BiznewsColumnist

1,000 บาท “ชิม ช็อป ใช้” เงินเข้ากระเป๋าใคร

1,000 บาท “ชิม ช็อป ใช้”

เงินเข้ากระเป๋าใคร

โดย “ธนก บังผล”

 

              มาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวของรัฐบาล “ชิม ช็อป ใช้” ผ่านมาหลายวัน มีสื่อเอาปัญหามาสะท้อนในแต่ละส่วนกันอย่างละเอียด จนแทบจะเรียกได้ว่าตั้งแต่ขั้นตอนลงทะเบียนไปถึงการจ่ายเงินแตะตรงไหนก็ติดขัดไปหมด

              ที่ได้รับทราบมา คือขั้นตอนลงทะเบียนที่หลายคนบอกตรงกันว่าต้องอดตาหลับขับตานอนใช้เวลาช่วงหลังเที่ยงคืนจนถึงตี 3กรอกรายละเอียด ซึ่งว่ากันว่า 1 ล้านคนในแต่ละวันทำไมมันช่างใช้เวลาลงทะเบียนกันครบเร็วกันเหลือเกิน

              ผมคนหนึ่งละครับไม่เชื่อว่าจะมี 1 ล้านคนรอลงทะเบียน แล้วระบบจะรองรับได้ทั้ง 1 ล้านภายในเวลา 3 ชั่วโมง นี่แค่ขั้นตอนเริ่มต้นก็ดูแปลกแปร่งแล้ว เพราะมีรายละเอียดที่มากกว่าการลงทะเบียนอยู่ด้วย

              แต่ภายใต้ปัญหาอันน่าปวดหัวนี้ก็ยังมีเรื่องฮาอยู่นะครับ เห็นโพสต์กันเยอะถึงเทคนิคในการ “สแกน”  ใบหน้า เพื่อให้ตรงกับบัตรประชาชน

              ส่วนเรื่องที่เราจะคุยกันไม่ใช่เรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนครับ เพราะปัญหาที่แท้จริงของมาตรการนี้คือเงิน 1,000 บาท ต่อคน รวมทั้งหมด 10 ล้านคนนั้น กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?

              เริ่มต้นโครงการนี้ต้องย้อนไปเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ อนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังแจกเงิน คนไทย 10 ล้านคนที่ลงทะเบียนล่วงหน้า คนละ 1,000 บาท เพื่อการท่องเที่ยว เช่น ซื้อสินค้าท้องถิ่น รับประทานอาหาร เข้าพักในโรงแรม และกิจกรรมการท่องเที่ยวต่าง ๆ ข้ามจังหวัดของตัวเอง โดยมุ่งเน้นไปที่ประชาชนชาวไทยที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

              คำถามแรกคือ คนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปมีเพียง 10 ล้านคนเท่านั้นหรือ แล้วทำไมต้องเป็น 10 ล้านคนผู้โชคดีที่ได้เงิน 1,000 บาท

              ผมไม่ทราบหรอกนะครับว่าตัวเลข 10 ล้านคนนี้ใครเป็นต้นคิด แต่หากถามเป็นจำนวนเงินก็ตกอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท

              ครับ…1 หมื่นล้านบาทจากภาษีประชาชนทั้งประเทศ นั่นหมายความว่าจะมีคนที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการนี้เป็น “ส่วนใหญ่” โดยผลักให้ 10 ล้านคน เป็นคน “ส่วนน้อย” ทันที

              เพราะฉะนั้น 10 ล้านคนที่จะโชคดีต้องมี “อินเตอร์เนต” เป็นปัจจัยเบื้องต้นเพื่อลงทะเบียน และเป็น 10 ล้านคนที่มีปัญญาไปเที่ยวยังจังหวัดอื่นที่ไม่ใช่ภูมิลำเนาซึ่งระบุในบัตรประชาชนด้วย

 

              ตาสี ตาสา ชาวนา ชาวไร่ มีสิทธิลงทะเบียนเพื่อรับเงิน 1,000 บาท ไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือเปล่า คำตอบคือ …มีครับ  แต่ความเป็นจริงคือแค่หากินเลี้ยงปากท้องให้พ้นไปในแต่ละวันก็แทบจะกระอักเลือดอยู่แล้ว ยังจะต้องมานั่งรอเวลาหลังเที่ยงคืนเพื่อลงทะเบียน เพื่อที่จะพบในเวลาไม่ถึงชั่วโมงนั้นว่าว่า “ครบ 1 ล้านคนแล้ว”

              ความเป็นไปได้ของตาสีตาสาจึงตัดทิ้งไปได้เลย และสามารถสรุปกันโดยไม่ต้องฟันธงอีกเช่นกันว่า มาตรการนี้เป็น “ประชานิยม” ออกมาเพื่อ “ชนชั้นกลาง”

              อาจมีหลายคนไม่เห็นด้วยกับความคิดของผมข้อนี้ แต่ตรรกะทางเศรษฐศาสตร์เรื่อง “กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก” นั้น คนที่ต้องมีเงินจับจ่ายคือตาสีตาสาไม่ใช่หรือ

              โอเค..จริงอยู่ที่คนได้รับเงิน 1,000 บาทเอาไปใช้จ่ายกับตาสีตาสา แต่ร้านขายของชำข้างถนนในชนบทรองรับแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” หรือเปล่า ขนาดข้างซูเปอร์สโตร์ขนาดใหญ่ยังโวยกันว่าช่องทางการจ่ายเงินไม่สามารถให้บริการกับประชาชนที่มาใช้บริการได้อย่างเต็มที่

              ที่น่าคิดกว่านั้นคือ เงิน 1,000 บาทที่ได้มา หากผู้ลงทะเบียนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ว่าต้องนำไปเที่ยวต่างจังหวัด จะมีระบบติดตามแล้วนำเงินคืนกลับมาได้หรือไม่ เพราะผมเชื่อว่าการเดินทางไปต่างจังหวัดของชนชั้นกลางส่วนใหญ่ใช้รถยนต์  และเงิน 1,000 บาทนั้นจะถูกแปรเปลี่ยนเป็น “ค่าน้ำมัน” มากกว่าจะถูกนำไปใช้ในการท่องเที่ยว เข้าร้านสปา หรือพักโรงแรม

              1,000 บาท จึงเป็นจำนวนเงินที่น้อยสำหรับคนที่ต้องการนำไปใช้สนองนโยบายรัฐ แต่ก็เป็นจำนวนเงินที่มากสำหรับ “คนส่วนใหญ่” เพราะหมายถึง 1 หมื่นล้านบาทจะถูกละลายลงแม่น้ำ

              อย่าไปฟังเสียงพวก สส. ฝั่งรัฐบาลว่าเงิน 1,000 บาทจะกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองเลยครับ ถ้าเอาความจริงมาคุยกันก็จะพบว่ามาตรการแจกเงินให้กับประชาชนเพื่อให้จับจ่ายใช้สอยในระยะสั้นนั้นก็เหมือนการต่อลมหายใจของคนไข้ที่อยู่ในห้องไอซียู

              มันไม่ได้แก้ถูกโรค และเมื่อหมดระยะเวลาใช้เงินแล้วสภาพเศรษฐกิจก็กลับมาทรุดเหมือนเดิม

              ถ้าถามผม ผมก็คงบอกตามประสาชาวบ้านละครับว่าไม่มีประโยชน์ เงิน 1 หมื่นล้านบาทควรถูกนำไปใช้อย่างอื่นมากกว่า “ประชานิยม”

              แล้วประชานิยมนี้ใครได้ประโยชน์ครับ มาถึงบรรทัดนี้เราก็พอจะทราบแล้วว่า มีห้างสรรพสินค้าจังหวัดไหนบ้างที่รองรับ “ชิม ช็อป ใช้” สุดท้ายมันก็วนกลับมาที่เดิมครับ วนกลับมาที่ข้อสงสัยที่ว่า หรือจริงๆแล้ว 1 หมื่นล้านบาทนี้ก็แค่เงินที่แจกจ่ายให้กับเจ้าของห้างร้าน เจ้าสัว คนรวยระดับมหาเศรษฐี โดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือส่งต่อเท่านั้น

              บางคนอาจท้วงว่าก็ดีกว่าไม่ได้เงินมาใช้จ่าย ผมในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ไม่ต้องการร่วมสังฆกรรมกับระบอบประชานิยมซึ่งจะพาชาติล่มจม และสร้างนิสัยให้ประชาชนเป็น “ผู้ขอ” หรือ “ผู้รอเศษเงิน” จากรัฐบาล ยืนยัน 1 เสียงตรงนี้เลยว่า 1,000 บาท ที่รัฐบาลแจกนี้ไม่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว จนทำให้จีดีพีกระเตื้องขึ้นแม้แต่น้อย

              ตราบใดที่คนเล็ก คนน้อย ประชาชนคนเดินดิน ชาวบ้านตาสีตาสา ยังลืมตาอ้าปากไม่ได้ เศรษฐกิจฐานรากที่ถูกกล่าวอ้างนั้นก็ไม่มีวันถูกกระตุ้นเลยครับ

              แต่สำหรับคนที่ลงทะเบียน “ชิม ช็อป ใช้” ไปแล้ว ผมขอให้ทุกท่านใช้จ่ายเงินกันอย่างเห็นแก่คนส่วนใหญ่ของประเทศนิดหนึ่งครับ เชิญแวะชิมอาหารตามต่างจังหวัดเพื่อที่จะพบว่าไม่สามารถใช้แอพ “เป๋าตัง” ได้ (ฮา)   

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: