Biznews

ความหมายและวิวัฒนาของการค้าปลีกไทย

การค้าปลีก (Retailing) หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าหรือการให้บริการโดยตรงแก่ผู้บริโภคคนสุดท้าย (End User) ซึ่งผู้บริโภคคนสุดท้ายนี้จะซื้อสินค้าหรือรับบริการเพื่อสนองความต้องการของตนเอง ของบุคคลภายในครอบครัวหรือของบุคคลในสังคมหรือผู้บริโภคเอง และไม่ได้เป็นการซื้อเพื่อจำหน่ายต่อ เช่น นายอนุศักดิ์ ซื้อกางเกงยีนส์จากร้าน สยามสแควร์ เป็นของขวัญวันเกิดให้ลูกชาย นางสาวลัดดาไปซื้อโดนัทที่ร้านดังกิ้นโดนัท นายขจรนำรองเท้าไปซ่อมกับช่างซ่อมรองเท้าที่ตั้งอยู่ริมถนน เป็นต้น หากการขายสินค้าหรือให้บริการแก่ผู้ที่นำไปผลิตหรือแปรรูปแล้วจำหน่ายต่อ เราถือว่าเป็นการค้าส่ง (Wholesaling) เช่น โรงงานเฟอร์นิเจอร์ซื้อไม้ไปทำโต๊ะ เก้าอี้จำหน่าย นายอิทธิพลเจ้าของร้านสยามสแควร์ซื้อผ้าจากร้านย่านสำเพ็งไปตัดเป็นกางเกงยีนส์จำหน่าย เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป การค้าปลีก หมายความถึงกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าหรือการให้บริการแก่ผู้บริโภค เพื่อนำไปบริโภคหรือใช้เอง ทั้งนี้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าส่งจะเป็นผู้ทำการค้าปลีกเอง หรืออาจจะกระจายสินค้าผ่อนพ่อค้าคนกลางก็ได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ผู้ผลิตเครื่องสำอางอาจจะทำหน้าที่ค้าปลีกโดยจัดซุ้มจำหน่ายสินค้าของตัวเองตามห้างสรรพสินค้า โดยใช้พนักงานเป็นผู้แนะนำการขาย บริษัทผลิตรองเท้าอาจจะทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีกในเวลาเดียวกัน โดยอาจจะกระจายสินค้าแก่ผู้ค้าส่งเพื่อกระจายไปยังร้านค้าปลีกและกระจายสินค้าผ่านร้านค้าปลีกของตนเองที่จัดตั้งขึ้น บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจจะใช้วิธีการขายตรงโดยส่งพนักงานไปเคาะประตูขายถึงตามบ้าน ผู้ค้าคนกลางบางประเภทอาจจะกระจายสินค้าต่อโดยส่งแคทตาล็อกหรือตัวอย่างสินค้าทางไปรษณีย์ เจ้าของส้มบางมดอาจจะนำส้มซึ่งเป็นผลิตผลจากส่วนของตนมาจำหน่ายแก่ลูกค้าโดยตรง เป็นต้น

จากคำจำกัดความดังกล่าวข้างต้นชี้ให้เห็นว่า การค้าปลีกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการตลาดที่คนไทยทุกคนมีความคุ้นเคยกันดี เพราะทุกคนต้องเคยซื้อสินค้าไม่ว่าจะสินค้าอุปโภคหรือสินค้าบริโภคกันอยู่เป็นประจำ การค้าปลีกในประเทศไทยมีมากมายหลายราย และหลากหลายรูปแบบหลากหลายประเภท ส่วนใหญ่ที่เห็นก็จะเป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่มียอดขายเพียงไม่กี่ร้อยไม่กี่พันบาทต่อวัน เช่น ร้านขายข้าวแกง พ่อค้าหาบเร่ขาย กล้วยปิ้ง หรือการขายปลีกแบบรถเข็น แต่ที่เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่มียอดขายเป็นแสนเป็นล้านบาท ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน เช่น ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต นอกจากนี้ยังมีร้านค้าปลีกประเภทต่างๆ อีกมากมาย เช่น การค้าปลีกโดยไม่มีร้านค้า เช่น การขายสินค้าโดยผ่านเครื่องอัตโนมัติ(Vending Machine) การขายโดยติดต่อผ่านทางไปรษณีย์ เป็นต้น ดังนั้นการค้าปลีกในปัจจุบัน
เป็นรากฐานของการประกอบอาชีพการค้าที่สำคัญ และก่อให้เกิดกิจกรรมต่อเนื่องทางการตลาดอีกมากมาย


วิวัฒนาการค้าปลีกแบบดั้งเดิมอย่างไทยไทย

นับแต่อดีตกาลนานมาแล้ว การค้าปลีกแต่ดั้งเดิมมีลักษณะเป็นห้องแถวและตลาดสด ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนไทยเป็นเวลานาน ตลาดสดมักจะเป็นสถานที่ ที่ผู้ซื้อผู้ขายตกลงซื้อขายสินค้าและบริการโดยตรงโดยเฉพาะอาหารสด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ หมู ปู ปลา และผักสดต่างๆ ขณะเดียวกันร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ดประเภทสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันในลักษณะหาบเร่แผงลอย ก็ได้พัฒนาเป็นแบบตึกแถว ควบคู่กันไปกับตลาดสด ตลาดสดจึงถือได้ว่าเป็นรูปแบบศูนย์การค้าแบบดั้งเดิม เป็นศูนย์รวมการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคสำหรับชาวกรุงเทพ และได้ขยายตัวไปตามตัวเมืองในจังหวัดใหญ่ๆ ต่อมา


ประเภทธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม

ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังคงมีรูปแบบที่หลากหลายและอยู่เคียงคู่สังคมไทยตลอดมา ในลักษณะเป็นสถานที่สังสรรค์ติดต่อค้าขายสินค้าพื้นฐานความจำเป็นในการดำรงชีวิต ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังคงมีปรากฏให้เห็นโดยทั่วไป เพียงแต่เราไม่ได้สังเกตหรือคิดว่าเป็นรูปแบบการค้าปลีก ประเภทธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่ยังพอเห็นกันโดยทั่วไป ดังนี้

1.ตลาดสด มีทั้งตลาดเช้า ตลาดเย็น ที่เป็นที่นิยมกันสมัยก่อนก็คงเป็นตลาดเก่าเยาวราช ที่ซึ่งเป็นที่นิยมกันในหมู่ภัตตาคาร ร้านอาหาร ไปจับจ่ายสินค้าบริโภคโดยเฉพาะอาหารสด ตลาดสดในกรุงเทพฯ ตลาดสดในต่างจังหวัดก็ยังมีให้เห็น แต่โดยรวมก็ยังเห็นว่าการค้าปลีก แบบดั้งเดิมยังคงดำเนินการอยู่ไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครไปทำให้เป็นข่าว เลยกลายเป็นว่าตลาดสดซึ่งเป็นการค้าปลีกแบบดั้งเดิมสูญหายตายจาก โดยทั่วไปตลาดสด ๑ แห่งจะต้องมีครัวเรือนรองรับ หรือ Back Up อยู่ประมาณ 2,000-5,000 ครัวเรือนจึงจะเพียงพอที่ตลาดจะอยู่ได้

2. หาบเร่/ แผงลอย ซึ่งก็เป็นรูปแบบการค้าปลีกดั้งเดิมที่ยังมีให้เห็น ผู้ค้าปลีกจะเอาสินค้าใส่กระบะ
หรือรถเข็น หรือรถปิกอัพ ขายตามเส้นทางประจำโดยเฉพาะในหมู่บ้านใหม่ๆ ที่ไม่มีตลาดสดรองรับและใกล้จากชุมชน มีขายทั้งเครื่องอุปโภคบริโภคและสินค้าตามเทศกาล ร้านค้าลักษณะนี้โดยทั่วไปจะบริการชุมชนอยู่ในละแวกนั้น ประมาณ 50-100 ครัวเรือน

3. โชวห่วย/ ร้านชำ เป็นร้านที่ขายเครื่องอุปโภคบริโภค โดยมีหลักแหล่งแน่นอนเช่น ตึกแถว หรือ
เพิงถาวร เจ้าของเป็นผู้ดำเนินการเอง และมักจะเป็นที่อยู่อาศัยไปด้วย โดยทั่วๆไปร้านชำเล็กๆ จะดำเนินธุรกิจในชุมชนที่หนาแน่นน้อย ส่วนร้านโชว์ห่วยจะเหมาะกับชุมชนที่มีความหนาแน่นปานกลางหรือประมาณว่ารองรับชุมชนประมาณ 250 ครัวเรือน (Convenience Store รองรับชุมชนประมาณ 1,000-1,500 ครัวเรือน)

4. ร้านค้าเฉพาะ เป็นร้านค้าที่ขายสินค้าเฉพาะอย่างตามตึกแถว เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า สังฆภัณฑ์ วัสดุซ่อมแซมซึ่งผู้ค้ามักจะเป็นเจ้าของอาคารหรือผู้เช่าเอง

ตลาดนัด เป็นสถานที่รวมของผู้ค้าปลีกดั้งเดิมทุกประเภท มักจะจัดกันตามที่ดินว่างเปล่าหรือที่โล่งหรืออาจจะเป็นอาคารมุงหลังคา ส่วนใหญ่มักจะกำหนดแน่นอน เช่น ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ อย่างตลาดนัดจตุจักร หรือ ทุกเย็นของวันใดวันหนึ่ง โดยเฉพาะในต่างจังหวัดจะมีตลาดนัดให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะตลาดนัดสำหรับสินค้าเฉพาะอย่างเช่น ผลไม้ตามฤดูกาลของจังหวัดต่างๆ หรือตลาดวัว ตลาดควาย ทางภาคเหนือ

55474252 – chachoengsao, thailand- july 22, 2015: vintage old style of grocery store in klong suan100 year old market. this market charming wooden shop houses selling vintage items and tasty local food.

การค้าปลีกแบบดั้งเดิมสามารถแสดงถึงลักษณะวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของประชาชนของคนไทยแต่โบราณได้เป็นอย่างดีในธุรกิจตลาดสดเราจะเห็นความเป็นมิตร ความเห็นอกเห็นใจกัน ความสามารถในการเจรจาต่อรอง และความเป็นกันเอง ความสนิทสนม ทักทายซักถามสารทุกข์สุขดิบกันในหมู่ผู้คน การดำเนินธุรกิจแบบยืดหยุ่น มีการขายทั้งเงินสด เงินผ่อน การที่เข้าไปในร้านค้าปลีกสมัยใหม่มีการทักทาย “สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ” ว่าไปแล้วก็ไม่ใช่ของใหม่แต่อย่างไร ทั้งนี้การค้าปลีกแบบดั้งเดิมอย่างในตลาดสด เมื่อก่อนนี้ก็ทักทายเสียงดังสนั่นทั่วตลาดมาก่อน

ความได้เปรียบของธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมเมื่อเทียบกับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ก็คือ ต้นทุนในการประกอบการที่ต่ำ นับตั้งแต่ทำเลที่ตั้งส่วนใหญ่อยู่ในชุมชน ไม่มีต้นทุนสถานที่ประกอบการ เพราะส่วนใหญ่เดิมใช้เป็นที่อยู่อาศัย แต่ต่อมาเห็นว่าสามารถทำการค้าขายได้จึงหาสินค้ามาขาย ไม่ต้องมีค่าที่ดิน ไม่มีค่าใช้จ่ายบุคลากร เพราะผู้ขายก็คือบุคคลที่อยู่อาศัย การบริหารงานก็ไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อนเพราะเจ้าของเป็นคนขายเองตัดสินใจทำได้ทันที

เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความที่เคยได้เปรียบเชิงการแข่งขันในธุรกิจ นับตั้งแต่ทำเลที่ตั้งที่อยู่ในชุมชน ร้านค้ายังมีไม่คู่แข่งขันมากนัก ต้นทุนสถานที่ประกอบการก็ไม่มี ก็เริ่มเปลี่ยนไป ที่สำคัญที่สุดก็คือพฤติกรรมผู้บริโภคโดยใช้ระดับรายได้เป็นกลุ่ม รายได้มาก รายได้ปานกลาง รายได้น้อย ก็เริ่มแตกไลน์เพิ่มขึ้นเป็นกลุ่มทำงาน, กลุ่ม Babyboom, Generation X, Generation Y (จากที่แชมพูสระผมซองเดียวใช้กันได้ทั้งบ้าน เดี๋ยวนี้แชมพูยาสระผมยังแตกไลน์เป็นเพื่อผมสวย ขจัดรังแค ผมยาว ผมสั้นมากมาย)

ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ในชุมชนที่อยู่อาศัยหนาแน่นก็เริ่มขยับขยายมาซื้อบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ตามชานเมืองมากขึ้น ทุกวันนี้ผู้ประกอบการแถวเยาวราช วังบูรพา พาหุรัด สำเพ็ง น้อยนักที่จะพักอาศัยชั้นบนของสถานที่ประกอบการ ส่วนใหญ่ก็จะมีบ้านเดี่ยวตามชานเมือง ชุมชนที่อยู่อาศัยก็ยังแตกต่างกัน เมื่อก่อนในครัวเรือนหนึ่งอยู่กันเป็นครัวเรือนใหญ่มีทั้ง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ลูกหลาน เดี๋ยวนี้ครัวเรือนเล็กลงสมาชิกในครัวเรือนก็เหลือแต่ พ่อ แม่ ลูก

ดังนั้นร้านค้าอิสระอย่างโชวห่วย ก็ต้องปรับตัวพัฒนารูปแบบเป็นร้านสะดวกซื้อ(Convenience Store/ Minimart) การพัฒนาก็เริ่มขยายวงออกไปสู่รูปแบบใหม่ของธุรกิจ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต, ซูเปอร์เซ็นเตอร์, ตลาดสดซึ่งเคยเป็นศูนย์การค้าที่สำคัญของชุมชนก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกวันนี้เราจะพบว่าตลาดสดใหม่ๆ ในหมู่บ้านไม่สามารถดำรงอยู่ได้แม้ว่าจะเพียรพยายามหา Activities อาทิ ลำตัด ลิเก ลูกทุ่งก็ยังลำบาก ทั้งนี้พฤติกรรมของชุมชนครัวเรือนใหม่ๆ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอยู่มาก ตลาดสดทุกวันจะอยู่ได้ดีตามชุมชนเดิมที่เจริญ อาทิเช่น ลาดพร้าว สุชุมวิท เยาวราช บางรัก

สำหรับชุมชนใหม่ๆ หากเราเข้าไปตอนกลางวัน น้อยนักที่จะมีพ่อแก่ แม่เฒ่าหรือแม่บ้านอยู่ ที่เห็นก็จะเป็นคนเฝ้าบ้านเสียส่วนใหญ่ ทั้งพ่อบ้านแม่บ้านต้องออกไปทำงานแต่เช้ากลับมาก็ค่ำก็มืด แล้วจะมีใครไปจ่ายตลาดสดกันล่ะ ตลาดในหมู่บ้านใหม่ๆ ที่จะเป็นไปได้ก็มักจะเป็นตลาดนัดกำหนดเป็นวันๆ นี่คือเหตุผลที่ตลาดสดจึงค่อยๆ ลดบทบาทลง ประกอบกับตลาดสดมักไม่ค่อยพัฒนา ร้อน เฉอะแฉะ แมลงก็เยอะ เจ้าของตลาดสดทั้งหลายคงต้องหันมาช่วยกันขบคิดว่าทำอย่างไรตลาดสดจึงจะพัฒนาและดำรงอยู่คู่คนไทยต่อไป ในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ก็ยังมีตลาดสดอยู่แต่ก็เป็นตลาดสดที่พัฒนามีมาตราฐาน อนาคตข้างหน้าตลาดสดจะแข่งกันพัฒนามาตราฐาน ISO 9000, 9002 นี่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก

Tags

Related Articles

Close
%d bloggers like this: