Columnist

ไม่ได้ดั่งใจก็ใช้กฎหมู่ขู่ #แบน

ไม่ได้ดั่งใจก็ใช้กฎหมู่ขู่ #แบน

‘ธนก บังผล’

อาจเป็นเพราะ 6 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร พื้นที่ชุมนุมทางการเมืองถูกตีกรอบด้วยกฎหมายจนทำให้แนวร่วมที่เคยทำกิจกรรมมานานกว่า 10 ปี เริ่มหันมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นครั้งคราว ส่วนบรรดาอดีตแกนนำก็แทบจะหมดเวลาไปกับการเดินสายขึ้นศาลจากคดีที่ยาวเป็นหางว่าว

คนรุ่นเก่าที่เคยออกมาชุมนุมบนท้องถนนต่างก็โรยรารอผลัดใบ

ดังนั้น เมื่อกลุ่มเยาวชนปลดแอก เกิดขึ้นมา จึงกลายเป็นความหวังที่ของกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากที่จะฝากให้รับไม้ “วิถีการเมืองข้างถนน” สานเจตนารมณ์สิทธิการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญต่อไป

คนที่เคยชุมนุมในม็อบเสื้อแดงโอบอุ้ม เอาอกเอาใจ ประสานเครือข่ายทางการเมืองไปทั่วประเทศให้กลุ่มเยาวชนปลดแอก สามารถออกหน้าสร้างพลังขับเคลื่อนอย่างเต็มตัว

ส่วนคนเสื้อเหลืองหรือ อดีต กปปส. ที่กลับใจหันมาต่อต้านรัฐประหาร หลังออกมาขอโทษว่าเคยเข้าใจบางเรื่องผิดไปนั้น ได้กลายเป็นกองหนุนสำคัญระดับ “แฟนพันธุ์แท้” เพื่อชดเชยบางอย่างที่ติดค้างในความรู้สึก

ยิ่งแกนนำกลุ่มเยาวชนฯ บางคนตกเป็นข่าวบนหน้าสื่อ ถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง จึงทำให้บางครั้งแสดงความมั่นใจออกมาอย่างชัดเจนว่าการตัดสินใจของตัวเองนั้นสำคัญระดับที่ต้องถูกบันทึกว่าเป็นหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์ของชาติ

ทั้งๆที่เด็กกลุ่มนี้เพิ่งจะตั้งไข่ ควรจะได้ค่อยๆใช้เวทีการเมืองข้างถนนศึกษาถึงวิธีนำมวลชน และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่จะเกิดขึ้นในการชุมนุมแต่ละครั้ง สร้างพื้นฐาน แตกยอดความรู้ สะสมประสบการณ์  

 

แต่การประคบประหงมดั่งไข่ในหิน เสียงเชียร์และจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม ประกอบกับกระแสในโซเชียลมีเดีย วันนี้กลุ่มเยาวชนฯไม่ต่างอะไรกับไก่ในฟาร์มที่ถูกเลี้ยงแบบเร่งให้โตเร็วเพื่อผลิตออกสู่ตลาดอย่างไม่ลืมลืมหูลืมตา ในขณะที่พฤติกรรมการแสดงออกหน้าสื่อมวลชนและการปราศรัยบนเวที บ่อยครั้งเหมือนเด็กที่ถูกเลี้ยงอย่างตามใจจนเสียคน

คือถ้าเพื่อนไม่เล่นด้วยก็โกรธ ไม่ได้ดั่งใจก็เอาไปฟ้องพ่อแม่ โดยที่พ่อแม่แทนจะสอนให้รู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคม กลับสนับสนุนเห็นดีเห็นงาม บางครั้งไปโวยวายด่าเพื่อนลูกไม่พอยังชวนพ่อแม่ของเพื่อนลูกมาทะเลาะตบตีอีกต่างหาก

ผมเชื่อเสมอว่าต้นกล้ากว่าจะแผ่กิ่งก้านฝังรากเติบโตเป็นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาย่อมต้องผ่านการบ่มเพาะให้รากหยั่งลงดินจนขยายฐานแน่นแข็งแรง

ปัจจุบันร่องรอยบนโลกไซเบอร์เต็มไปด้วยเศษซากของ Hate Speech ทั้งแซะ ทั้งสาปแช่ง กระทั่งด่าทอบุพการีผู้เห็นต่างทางการเมือง การแชร์ในแฟซบุ๊กและการรีทวิตติดแฮชแท็คในบางประเด็นสามารถสร้างกระแส หรือปรากฏการณ์บางอย่างในการมีส่วนร่วมขึ้นมาให้คนในสังคมรับรู้ บ่อยๆเข้าก็เกิดความเคยชินโดยที่ไม่ได้พิจารณาความเหมาะสมว่า การเข้าไปร่วมสังฆกรรมแสดงความคิดเห็นหยาบคายต่อเจ้าของบัญชีผู้ใช้ในลักษณะ “ทัวร์ลง” นั้น เป็นเรื่องที่ถูกหรือผิด

บางประเด็นในสังคมถูกกลุ่มผู้ชุมนุมหยิบขึ้นมาเป็นกระแส #แบนสินค้า #แบนดาราสลิ่ม #แบนมู่หลาน ฯลฯ ซึ่งภายในไม่กี่เดือนที่ผ่านมากิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศ #แบน อะไรในสังคมไปหลายอย่างนับไม่หวาดไม่ไหว ขยันหาเรื่องมาได้ทุกวันจนคนเริ่มรู้สึกว่า “มันชักจะมากไปหรือเปล่า”  

พฤติกรรมเช่นนี้ เหมือนเด็กที่เอาแต่ใจตัวเองพอมีคนขัดเข้าหน่อยก็ไปชวนเพื่อนมารุม

มีกองเชียร์จำนวนไม่น้อยที่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นพยายามไม่พูดถึงเพราะการเมืองนอกสภากำลังจะเพิ่งเริ่ม ไม่อยากทำให้แกนนำกลุ่มเยาวชนฯ เก็บเอาไปคิดจนส่งผลให้เมื่อเวลาผ่านไปอาจเกิดการถอนตัว

 

หลายคนไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่าที่ผ่านมาได้มีการ #แบน สินค้าอะไรไปบ้าง หากอนาคตข้างหน้าจะแบนอะไรอีกมากแค่ไหนก็พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์

จะมีก็เพียงไม่กี่คนที่มองว่าการผลิตซ้ำอะไรบางอย่างออกมาสู่สังคมมากและบ่อยเกินไป ผลเสียที่จะตามมาคืออาจสร้างกระแสตีกลับทำให้คนเบื่อได้ แต่นาทีนี้ใครจะกล้าพลีชีพนอนเป็นจระเข้ขวางคลอง…ไม่มีหรอกครับ

ผมไม่แปลกใจแม้แต่น้อยที่กองเชียร์เห็นดีเห็นงามไปกับกลุ่มเยาวชนฯ ที่ประกาศแบนดารา ศิลปิน นักแสดง ที่ไม่ออกมาโพสต์ข้อความแสดงตัวว่าอยู่ข้างเดียวกัน มีอุดมการณ์เหมือนกัน หรือพร้อมสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งๆที่แนวความคิดนี้ย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่กลุ่มผู้ชุมนุมสร้างแคมเปญเรียกร้อง #หยุดคุกคามนักเรียนนักศึกษา

ไม่เคารพการตัดสินใจในระบอบประชาธิปไตยแล้วยังคุกคามสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

นี่เป็นแค่ประเด็น #แบน เพียงเรื่องเดียวที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมานะครับ เพื่อจะบอกว่าเห็นแล้ว “ไม่น่ารักเอาเสียเลย”

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: