BiznewsIT & Digital

เปิด 5 เทรนด์อีคอมเมิร์ซมาแรง ปี 2020 “ยุคอยากได้ของต้องได้เลย”

ปี 2563 กำลังเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้านี้ และเป็นปีที่หลายคนมองว่า เศรษฐกิจไทย จะเลวร้ายมากกว่าปี 2540 นำร่องก่อนจะหมดปี 2563 บริษัทและโรงงานต่างปิดกิจการจำนวนมาก คนตกงาน นักศึกษาจบใหม่ว่างงานมากกว่า 5 แสนคน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายคนกังวลยังมีอีกหนึ่งธุรกิจที่มาแรงแซงทางโค้งชนิดเติบโตสวนกระแสธุรกิจอื่นๆ ก็คือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่นับวันยิ่งเจริญเติบโต ปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท

เทรนด์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในปี 2020 จะเป็นอย่างไร “ไพร์ซซ่า”  ได้เผย 5 เทรนด์อีคอมเมิร์ซมาแรง ปี 2020 โดย”ธนาวัฒน์ มาลาบุปฝา”  ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพร์ซซ่า จำกัด และนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดเผยในงานสัมมนาเทรนธุรกิจอีคอมเมิร์ซ “ไพร์ซซ่า อีคอมเมิร์ซ ซัมมิท 2020”  ว่ามี  5 เทรนด์หลักที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

เทรนด์ที่ 1.E-Commerce is global

E-Commerce เป็นการค้าที่ไร้พรมแดนอยู่แล้ว แต่ในปี 2020 จะไม่ใช่แค่ข้ามภูมิภาค แต่จะเป็นข้ามประเทศ  เห็นได้จากสินค้าใน 3 มาร์เก็ตเพลสยักษ์ใหญ่อย่าง ลาซาด้า, ช้อปปี้ และ เจดี ดอทคอม ที่มีจำนวนรวม 74 ล้านชิ้นในปี 2561 และเพิ่มเป็น 174 ล้านชิ้นในปี 2562 หรือเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.4 เท่า ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นสินค้าจากจีนถึง 77% จากผู้ค้าเพียง 8.1 หมื่นราย ขณะที่อีก 23% เป็นสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศที่มีมากถึงกว่า 1 ล้านราย ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนได้ว่า ผู้ค้าจากต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาทำธุรกิจเอง

ขณะที่อัตราการซื้อของคนไทยกลับพบว่า 86% เป็นการซื้อจากผู้ซื้อในประเทศ และ 14% สั่งซื้อจากผู้ขายต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่า ความต่างอยู่ที่ขนาดของออเดอร์สั่งซื้อ โดยการสั่งซื้อผู้ขายในต่างประเทศ จะเป็นสินค้าชิ้นเล็ก ราคาไม่สูงแต่สั่งบ่อยและหลายชิ้นต่อครั้ง เห็นได้จากตัวเลขการสั่งซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง เป็นการซื้อจากผู้ขายในไทยอยู่ที่ประมาณ 738 บาทต่อครั้ง ขณะที่ซื้อจากต่างประเทศเฉลี่ย 350 บาทต่อคำสั่งซื้อต่อครั้ง

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเพื่อแข่งขันกับผู้ขายจากต่างประเทศด้วยการสร้างหรือหาสินค้าที่มีเอกลักษณ์และแตกต่าง ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำและขยายช่องทางขายให้ครอบคลุมทุกช่องทางที่ลูกค้าใช้

เทรนด์ที่ 2. Direct to Consumer (DTC)

แบรนด์สินค้าจะสรา้งความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้ามากขึ้นซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ 3 มาร์เก็ตเพลสเจ้าดังในประเทศไทยที่มีแบรนด์สินค้าโดยเฉลี่ยทั้งหมด 44,000 แบรนด์ และมีจำนวน Brand Official Shop ทั้งหมด 1,700 ร้านค้าหรือ 4% แสดงให้เห็นว่าจำนวนแบรนด์ที่เข้ามาเปิด Shop ในมาร์เก็ตเพลสยังคงมีจำนวนมไม่มาก

ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2020 คาดการณ์จำนวนร้านค้า  Brand Official Shop  และจำนวนสินค้าจะเพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่าตัวเลยทีเดียว ชี้ให้เห็นถึงโอกาสของแบรนด์ต่างๆ  ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องพึ่งช่องทางการขายแบบเดิมอีกต่อไป

เทรนด์ที่ 3.Thailand World’s Leader in Social Commerce

ประเทศไทยจะเป็นผู้นำตลาดโซเชียลคอมเมิร์ซ โดยผลวิจัยจากบีซีจี ที่เฟซบุ๊กจ้างทำวิจัย พบว่า คนไทย 40% เคยช้อปปิ้งผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซ, 61% เป็นการซื้อสินค้าผ่านเฟซบุ๊ก ที่เหลือ 39% ซื้อผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ โดยเฉพาะ ไลน์

ทั้งนี้เทรนด์ในปี 2020 บรรดาโซเชียล คอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มต่างๆ อาทิ เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม จะสามารถปิดการขายได้ในแอปเดียว โดยไม่ต้องเสียเวลาออกไปแอปธนาคารเพื่อชำระสินค้าอีกต่อไป เห็นได้จากปีหน้า เฟซบุ๊ก จะเปิดตัวเฟซบุ๊กเพลย์, อินสตาแกรมจะพัฒนาแอปให้ปิดการขายได้เลย และไลน์ เปิดตัว ไลน์โอเอ พลัส อีคอมเมิร์ซ ที่ให้ผู้ขายพูดคุยกับลูกค้าและปิดการขายได้เช่นกัน

อีกหนึ่งไอไลท์ที่น่าสนใจในปี 2020 จะเป็นปีทองของ E-Commerce Delivery ได้แก่บริษัทประเภท Food Delivery ที่นอกจากจะส่งสินค้าบริโภคได้แล้วยังส่งสินค้า E-Commerce ได้อีกด้วย พร้อมทั้งส่งตรงถึงมือผู้บริโภคโดยตรงภายในวันเดียว ดังนั้น การแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์ในปีหน้าจะดุเดือดกว่าปี 2019

เทรนด์ที่ 4. Ride Hailing

การจัดส่งถึงที่ หรือเดลิเวอรี่ ซึ่งเทรนด์สำคัญในปีนี้ อยู่ที่การจัดส่งสินค้ากลุ่มอาหาร เห็นได้ว่า เซอร์วิส ออน ดีมานด์ เข้ามาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในยุคที่ต้องการความรวดเร็ว สะดวกสบาย ไม่ชอบรอ แต่ในปีหน้า การขยายธุรกิจเดลิเวอรี่ จะขยายไปสู่สินค้ากลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจากฟู้ด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของใช้ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ชนิดที่ว่า ปีนี้อยากทานต้องได้ทานเลย ส่วนปีหน้าอยากได้ของต้องได้เลย

เทรนด์ที่ 5. Omni channel

ออมนิ ชาแนล หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ อย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้แบรนด์ สินค้า และบริการ เข้าไปอยู่ในทุกที่ทุกเวลาที่ลูกค้าต้องการ

โดยปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ในสหรัฐ จากช่องทางจำหน่ายสินค้าทั้งหมด พบว่า เป็นการซื้อผ่านช่องทางออฟไลน์ 46%, ซื้อผ่านออมนิชาแนล หรือทั้งสองช่องทางทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ 40.9% และ ซื้อผ่านออนไลน์ 13.1%

ขณะที่ในประเทศไทย อ้างอิงจากกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล พบว่า ลูกค้าซื้อสินค้าผ่านช่องทางออฟไลน์สูงถึง 96% ออมนิ ชาแนล 2.6% และออนไลน์ยังน้อยมากหรือเพียง 1.4% แต่เชื่อว่าแนวโน้มในอนาคตช่องทางออนไลน์และออมนิ ชาแนลเพิ่มสูงขึ้น และที่น่าสนใจคือ ยอดสั่งซื้อต่อบิลในช่องทางปกติอยู่ที่ประมาณ 1.2 หมื่นบาท แต่เมื่อขายผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นพบว่า ยอดสั่งซื้อเพิ่มสูงขึ้นเป็น 3.6 หมื่นบาท

 

 

 

 

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: