BiznewsColumnist

9 วิธีเพื่อการก้าวกลับบ้านแบบเบาตัว 

คอลัมน์: ปรับมุมคิด สะกิดมุมบวก
หัวข้อ: 9 วิธีเพื่อการก้าวกลับบ้านแบบเบาตัว 
โดย: ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย (ตีพิมพ์ กุมภาพันธ์ 2559)


การทำงานหนักเป็นหนทางที่จะทำให้ท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หลายคนทำงานมากกว่าเวลาที่กำหนดไว้ บางคนมาทำงานแต่เช้า บางคนกลับบ้านสองสามทุ่มเป็นประจำ ซึ่งก็คงแล้วแต่ประเภทของงานที่ท่านทำ ถ้าจะมาเตือนกันว่าไม่ควรทำงานเกินเวลาและให้ท่านมีความสมสดุลย์กับชีวิตส่วนตัว เป็นคำเตือนที่ง่าย ๆ แต่ทำกันได้ยาก


ในชีวิตคนทำงาน การทำงานมากกว่าเวลาที่บริษัทออกกฎไว้ เป็นเรื่องธรรมดา เมื่องานเร่งรัดก็เป็นได้ว่าจะต้องทำงานเกินกว่าเวลาที่มี ถ้าจะถามว่าทำไมต้องทำก็คงต้องตอบว่าความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน เมื่องานไม่เสร็จไม่ว่าจะเป็นเพราะท่านบริหารเวลาไม่ดีหรือเพราะว่างานมีจำนวนมาก ด้วยความรับผิดชอบจึงต้องทำให้เสร็จ บางตำแหน่งอาจจะได้ค่าล่วงเวลาแต่บางตำแหน่งก็ไม่มี

วันนี้วันศุกร์ ผู้เขียนอยากให้ท่านกลับบ้านแบบเบาตัว ไม่ต้องแบกงานกลับไปอีกให้เป็นที่รำคาญใจคนที่บ้าน อีกทั้งเป็นการฝึกให้ตัวเองเป็นคนรับสถานการณ์หนัก ๆ ได้ดี รู้จักปล่อยวางงานที่มันผูกมัดท่านไว้ ให้ท่านสามารถกลับมาใช้ชีวิตส่วนตัวกับครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพโดยการบริหารอารมณ์ของท่านเพื่อจะได้มีเวลาส่วนตัวที่มีคุณภาพ ลองทำตามวิธีนี้ดูนะครับ

(1) ทำรายการงานในแต่ละวัน เพื่อให้ท่านทราบจำนวนงานในแต่ละวัน เพราะความกังวลใจของคนทำงานคือ การที่ต้องคิดงานหลายเรื่องจนรกในสมองไปหมด การจดบันทึกจำนวนงานจะช่วยคลายความกังวลที่รบกวนท่านให้ลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ ท่านจะรู้สึกเหมือนเอาความกับวลออกมากองไว้บนแผ่นกระดาษ ซึ่งจะทำให้ท่านสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

(2) ลงมือทำ การลงมือทำจะทำให้ท่านคลายกังวลได้อย่างมากอีกเช่นกัน เพราะอีกความกังวลใจคืองานที่ค้างคาและยังไม่ได้ลงมือทำเสียที เพราะเมื่อยังไม่ลงมือทำสักทีก็ไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ต่อไปได้ แต่เมื่อท่านลงมือทำมันแล้ว จะสำเร็จหรือยังไม่สำเร็จก็ตาม ความกังวลใจมันจะลดลงไปเยอะ เพราะท่านจะทราบจำนวนงานที่แท้จริง และทำให้มีสติในการกำหนดกรอบเวลาที่จะต้องทำต่อไปได้อย่างเหมาะสม

(3) หมั่นตรวจเช็คสถานะของงาน โดยเฉพาะเวลาใกล้กลับบ้าน การตรวจเช็คว่างานสำเร็จตามที่วางแผนไว้หรือไม่ จะทำให้ท่านคลายกังวลก่อนกลับบ้าน แม้จะมีงานที่ยังค้างคาก็สามารถวางแผนการทำงานให้สำเร็จในวันต่อไป หรือถ้าจะต้องทำงานล่วงเวลาก็จะสามารถกำหนดว่าจะทำเพียงแค่ไหน เพื่อไม่ให้ท่านเหนื่อยจนเกินไป ท่านก็ยังคงสามารถกลับบ้านโดยวางงานไว้ที่ทำงานเหมือนเดิม

(4) แบ่งโซนงานที่จะทำ เรื่องนี้สำหรับท่านที่ต้องติดต่อกับบุคคลอื่นนอกแผนก ที่หลายครั้งต้องเดินไปเดินมาหลายครั้ง การไม่กำหนดโซนงานทำให้ท่านทำงานซ้ำ ๆ และงานอาจไม่เสร็จ งานที่ไม่เสร็จท่านก็จะหงุดหงิดไม่มีความสุข การแบ่งโซนงานจะทำให้ท่านทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นงานที่ต้องเดินไปฝ่ายผลิต ต้องเจอใครที่โรงงานก็ทำให้เสร็จเรียบร้อยในคราวเดียวกันไปเลย ไม่ต้องเดินไปเดินมาหลายรอบ ทำให้เสียเวลาและไม่เกิดประสิทธิภาพ

(5) หยุดสังคมออนไลน์ขณะทำงาน บางองค์กรไม่ได้มีกฏระเบียบเข้มมากนัก ท่านก็อาจจะสามารถเล่นสื่อออนไลน์ได้ในเวลาทำงาน ดังนั้นท่านต้องแบ่งตารางการใช้สื่อออนไลน์ส่วนตัวให้เรียบร้อย ให้เป็นช่วงเวลาที่แน่นอนในแต่ละวัน ว่าจะเล่นช่วงไหน และเล่นภายในไม่เกินกี่นาที จะทำให้ท่านสามารถบริหารจัดการงานได้ดีขึ้น เมื่อท่านไม่หมกมุ่นกับสื่อออนไลน์ งานที่ทำก็จะสำเร็จได้อย่างรวดเร็วขึ้น

(6) คุยกับเพื่อนร่วมงาน หมายถึงการอัพเดทเรื่องราวของการทำงาน ในช่วงพักเบรค อาจจะผสมเรื่องสัพเพเหระไปบ้าง แต่การคุยกับเพื่อนร่วมงานจะทำให้ท่านทราบความเป็นไปในองค์กร ทราบว่าอะไรเกิดขึ้นในองค์กร ซึ่งผมมั่นใจว่าจะมีทั้งข่าวดีและข่าวไม่ค่อยดี เมื่อท่านรับฟังข่าวไม่ค่อยดีก็อย่าคิดมาก แค่เตรียมตัวตั้งรับไว้ให้ดีก็พอ

(7) คุยกับหัวหน้างาน หลายคนไม่ค่อยชอบคุยกับหัวหน้างานเพราะรู้สึกว่ามันยาก แต่ท่านควรทำให้เป็นนิสัย การพูดคุยกับหัวหน้างานคือการทักทายกัน สามารถแอบถามเรื่องราวขององค์กรได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้ท่านเข้าใจความเป็นไปในองค์กรจะได้ไม่กังวลอะไรไปเองในเวลาที่ท่านไม่ได้อยู่ในที่ทำงาน

(8) พูดคุยเรื่องความสุขส่วนตัวให้ผู้ร่วมงานฟัง การพูดคุยแบ่งปันถึงสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขในเวลาส่วนตัว เป็นครั้งคราว (ย้ำว่า…ไม่ต้องบ่อยมาก) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท่องเที่ยวส่วนตัวในวันหยุด ความสุขกับลูกเล็ก ๆ หรือการใช้เวลาดูแลคุณพ่อคุณแม่ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้ร่วมงานของท่านเห็นว่าท่านเป็นคนที่แบ่งเวลาความสุขส่วนตัวได้เด่นชัดมาก การที่เขาจะรบกวนท่านนอกเวลางานก็จะเป็นการยากขึ้น เขาจะรู้สึกเกรงใจถ้าจะรบกวนเวลาของท่านในวันหยุด

(9) ตั้งใจเสมอว่าจะไม่ให้ ‘งาน’ ตามกลับบ้าน สำคัญที่สุดคือการทำจิตใจที่เข้มแข็งและตั้งใจที่จะปล่อยงานไว้ที่ทำงาน เอากลับบ้านไปเฉพาะความเหนื่อย ที่แค่พักผ่อนก็หาย เพื่อที่ท่านจะได้ตื่นมาอย่างมีแรงมาทำงานและคิดเรื่องงานในวันทำงานถัดมา

ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่วิธีการตัดงานจากสมองท่านหรอกนะครับ แต่เป็นวิธีปรับทัศนคติที่จะทำให้ท่านรู้จักการบริหารจัดการอารมณ์ของท่านที่มีต่อการทำงานงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ท่านสามารถจัดการความคิดของตัวเอง สามารถแบ่งแยกเรื่องงานออกจากชีวิตส่วนตัว เพียงแค่นี้ท่านก็จะสามารถกลับบ้านได้อย่างสบายตัว ไม่มีเรื่องงานกวนใจ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของท่านและครอบครัวต่อไป

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: