

·       การเป็นผู้นำในตลาด: ไทยยูเนี่ยนเติบโตจนปัจจุบันเป็นบริษัทอาหารทะเลชั้นนำระดับโลก โดยมีสินค้าที่หลายหลาย ในตลาดหลักๆ ทั้งอเมริกาและยุโรป ตลอดจนฐานการผลิตทั่วโลก ซึ่งช่วยเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งและสนับสนุนซึ่งกันและกัน

·       สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง: ไทยยูเนี่ยนได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรอยู่ที่ระดับ “A+” แนวโน้ม “บวก” หรือ “Positive เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 จากทริสเรตติ้ง และที่ระดับ “A-“ แนวโน้ม “คงที่” หรือ “Stable” (ซึ่งเป็นอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกับประเทศไทย)  เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 จาก Japan Credit Rating Agency, Ltd. หรือ JCR ซึ่งแสดงถึงสถานะทางการตลาดที่เข้มแข็งของไทยยูเนี่ยนในฐานะผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูปชั้นนำของโลกที่มีสถานะการเงินและธุรกิจที่แข็งแกร่งและมั่นคง

·       การดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน: บริษัทให้ความสำคัญกับงานด้านความยั่งยืนของบริษัท ด้วยกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของบริษัทหรือ SeaChange® ในการทำหน้าที่เป็นผู้บุกเบิกและสร้างมาตรฐานให้กับอุตสาหกรรมอาหารทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 ไทยยูเนี่ยนได้รับการจัดอันดับเข้าเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ DJSI เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน และรางวัลอันดับหนึ่ง Seafood Stewardship Index (SSI) เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

·       ทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์: ไทยยูเนี่ยนอยู่ในธุรกิจอาหารทะเลมากว่า 40 ปี มีทีมผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ โดยสามารถบริหารงานให้บริษัทเติบโตได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะมีวิกฤตอะไรเกิดขึ้น กำไรยังคงมีความเติบโต และมีอัตราเงินปันผลที่ดี

 

เป้าหมายและแผน

ไทยยูเนี่ยนมีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมถึงมีแผนในการจัดหาเงินทุนเพื่อประโยชน์ต่อมหาสมุทร – และอุตสาหกรรมอาหารทะเลโดยรวม หรือ Blue Finance โดยภายในปี 2565 บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) เป็นร้อยละ 50 ของสัดส่วนหนี้สินระยะยาวทั้งหมดของบริษัท และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 75 ในปี 2568

และในปี 2564 ก็นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทที่ต้องการพัฒนาตลาดทุนเพื่อความยั่งยืนในประเทศไทย โดยบริษัทได้ดำเนินการตามแผนการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืนในปี 2564 ดังต่อไปนี้

1.     ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Loan) เป็นครั้งแรกทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วย สินเชื่อที่ออกในประเทศไทยเป็นสกุลเงินไทยบาทและดอลล่าร์สหรัฐ และสินเชื่อนินจา/ซามูไรในประเทศญี่ปุ่นเป็นสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐและเยน โดยสินเชื่อทั้งสองจำนวนนี้รวมกันเป็นจำนวนเทียบเท่า 12,000 ล้านบาท ระยะเวลาในการกู้ยืม 5 ปี ซึ่งมีการกู้ยืมครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยการขอสินเชื่อในครั้งนี้ของไทยยูเนี่ยนได้รับการตอบรับมากกว่าสินเชื่อที่ต้องการมากกว่า 2 เท่า

2.     การออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond)  เป็นครั้งแรกในประเทศไทย มูลค่า 5,000 ล้านบาท อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.47% ต่อปี ให้กับผู้ลงทุนสถาบัน เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 โดยมีจำนวนยอดจองซื้อมากกว่า 2 เท่า

3.     การออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond)  ต่อเนื่องจากครั้งแรก มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการออกหุ้นกู้จำนวน 2 รุ่นเพื่อกระจายให้คลอบคลุมกลุ่มนักลงทุนระยะสั้นและระยะยาวได้ดียิ่งขั้น ประกอบด้วย รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.27% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.36% ต่อปี ให้กับผู้ลงทุนสถาบัน เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 โดยมีจำนวนยอดจองซื้อมากกว่า 2 เท่าเช่นกัน

4.     หลังจากที่บริษัทฯ ได้จัดทำอันดับเครดิตองค์กรกับ JCR ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว บริษัทฯ เล็งเห็นโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในประเทศญี่ปุ่นที่ดีขึ้นในระดับต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้น จึงตัดสินใจออกสินเชื่อนินจาที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเป็นครั้งที่สองที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 9 ธันวาคม 2564 โดยเป็นสินเชื่อสกุลเงินเยนทั้งหมดจำนวน 14,000 ล้านเยน ระยะเวลา 5 ปี และจากผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่องและผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก JCR อยู่ที่ A- ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับที่ประเทศไทย  ทำให้ไทยยูเนี่ยนได้รับการตอบรับจากสถาบันการเงินมากกว่าสองเท่าตัวจากจำนวนสินเชื่อที่ต้องการ

5.     นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการสนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ท้องทะเล จำนวน 2,000 ล้านบาทจากธนาคารชั้นนำในประเทศไทย เมื่อ 13 ธันวาคม 2564 รวมทั้ง บริษัทฯ อยู๋ระหว่างการเจรจากับบางธนาคารในประเทศไทย เพื่อปรับเปลี่ยนวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นและตราสารอนุพันธ์ให้เป็นวงเงินที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนมากขึ้น

ทั้งนี้ หลังจากบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามแผนงานข้างต้นทั้งหมดแล้วภายในเดือนมกราคม 2565 บริษัทฯ จะบรรลุเป้าหมายที่ในการจัดหาเงินทุน Blue Finance ได้ครึ่งหนึ่ง (หรือมากกว่า 27,000 ล้านบาท) ของการจัดหาเงินทุนระยะยาวของบริษัทฯ ทั้งหมดตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้

 

ประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน

·       จากแนวโน้มการลงทุนหรือให้เงินกู้ยืมกับกิจการที่มุ่งเน้นการพัฒนาด้านความยั่งยืนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้กว้างขึ้นและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทีดีขึ้น

·       ได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเพิ่มเติม หากบริษัทสามารถดำเนินการเพื่อบรรลุตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ระบุไว้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของความยั่งยืนของบริษัท

·       บริษัทสามารถออกตราสารทางการเงินใหม่ และ สร้างมาตรฐานในส่วนของเงื่อนไขและข้อกำหนดให้กับตลาดเงิน

·       แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและส่งเสริมด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

·       มีความยืดหยุ่นในการจัดสรรเงินให้สอดคล้องกับความต้องการและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

·       พัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสถาบันการเงินต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

·       ขับเคลื่อนและสร้างจิตสำนึกที่ดีของการสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกฝ่ายงานภายในองค์กร

4.           What is the challenge and how does Thai Union view and react to this?

สำหรับความท้าทายในการมุ่งสู่เป้าหมายทางการเงินอย่างยืนนั้น บริษัทมองว่าเนื่องจากการจัดหาเงินทุนอย่างยั่งยืนนับว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับตลาดเงินและตลาดทุนในประเทศไทย ดังนั้นเพื่อให้บริษัทบรรลุเป้าหมายทางการเงินอย่างยั่งยืน การสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนับเป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารภายในองค์กร การสื่อสารกับนักลงทุน รวมถึง การสื่อสารกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

การสื่อสารทำความเข้าใจ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องการเงินและนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ทางการเงินนี้อีกต่อไป บริษัทฯ ต้องชี้แจงในส่วนของเป้าหมาย กลยุทธ์ กิจกรรม ความสำเร็จที่ผ่านมา และ แผนงานในอนาคตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน (SeaChange®) และ ความเชื่อมโยงในเรื่องเหล่านั้นกับกิจกรรมการจัดหาเงินทุน และ การตรวจสอบ การรับรอง ต่างๆ ที่จะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นได้มากขึ้นที่จะเข้ามาลงทุน และ ให้มูลค่ากับสิ่งที่บริษัทฯ ได้ดำเนินไปแล้วหรือสัญญาว่าจะทำให้ดีขึ้นๆ ต่อไปในส่วนของกิจกรรมที่สร้างความยั่งยืนต่างๆ

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: