BiznewsColumnist

2 เจ้าสัวขยับธุรกิจสู่สนามบิน รถไฟซีพี – ดิวตี้ฟรีคิงพาวเวอร์

เจ้าสัวขยับธุรกิจสู่สนามบิน

รถไฟซีพี – ดิวตี้ฟรีคิงพาวเวอร์

โดย “ธนก บังผล”

              กระแส “อีช่อ” กับ “ตี๋เต้” สัปดาห์ที่แล้วถูกกระพือให้คละคลุ้งยึดพื้นที่สีสันข่าวบนหน้าสื่อ จนบางคนอาจไม่ทราบว่ามติคณะรัฐมนตรี  (ครม.) เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการเห็นชอบในโครงการเมกะโปรเจ็คต์ให้ ผู้ประกอบการธุรกิจระดับอภิมหาเศรษฐีของไทยได้เข้ามาร่วมลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง มูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านบาท

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เสนอ เพื่อให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่า 224,544.36 ล้านบาท กับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) ผู้ชนะการประมูล

ครม.เห็นชอบให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนในโครงการนี้ วงเงิน 149,650 ล้านบาท ซึ่ง รฟท.จะทำการแบ่งจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้กับเครือซีพี เป็นรายปี ปีละไม่เกิน 14,965 ล้านบาท เป็นเวลา 10 ปี  โดยทางกลุ่ม CPH ได้เสนอของบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาล 117,227 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่ากรอบเงิน 119,425 ล้านบาท ที่ครม.ได้อนุมัติไว้

 

 

โดยช่วงกลางเดือน มิ.ย. นี้ รฟท.จะต้องทำการลงนามในสัญญากับนิติบุคคลเฉพาะกิจที่ทางซีพีจัดตั้งขึ้น หลังจากนั้นจะใช้เวลาในการก่อสร้าง 5 ปี คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณต้นปี 2567

เมื่อโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเริ่มให้บริการแล้ว ซีพีจะผู้จัดเก็บค่าโดยสารและรับความเสี่ยงด้านจำนวนผู้โดยสาร เป็นเวลา 50 ปี ก่อนจะกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ ในเบื้องต้นคาดว่ามูลค่าของโครงการรถไฟฟ้าขณะนั้นน่าจะสูง กว่า 3 แสนล้านบาท

กลุ่ม CPH ในที่นี้ประกอบด้วย บ.เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด (ประเทศไทย)บ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD, China Railway Construction Corporation Limited (สาธารณรัฐประชาชนจีน),บ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (ประเทศไทย)

อีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ บ.คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ชนะประมูลหลังยื่นข้อเสนอค่าตอบแทนโครงการให้สิทธิงานประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

หลังจจากที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดให้ผู้สนใจซื้อเอกสารร่วมเข้าประมูล ในระหว่างวันที่ 1 – 18 เม.ย ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีผู้สนใจซื้อเอกสารร่วมเข้าประมูลรวมทั้งสิ้น 5 ราย ได้แก่ 1.บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด 2.บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด 3.บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัทโรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

แต่สุดท้ายก็มีผู้ที่เข้ายื่นข้อเสนอการดำเนินการในวันที่ 22 พ.ค. เพียง 3 ราย และ คิง พาวเวอร์ เป็นผู้ชนะในการประมูลครั้งนี้

นายวิชัย บุญยู้ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด) ทอท. ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาผลการโครงการให้สิทธิงานประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ให้เหตุผลสั้นๆ ที่ทำให้ บ.คิงพาวเวอร์ฯชนะ คือ  

“เสนอค่าตอบแทนสูงกว่าที่ ทอท.เคยได้รับอยู่เดิม และสูงกว่าที่ ทอท.คาดหมาย”

มีรายงานว่า ผลการเปิดซองประมูล คิงพาวเวอร์ ได้อันดับหนึ่ง 94.3  คะแนน ส่วนอันดับที่ 2 คือกิจการร่วมค้า การบินกรุงเทพ ล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี ได้คะแนน 83.10 และอันดับ 3 กิจการร่วมค้ารอยัลออคิด ประกอบด้วย บริษัท โรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH จับมือกับบริษัท เอ็มไพร์ เอเชีย กรุ๊ป จำกัด และ WDFG UK LIMITED ได้คะแนน 78.85

แต่การเปิดซองประมูลครั้งนี้ก็มีดราม่านิดหน่อย เพราะทาง ทอท. ไม่เปิดเผยผลคะแนนโดยให้เหตุผลว่าต้องรอให้ทางบอร์ด ทอท.อนุมัติก่อน ทำให้ผู้ที่แพ้ประมูล ต้องการยื่นเรื่องขอให้มีการเปิดรายละเอียดการให้คะแนนของ ทอท.

“หากผู้ยื่นประมูลรายใดไม่พอใจผลคะแนนและต้องการข้อมูลรายละเอียดในการพิจารณา ให้ทำหนังสือถึง ทอท.เพื่อขอรายละเอียดได้ก่อนที่จะมีการนำเสนอบอร์ด ทอท.วันที่ 19 มิ.ย. โดย ทอท.จะชี้แจงคะแนนของบริษัทที่ร้องขอ แต่ทั้งนี้จะไม่สามารถขอดูคะแนนของกลุ่มอื่นได้ เราทำตามขั้นตอนในทีโออาร์ ที่บอกไว้ว่าจะตัดสินอย่างไร ส่วนราคายังเปิดเผยไม่ได้ เพราะ ทอท.เป็นรัฐพาณิชย์ เป็นรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะต้องทำตามกฎระเบียบการนำเสนอข่าวต่างๆ ที่จะมีผลต่อราคาหุ้นได้” นายวิชัย อธิบายและบอกอีกว่า

              หลังจากนี้ ทอท.จะนำผลการคัดเลือกเสนอคณะกรรมการพิจารณารายได้ของ ทอท. ที่มีนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.เป็นประธานในการประชุมวันที่ 12 มิ.ย. ก่อนจะนำเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท. พิจารณาอนุมัติในวันที่ 19 มิ.ย.นี้

              นั่นหมายความว่า หากบอร์ด ทอท. ตกลงทำสัญญากับ คิง เพาเวอร์ จะทำให้ บริษัทดังกล่าวได้ดำเนินการธุรกิจดิวตี้ฟรี ที่สนามบินสุวรรณภูมิทั้งภายในอาคารผู้โดยสารหลัก และอาคารผู้โดยแห่งใหม่ต่อไปอีก 10 ปี นับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2563 – มี.ค. 2574

นอกจากนี้ วันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดให้ผู้สนใจซื้อเอกสารร่วมเข้าประมูลการดำเนินงานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรของ 3 สนามบินภูมิภาค คือ สนามบินนานาชาติภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ ต้องดูว่าเมื่อถึงเวลาเปิดซองแล้ว วงการธุรกิจนี้จะต่อสู้กันดุเดือดแค่ไหน อย่างไร

              นิตยสาร Forbes จัดอันดับเศรษฐีในประเทศไทย ประจำปี 2562 โดยเปิดเผยว่าผู้ที่ร่ำรวยที่สุดคือนายธนินท์ เจ้าสัวซีพี มีทรัพย์สินมูลค่า 4 แสนล้านบาท

โดยตามมาติดๆใน อันดับ 3 คือนายอัยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา เจ้าของคิงพาวเวอร์ มีทรัพย์สินมูลค่า 1 แสน 8 หมื่นล้านบาท แต่ธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีและอากร หรือ “ดิวตี้ ฟรี” เป็นธุรกิจที่กำลังเติบโตและสร้างเม็ดเงินได้มากที่สุด

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ผลประกอบการของธุรกิจในเครือคิง เพาเวอร์ ที่ ในปี 2560 รายได้รวมจากบริษัทในเครือ 9 แห่ง มีกว่า 104,520 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิมากกว่า 7,873 ล้านบาท

              ได้แก่ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด มีรายได้รวม 35,633 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,838 ล้านบาท

บริษัทคิง เพาเวอร์ แท็กซ์ฟรี จำกัด มีรายได้รวม 5,467 ล้านบาท กำไรสุทธิ 248 ล้านบาท

บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด มีรายได้รวม 5,324 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,764 ล้านบาท

บริษัท คิง เพาเวอร์ มาเก็ตติ้ง แอนด์ เมเนจเมนท์ จำกัด มีรายได้รวม 404 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 144 ล้านบาท

บริษัท คิง เพาเวอร์ โฮเทล เมเนจเมนท์ จำกัด มีรายได้รวม 665 ล้านบาท กำไรสุทธิ 42 ล้านบาท

บริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มีรายได้รวม 863 ล้านบาท กำไรสุทธิ 117 ล้านบาท

บริษัท คิง เพาเวอร์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด มีรายได้รวม 9 ล้านบาท กำไรสุทธิ 703,535 บาท

บริษัท คิง เพาเวอร์ เอวิเอชั่น จำกัด มีรายได้รวม 216,701 บาท กำไรสุทธิ 162,083 บาท

บริษัท คิง เพาเวอร์ มหานคร จำกัด ยังไม่มีการรายงานรายได้และกำไร เนื่องจากเพิ่งก่อตั้งเมื่อ เมื่อ 11 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมา

และสุดท้าย บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มีรายได้รวม 56,151 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,944 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าการขยับของ เจ้าสัวยักษ์ใหญ่ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการลงทุนผูกสัมปทานเพื่อบริหารธุรกิจในระยะยาวแล้วยังเป็นการเชื่อมเครือข่ายเข้าไปสู่สนามบินที่เหมือนกันอีกด้วย

คิง พาวเวอร์ ไม่ได้มองแค่ 10 ปี ในสนามบินสุวรรณภูมิแน่นอน เมื่อการยื่นซองประมูลครั้งนี้เสนอค่าตอบแทนในระดับที่ ทอท. เองก็ยังคาดไม่ถึง

เช่นเดียวกับเจ้าสัวซีพี ที่ซื้อเวลานานถึง 50 ปีกับรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่เชื่อมการเดินทางทั้ง สนามบินเข้าด้วยกัน

ระดับอภิมหาเศรษฐีคงมองเห็นว่ามีอะไรอยุ่ที่นั่นแน่ๆ (ฮา)  

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: