Biznews

“ไทยสมายล์” กับการล่มสลายบนความภูมิใจของใคร!

“ไทยสมายล์” กับการล่มสลายบนความภูมิใจของใคร

ธนก บังผล

 

กระแสข่าวการยุบสายการบินไทยสมายล์ ซึ่งการบินไทยถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ นั้น ทำให้มีผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาปฏิเสธกันยกใหญ่  

 

 

หากจับใจความในการปฏิเสธก็จะรู้สึกถึงความแปลกประหลาด โดยเฉพาะนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ออกมาบอกว่า ไทยสมายล์ได้รับ 2 รางวัล จากการจัดอันดับโดยเว็บไซด์ทริปแอดไวเซอร์ (Tripadvisor Travellers’ Choice Airline Awards) ประจำปี 2563 ได้แก่

1.สายการบินยอดเยี่ยมในภูมิภาคเอเชีย (Best Regional Airline – Asia) เป็นครั้งที่ 3

2.สายการบินยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของประเทศไทย (Best Airline Thailand) ติดต่อกันเป็นปีที่ 4

แปลกประหลาดเพราะนำรางวัลจากเว็บไซต์มาอ้างอิง โดยไม่เกี่ยวข้องใดๆกับการ “ตัดเนื้อร้าย” ที่ไม่สร้างกำไรแต่สร้างภาระผูกพันจากการขาดทุน

เป็นที่ทราบกันดีว่าการบริหารงานของการบินไทยที่ผ่านมาหลายสิบปีนั้นมีข้อบกพร่องใหญ่ๆ 2 ประการ

1.คือการสร้างบริษัทลูกออกมามากมายจนทำให้การปฏิบัติงานซ้ำซ้อนและมีพนักงานมากโดยไม่จำเป็น

2.คือเป็นบ่อทองให้กับรัฐบาลโดยนักการเมืองที่จ้องจะหาผลประโยชน์ด้วยการต่อรองตำแหน่งที่มีอำนาจสั่งการบินไทยได้

เมื่อไทยสมายล์คือ 1 ในบริษัทลูกของการบินไทยที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสู้กับสายการบินโลว์คอสต์ต่างๆ เพราะฉะนั้นการออกมายอมรับว่าไทยสมายล์กำลังจะถูกยุบนั้นจึงไม่เกิดประโยชน์กับการบินไทยอย่างแน่นอน

รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทฯ กำลังอยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลล้มละลายกลาง ตามที่บริษัทฯ ได้ขอยื่นคำร้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และศาลล้มละลายกลางได้นัดไต่สวนครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา และจะมีการไต่สวนเพิ่มเติมในวันที่ 20 และ 25 สิงหาคมนี้ ซึ่งเมื่อกระบวนการไต่สวนแล้วเสร็จ ศาลจึงจะมีการพิจารณาว่าบริษัท การบินไทยควรเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูหรือไม่ รวมทั้งศาลจะแต่งตั้งคณะผู้ทำแผน ซึ่งจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป หลังจากนั้นคณะผู้ทำแผนจะดำเนินการจัดทำแผน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 3 ถึง 5 เดือน

 

สรุปสั้นๆตรงนี้คือ ถ้าการบินไทยซึ่งเป็นบริษัทแม่ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ไทยสมายล์ที่เป็นบริษัทลูกก็ไม่น่ารอด

รางวัลอะไรที่ยกมาอ้างนั้นก็ไม่สามารถช่วยให้อยู่รอดได้ในสภาพที่ธุรกิจการบินทั่วโลกกำลังระส่ำ

ในขณะที่ศาลล้มละลายกลางนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 2 ที่จะมีขึ้นในวันนี้ (20 ส.ค.2563) ก็มีประเด็นที่น่าสนใจ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมการการบินไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การไต่สวนพยานในวันนี้ จะเน้นการชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินและความจำเป็นทางการเงินในการยื่นขอฟื้นฟูกิจการ ซึ่งฝ่ายการเงินของการบินไทยได้เตรียมข้อมูลพร้อมที่จะชี้แจงข้อมูลต่อศาล

“เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในการชี้แจงเพราะส่วนใหญ่เป็นการคัดค้านในประเด็นการเสนอรายชื่อผู้ทำแผนมากกว่า และหลังจากนั้นจะมีการไต่สวนอีก 1 ครั้ง ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ เป็นการสืบพยานของผู้คัดค้าน” นายพีระพันธุ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ทำแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทย คาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการ 3 เดือน ซึ่งการฟื้นฟูกิจการการบินไทยจะต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงในการบริการงาน โดยจะมีการปรับโครงสร้างบริษัท เพราะการบริหารงานที่ผ่านมาเกิดข้อผิดพลาดในหลายประเด็นและเกิดช่องโหว่ในการบริหาร คือ

1.การไม่มีเจ้าของบริษัทที่แท้จริงและผู้บริหารในอดีตเข้ามาทำงานที่รับเงินเดือนอัตราสูง

2.การบริหารงานมีปัญหาจากประสิทธิภาพของผู้บริหารในอดีต รวมทั้งผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทยไม่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจการบิน

ที่ผ่านมาการบินไทยกำหนดทำการบินระหว่างประเทศเป็นหลัก และเมื่อไม่สามารถทำการบินระหว่างประเทศได้จึงกระทบกับผลดำเนินงานมาก ดังนั้น ต่อไปการบินไทยจำเป็นจะต้องพิจารณาทำการบินในประเทศมากขึ้นเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งในขั้นตอนการทำแผนฟื้นฟูกิจการจะมีการพิจารณาประเด็นนี้ เช่น การควบรวมกับสายการบินไทยสมายล์

“ผมเห็นด้วยกับการควบรวม เพราะการบินไทยถือหุ้นในไทยสมายล์ 100% แต่ที่ผ่านมามีการแยกบริหารและแยกคณะกรรมการบริษัท ทำให้การบินไทยเข้าไปควบคุมการบินไทยไม่ได้ รวมทั้งมีการนำผลขาดทุนของไทยสมายล์มาให้กับการบินไทย ดังนั้นเมื่อการบินไทยต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจึงไม่สามารถแบกรับภาระของผู้อื่นได้” นายพีระพันธุ์ กล่าว

รายงานข่าวจากการบินไทยระบุว่า การบินไทยได้ประเมินผลประกอบการไทยสมายล์แอร์เวย์งวด 6 เดือน สิ้นสุด มิ.ย.2563 ขาดทุนสะสม 10,305 ล้านบาท โดยประเมินว่าโควิดทำให้มีข้อบ่งชี้ที่อาจเกิดการด้อยค่าของเงินลงทุนในไทยสมายล์แอร์เวย์ รวมทั้งคาดว่าจะได้รับคืนของเงินลงทุนต่ำกว่ามูลค่าบัญชี และได้พิจารณาตั้งค่าเผื่อด้อยค่าของเงินลงทุนทั้งจำนวน

บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด ตั้งเมื่อ 17 ต.ค.2556 ทุนจดทะเบียน 1,800 ล้านบาท การบินไทยถือหุ้น 100% โดยเริ่มทำการบินวันที่ 10 เม.ย.2557 ใช้รหัสสายการบิน WE เริ่มขาดทุนมาตลอดในช่วง7 ปี

ข้อมูลจาก “ลงทุนแมน” ระบุรายได้และกำไรของ บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2562ดังนี้

ปี 2559 รายได้ 7,532 ล้านบาท ขาดทุน 2,081 ล้านบาท

ปี 2560 รายได้ 10,182 ล้านบาท ขาดทุน 1,627 ล้านบาท

ปี 2561 รายได้ 11,064 ล้านบาท ขาดทุน 2,602 ล้านบาท

สาเหตุขาดทุนส่วนหนึ่งเกิดจากราคาน้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักปรับเพิ่มขึ้น ปี 2559 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ย 43 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ปี 2561 ราคาขึ้นมาอยู่ที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

แต่ที่สำคัญกว่าราคาน้ำมันก็คือ การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม ไทยสมายล์วางตำแหน่งของตนเองว่าเป็นสายการบิน “พรีเมียม โลว์คอสต์”

บริการของไทยสมายล์แอร์เวย์ แม้จะไม่สูงเท่าระดับพรีเมียม แต่ก็ยังสูงกว่าของสายการบินต้นทุนต่ำ เช่น บนสายการบินไทยสมายล์ จะมีอาหารว่าง น้ำ มาบริการให้ผู้โดยสาร ซึ่งดีกับผู้โดยสาร แต่ก็ทำให้ต้นทุนของไทยสมายล์แอร์เวย์สูงขึ้นตามไปด้วย

ไทยสมายล์แอร์เวย์มีสินทรัพย์ 5,752 ล้านบาท แต่มีหนี้สินเท่ากับ 12,696 ล้านบาท และส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทติดลบไปกว่า 6,944 ล้านบาท

พอเรื่องเป็นแบบนี้ ทางไทยสมายล์จึงมีแผนที่จะเพิ่มทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปใช้ในกิจการ พร้อมทั้งจ่ายคืนหนี้ ซึ่งเงินที่จะใช้เพิ่มทุนนั้นจะมาจากบริษัทแม่คือ การบินไทย ที่ถือหุ้นในไทยสมายล์แอร์เวย์อยู่ 100% นั่นเอง

แต่ทุกคนก็คงทราบอีกเช่นกันว่า การบินไทยเองก็ขาดทุน บริษัทลูกอย่างไทยสมายล์ก็ขาดทุน นกแอร์ที่การบินไทยถือหุ้นส่วนหนึ่งก็ขาดทุนเช่นกัน สรุปแล้วไม่ว่าการบินไทยจะแตะอะไรก็ดูเหมือนจะแย่ไปหมด

ข้อมูลของ “ลงทุนแมน” ในปีที่แล้ว ตรงนี้ทำให้เราเห็นอะไรในปีนี้ครับ

อย่างแรกคือ ในช่วงโควิด-19 ระบาด การบินไทยถูกพูดถึงอย่างมาก ขอให้สังเกตว่าการออกมาต่อต้านแผนฟื้นฟูด้วยการขออนุมัติเงินไปจ่ายหนี้ มันคือหนี้สองเด้งที่ต้องชำระ ไม่ใช่แค่การบินไทย แต่ยังหมายถึงไทยสมายล์ด้วย

อย่างที่สองคือ เมื่อกิจการที่ไม่ก่อกำไร แล้วยังสร้างหนี้ขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่พยายามยกเอาสโลแกน “สายการบินแห่งชาติ” ขึ้นมา เพื่อจะได้ไม่ต้องกลายเป็น “เอกชน” นั้น แสดงว่าผลประโยชน์ยังมหาศาลให้กอบโกยกันอยู่หรือไม่

อย่างที่สามคือ เมื่อราคาน้ำมันในปัจจุบันเป็นปัจจัยหลักในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบิน อนาคตของไทยสมายล์ก็ไม่ต่างอะไรกับการบินไทย คือนับวันรอขาดทุน

สถานการณ์อ่างนี้เราต้องยอมรับให้ได้ว่าเราไม่เหลือสายการบินที่เป็นความภาคภูมิใจของไทยแล้ว

เหลืออย่างเดียวคือจะทำอย่างไรที่จะประคับประคองธุรกิจที่ “เลิกไม่ได้” นี้ให้รอดโดยที่คนทั้งประเทศไม่เจ็บตัวไปด้วย

/////////////

References

https://www.longtunman.com/18822

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/894192

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: