Columnist

“โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้คลั่งลัทธิเหยียดผิว

ทราบกันดีว่าเหตุชุมนุมประท้วงที่กำลังร้อนแรงในสหรัฐอเมริกาขณะนี้ เริ่มต้นมาจากตำรวจจับกุมนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายวัย 46 ปีผิวสี โดยไม่เหตุอันควรก่อนบังคับให้นอนคว่ำแล้วเอาเข่ากดลงไปหลายนาทีจนกระทั่งเสียชีวิต แม้จะมีการร้องขอความช่วยเหลือแต่ตำรวจคนดังกล่าวกลับไม่สนใจ

น้ำผึ้งหยดเดียวนี้สะท้อนให้เห็นทัศนคติของคนอเมริกาจำนวนมากที่คิดว่าการมีผิวขาวคือผู้สูงส่ง ส่วนคนที่มีผิวดำมีสถานะเป็นทาส

สาเหตุที่ทำให้เหตุการณ์นี้ลุกลามอย่างรวดเร็วในอเมริกา เนื่องจากประชาชนเองก็เข้าใจว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ก็เป็นผู้ฝักใฝ่คลั่งไคล้ลัทธิเหยียดผิว (Racism) เช่นกัน เพราะฉะนั้นหากไม่มีการออกมาชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม ในที่สุดแล้วการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ก็อาจสูญเปล่า

ก่อนที่ทรัมป์จะประกาศตัวลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2559 เขาเคยโจมตีภูมิหลังความเป็นอเมริกัน-แอฟริกันของประธานาธิบดี “บารัก โอบามา” โดยบอกว่าประธานาธิบดี (ขณะนั้น) ผู้มีถิ่นกำเนิดในรัฐฮาวายรายนี้ไม่ได้เกิดในสหรัฐย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 ทรัมป์เคยกล่าวว่า “จริงๆ แล้วโอบามาเป็นมุสลิม”

ต่อมาเมื่อสมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี หนึ่งในนโยบายสำคัญช่วงหาเสียงของทรัมป์ คือการปราบปรามคนเข้าเมือง ในการหาเสียงหลายเวทีเขากล่าวกับผู้สนับสนุนว่าผู้อพยพจากเพื่อนบ้านเม็กซิโกเป็น “พวกลักลอบค้ายาเสพติดและนักข่มขืน”

“พวกเขาขนยา ก่ออาชญากรรม ข่มขืน ส่วนบางคนผมว่าน่าจะเป็นคนดี”

และเมื่อได้เป็นประธานาธิบดีแล้ว ทรัมป์ก็ปกป้องนโยบายพรมแดนของตัวเองด้วยคำพูดแบบเดียวกัน

“คุณคงไม่เชื่อว่าคนพวกนี้เลวแค่ไหน พวกนี้ไม่ใช่คน เป็นสัตว์” นี่คือคำกล่าวของทรัมป์ที่พูดถึงผู้อพยพ

 

ตอนหาเสียงทรัมป์ ยังประกาศอีกว่าจะห้ามมุสลิมทุกคนเข้าประเทศ และเมื่อชนะเลือกตั้งเขาก็ห้ามประชาชนจากหลายประเทศมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐ พร้อมลดจำนวนผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะจากซีเรีย

ต้นเดือน ม.ค. ปี 2561 ตอนประชุมทำเนียบขาวเป็นการส่วนตัว ทรัมป์พูดชัดเจนว่า ชอบผู้อพยพจากประเทศผิวขาวแถบยุโรปตะวันตกมากกว่า

“ทำไมเราต้องรับคนจากประเทศกากๆ เข้ามาอยู่สหรัฐด้วย”ผู้นำสหรัฐตั้งคำถาม หมายถึงประเทศแอฟริกา เฮติ และเอลซัลวาดอร์

นั่นทำให้ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกมาประณามคำพูดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า “น่าตกใจ น่าละอาย และเหยียดผิว”

สื่อในสหรัฐต่างรายงานข่าวตรงกันว่า ระหว่างการประชุมกับสมาชิกสภาคองเกรส เกี่ยวกับการปฏิรูปด้านคนเข้าเมือง ทรัมป์ได้ตั้งคำถามว่า ทำไมสหรัฐจึงควรยอมรับพลเมืองจากประเทศ “s – – – hole ” (รูทวารหรือแหล่งรวมสิ่งปฏิกูล) เหล่านี้ด้วย

20 ก.ค. 2562 ทรัมป์ได้ใช้ทวิตเตอร์โจมตี “สมาชิกคองเกรสสตรีพรรคเดโมแครตหัวก้าวหน้า” ซึ่งแม้จะไม่มีการเอ่ยชื่อ แต่ก็เป็นที่เข้าใจว่าหมายถึงกลุ่ม ส.ส.หญิงผิวสี 4 คนที่ได้รับเลือกเข้าสู่สภาคองเกรสเป็นสมัยแรก หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘the squad’ ได้แก่ อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ จากรัฐนิวยอร์ก, อิลฮาน โอมาร์ จากรัฐมินนิโซตา, อยานนา เพรสลีย์ จากรัฐแมสซาชูเซตส์ และ ราชิดา ทลาอิบ จากรัฐมิชิแกน

 

 

ทั้ง 4 คนแม้จะเป็นพลเมืองอเมริกัน แต่มีเชื้อสายฮิสแปนิก ปาเลสไตน์ โซมาเลีย และแอฟริกัน-อเมริกัน โดย 3 ใน 4 เกิดในอเมริกา ส่วนอีกคนอพยพลี้ภัยมาอยู่สหรัฐฯ ตั้งแต่เด็ก

“แต่เดิมคนเหล่านี้มาจากประเทศที่รัฐบาลพังพินาศอย่างสิ้นเชิง เป็นประเทศที่เลวร้ายที่สุด คอร์รัปชันที่สุด และไร้ความสามารถที่สุดในโลก ผู้หญิงกลุ่มนี้บอกกล่าวอย่างชั่วร้ายต่อประชาชนของสหรัฐฯ ประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและมีอำนาจมากที่สุดบนปฐพีนี้ ว่ารัฐบาลของพวกเราควรบริหารอย่างไร”

“ทำไมพวกเธอไม่กลับไปช่วยเหลือประเทศที่เธอจากมา ซึ่งแตกสลายและเต็มไปด้วยอาชญากรรม แล้วค่อยกลับมาสอนเราว่าต้องทำอย่างไร” นี่คือข้อความทวิตของผู้นำสหรัฐฯ

เพราะฉะนั้นจึงชัดเจนในการกระทำและพฤติกรรมที่ผ่านๆมาว่า ทรัมป์ เป็นผู้ที่นิยมในลัทธิเหยียดผิว และอาจจะเป็นผู้คลั่งไคล้แบบรุนแรงด้วยซ้ำ

 

 

ทั้งนี้ ลัทธิเหยียดผิวในสหรัฐฯ มี 3 กลุ่ม 1.กลุ่มดั้งเดิมเลยคือกลุ่มที่เรียกว่า คู คลักซ์ แคลน (Ku Klux Klan – KKK) โดยก่อตั้งขึ้นในปี คศ. 1865 ผู้ก่อตั้งองค์กรแห่งความจงเกลียดจงชังนี้เป็นคนผิวขาวและมีสมาชิกในองค์กรส่วนมากกระจายตัวอยู่ทางใต้ของประเทศ กลุ่มนี้มีเเนวคิดเหยียดสีผิวเเบบสุดโต่งและมีจุดประสงค์เพื่อกําจัดคนผิวสี ยิว และคนที่นับถือนิกายโรมันคาทอลิคให้หมดไปจากอเมริกา

กลุ่มที่ 2. White Supremacy เป็นเหมือนแตกสาขามาจากกลุ่มสามเค กลุ่มนี้มีความเชื่อว่าเผ่าพันธุ์คนผิวขาวมีฐานะสูงส่งและเป็นเลิศกว่ากลุ่มเผ่าพันธุ์อื่นและมุ่งต่อต้านคนผิวสี ยกตัวเองว่าเป็นอัศวินขาว ภาคภูมิใจไปกับความขาวของสีผิวอย่างเกินขอบเขต ทั้งที่ส่วนมากก็เป็นคนชั้นกลางลงไปถึงชนชั้นล่าง

ส่วนกลุ่มที่ 3 มาแตกหน่อในอเมริกาจนหยั่งรากลึก เรียกว่า “กลุ่มนีโอนาซี” สมาชิกกลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนผิวขาว มีความเชื่อที่ว่าคนผิวขาวเป็นใหญ่เหนือเผ่าพันธุ์อื่นๆ สืบมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของนาซี บ้าคลั่งภักดีต่อผีฮิตเลอร์ แล้วเหยียดเชื้อชาติต่างๆ เหยียดสีผิว เหยียดเกย์ เหยียดยิว สลาฟ รวมมาถึงคนเอเซีย ที่สำคัญคือนีโอนาซีมักจะโกนหัว แล้วสักเครื่องหมายสวัสดิกะตามตัว

ปัญหาการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติในสหรัฐนั้นเป็นมากกว่าวัฒนธรรมและสร้างความเจ็บปวดให้กับพลเมืองชาวผิวสีจนบางครั้งก็ทำให้เกิดเหตุชุมนุมประท้วงในหลายรัฐ ถึงจะมีองค์กรต่างๆต่อต้านการเหยียดผิวแต่คนอเมริกันไม่เคยใส่ใจใดๆทั้งสิ้น

คำถามคือ แล้วเพราะสาเหตุใดแนวความคิดเหยียดผิวจึงพบได้มากในอาชีพตำรวจสหรัฐ

สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่มีปัญหาการเหยียดผิวแต่ก็มีวัฒนธรรมการเหยียดที่ฝังรากลึก ในปัจจุบันเราจะพบว่าคนไทยสามารถเหยียดได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เหยียดเชื้อชาติ เหยียดฐานะ เหยียดอาชีพ เหยียดสีเสื้อ เหยียดกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง

เราอาจมองการเหยียดผิวในสหรัฐเป็นเรื่องแปลก แต่เราก็อาจจะแปลกในสายตาคนอเมริกันเช่นกัน

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: