Columnist

“ให้รู้ว่าใครใหญ่” ห้ามจำหน่ายเหล้าเบียร์ผ่านสื่อ “ออนไลน์” เริ่มวันนี้

“ให้รู้ว่าใครใหญ่”

ห้ามจำหน่ายเหล้าเบียร์ผ่านสื่อ “ออนไลน์” เริ่มวันนี้

‘ธนก บังผล’

 

เริ่มบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2563 ต่อไปนี้นักดื่มที่เมาแล้วชอบโพสต์ภาพผ่านโซเชียลมีเดีย จำเป็นต้องทราบ

นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สคอ.) ยืนยันว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เนื่องจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา พบข้อมูลมีอัตราการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านออนไลน์มากขึ้น โดยมีผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อย ที่มีการเปิดเพจเฟซบุ๊กหลายเพจ เพื่อจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น และพบว่าบางเว็บเพจที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผิดกฎหมายด้วย

ทั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่วิธีการจำหน่ายลักษณะเชิญชวนให้ซื้อ หรือเสนอขายแก่ผู้บริโภคโดยตรงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไลน์ เพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งไม่รวมถึงการซื้อขายโดยตรงที่ร้านจำหน่าย หรือการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

แต่ไม่ว่าจะมีเหตุผลมากมายร้อยแปด แต่ผู้ประกอบการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายเล็กก็เหมือนจะไม่อยากฟังนะครับ

 

เมื่อนำกฎกระทรวงมากางดู (การอนุญาตผลิตสุรา พ.ศ. 2560 ในมาตรา 153 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560) มีการกำหนดกำลังผลิตขั้นต่ำไว้สูงมาก ทำให้รายย่อยไม่สามารถตั้งโรงงานผลิตได้ หรือผลิตให้ถึงตามขั้นต่ำของโรงงานผลิตเบียร์และสุรากลั่นกำหนดว่า

ผู้ขออนุญาตผลิตสุราแช่ (เบียร์) ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท แต่ไม่กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ แต่กลับให้รายย่อยสามารถขอผลิตสุราแช่ชุมชน เช่น ไวน์ สาโท กะแช่ได้

กำหนดกำลังผลิตขั้นต่ำของบริวผับ เป็นหนึ่งแสนลิตรต่อปี และ 10 ล้านลิตรต่อปีสำหรับโรงงานเบียร์

กำลังผลิตขั้นต่ำของโรงงานผลิตสุรากลั่นชนิดสุราพิเศษ ประเภทวิสกี้ บรั่นดี และยิน เป็น 30,000 ลิตรต่อวัน ที่ 28 ดีกรี

กำลังผลิตขั้นต่ำของโรงงานผลิตสุรากลั่นชนิดอื่นๆ เป็น ก้าวมติชน “ลิตรต่อวัน ที่ 28 ดีกรี และ ให้โรงเหล้าชุมชน ต้องมีกำลังรวมของเครื่องจักรต่ำกว่าห้าแรงม้า และใช้คนงานน้อยกว่าเจ็ดคน “

คุณหมอนิพนธ์ ยังยอมอบรับอีกว่า การออกประกาศกฎหมายห้ามฉบับนี้ อาจเป็นการจำกัดการเข้าถึงทางกายภาพ (สถานที่/ วันเวลา/ บุคคล) เศรษฐศาสตร์ (ภาษี) และการจำกัดการเข้าถึงทางใจ คือ การไม่ให้มีการโฆษณาสื่อสารการตลาด

“ซึ่งจากรายงานวิจัยพบว่าไม่อาจจะทำเพียงมาตรการใดมาตรการหนึ่งเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องดำเนินการทุกมาตรการไปพร้อมๆ กัน จึงจะได้ผล แต่อย่างไรก็ดีมาตรการห้ามการโฆษณานี้สำคัญมากเพราะถ้าไม่ดำเนินการห้ามโฆษณาหรือปล่อยให้มีการสื่อสารการตลาดเชิญชวนเชิญเชื่อได้อิสระแล้ว มาตรการอื่นๆ แม้จะทำเต็มที่แล้วก็จะไม่ได้ผลสำเร็จ จะเห็นได้ว่ามาตรการที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของคนส่วนหนึ่งบ้าง เพื่อประโยชน์ของมหาชนส่วนรวม จึงมีความจำเป็นต้องตราออกมาเป็นกฎหมายนี้ขึ้นมา” นพ.นิพนธ์ ให้ความเห็น

ทั้งนี้ มาตรา 32 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อมการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใด ๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสาร และความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเท่านั้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงบทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสอง มิให้ใช้บังคับกับการโฆษณาที่มีต้นกำเนิดนอกราชอาณาจักร

             

 

              ตามหลักการลงทุนเปิดร้านหรือประกอบธุรกิจ เมื่อเครื่องมือการผลิตต่ำกว่า มีพนักงานน้อยกว่า เงินทุนที่นำมาหมุนเวียนก็ฝืดเคืองกว่า ช่องทาที่จะทำให้สินค้าไปถึงผู้บริโภคก็คือการโฆษณา เพื่อทำให้ชื่อสินค้าติดตลาดจนมีผู้ทดลองใช้ ซึ่งยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ในไทย 2-3 แห่งก็จึงหันมาทำเป็นจำหน่ายน้ำเปล่าและโซดา ผ่านการซื้อเวลาทางสถานีโทรทัศน์

              ถ้าเราด้อยกว่าในทุกด้าน สื่อโซเชียลมีเดียจึงเป็นช่องทางที่ทำให้การแข่งขันในตลาดเกิดความเคลื่อนไหว มีผู้แย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด สุดท้ายยอดขายในแต่ละเดือนจึงจะสะท้อนว่าต้องปรับปรุงอะไรบ้าง

เมื่อเบียร์ถูกห้ามผลิตในไทยเบียร์คราฟท์ที่เราเคยได้ยินชื่อ อาทิ เบียร์เชียงใหม่ เบียร์กระบี่ หรือ บ้านนอกเบียร์ ฯลฯเป็นเบียร์คราฟท์ที่ผลิตโดยคนไทย ราคาต่อกระป๋องแล้วแพงกว่าเบียร์ขวดประมาณ 20-40 บาท จึงต้องย้ายไปผลิตที่ประเทศเวียดนามและกัมพูชา  

นั่นเป็นเรื่องทางธุรกิจที่หลายคนทราบกันมาแล้ว

แต่ที่ชักชวนให้สังเกตคือ “บทลงโทษ” หรือที่เราเรียกว่าค่าปรับ โดยคดีอาญาจำนวนมากในประเทศไทยมีโทษและค่าปรับกำหนดไว้แล้ว แม้ล่าสุดเมื่อปี 2560 จะมีการนำกฎหมายมายกเครื่องใหม่ด้วยการเพิ่มบทลงโทษขึ้นไปอีก 10 เท่า เพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัย

เช่น การทำร้ายร่างกาย ตามมาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

กรณีไม่เป็นอันตราย ตามมาตรา มาตรา 391  ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิด อันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ที่กระทำความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องถูกระวางโทษไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 พันบาท

ซึ่งบทลงโทษที่สูงที่สุด (เท่าที่ผมนึกออก) คือ ข้อหาข่มขืนแล้วฆ่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่แม้จะเพิ่มค่าปรับขึ้นมาอีก 10 เท่าแล้ว ก็ยังปรับสูงสุด 4 แสนบาท

 

 

แต่ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ห้ามเชิญชวนให้คนมาซื้อ-ชวนดื่มด้วยการจัดโปรโมชั่น มีโทษปรับสูงถึง 5 แสนบาท

              อยากชวนให้กลับขึ้นไปย้อนอ่านด้านบน ที่คุณหมอกล่าวถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ โดยอ่านแล้ทำให้เราเคลิ้มตามจนเกือบรู้สึกผิดที่ไม่ดูแลสุขภาพ แต่สะดุดตรงที่ โพสต์จำหน่าย-ชวนดื่ม-ติดฉลาก ก็โดนปรับ 5 แสนบาท

ถ้าผมเป็นผู้ผลิตเบียร์รายย่อย..ผมก็คิดครับว่า คุณหมอหลอกเด็กไม่เก่งเลย (ฮา)

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: