Biznews

โงหัวได้แล้ว! เปิดผลประกอบการ”อมรินทร์”กำไรเพิ่มขึ้นกว่า 200%  

ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนานอีกหนึ่งบริษัทคนไทยอย่าง “อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง’ที่วันนี้ต้องบอกว่าองค์กรแห่งนี้พร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนต่อไปทั้งในดงของทีวีดิจิตอลอย่างช่องอมรินทร์ทีวี 34HD และสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัว ทั้ง 2 ธุรกิจนี้ปราบเซียนและอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องบอกว่าย่ำแย่พอๆ  กัน

จากจุดเริ่มต้นของกองบรรณาธิการเล็กๆที่คุณชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกและพนักงานจำนวนเพียงไม่กี่คน ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดวารสารบ้านและสวน เพื่อเริ่มผลิตนิตยสาร “บ้านและสวน” ฉบับแรกออกวางตลาดในเดือนกันยายน พ.ศ. 2519 โดยอาศัยการพิมพ์จากโรงพิมพ์ภายนอก ต่อมาจึงได้มีการก่อตั้งโรงพิมพ์ในรูปของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อมรินทร์การพิมพ์ เพื่อจัดพิมพ์นิตยสารเอง ขณะเดียวกันก็รับจ้างงานพิมพ์อื่นด้วย

กิจการที่ขยายตัวขึ้นทำให้บริษัทมีความจำเป็นต้องระดมทุน จึงได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2536 และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน)”

ในปีเดียวกันนั้น บริษัทฯ ได้ขยายกิจการด้านการจัดจำหน่าย โดยตั้งบริษัทอมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด และ ปัจจุบันบริษัทฯถือหุ้นอยู่ร้อยละ 19 ของทุนจดทะเบียน เพื่อทำหน้าที่ดูแลการจัดจำหน่ายสิ่งพิมพ์ทั้งหมด รวมถึงการจัดตั้งร้านค้าปลีกขึ้นโดยให้ชื่อว่า “ร้านนายอินทร์”

เมื่อปริมาณผู้อ่านที่เริ่มต้นขึ้นจากคนเพียงไม่กี่กลุ่มขยายตัวเพิ่มขึ้น และมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น บริษัทจึงเริ่มผลิตนิตยสารอื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อ่าน โดยมีนิตยสารแนวผู้หญิงออกตามมาคือ “แพรว” และ “สุดสัปดาห์” และผลิตนิตยสารอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันบริษัทมีนิตยสารทั้งสิ้น 12 หัว ผลิตหนังสือเล่มปีละหลายร้อยเล่ม รับจ้างพิมพ์และขยายออกไปสู่ธุรกิจอื่นอีกหลากหลาย

ต้องยอมรับว่า การที่อมรินทร์สามารถกลับมาผงาดและยืนได้อีกครั้งในวันนี้ส่วนหนึ่งมาจากปรากฏการณ์บิ๊กดีลเมื่อ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ AMARIN ได้ทำการเพิ่มทุน 200 ล้านหุ้น โดยขายหุ้นให้กับ 2 ทายาทเบียร์ช้าง ได้แก่ ฐาปน-ปณต สิริวัฒนภักดี เป็นมูลค่ามากกว่า 800 ล้านบาท ในราคาหุ้นละ 4.25 บาท ทำให้ทั้งคู่ครองหุ้นของอมรินทร์ถึง 47.62% เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อมรินทร์ หลังขาดทุนจากการดำเนินงานกลับมาคืนชีพ

สำหรับ ฐาปน และ ปณต สิริวัฒนภักดี เป็นลูกชายคนที่ 3 และคนที่ 5 ของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีซีซี กรุ๊ป ปัจจุบัน ฐาปน ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจส์ฯ ส่วน ปณต ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ทีซีซี กรุ๊ป

ธุรกิจในเครือของ AMARIN  มีทั้งธุรกิจสิ่งพิมพ์ ธุรกิจทีวีดิจิทัล ธุรกิจอีเว้นท์

ธุรกิจในเครือและกลุ่มเจ้าสัวเจริญ  อสังหาริมทรัพย์  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์-นอนแอลกอฮอล์  อาหาร  ประกันภัย  เป็นต้น

ล่าสุด บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เปิดตัวเลขผลประกอบการภาพรวมของบริษัทและในเครือของปี 2561 มีกำไรเพิ่มขึ้น 206.08% จากปีก่อนขาดทุน 163.84 ล้านบาท มาเป็นมีกำไร 173.91 ล้านบาท ในปี 2561 และมีรายได้รวมทั้งสิ้น 3,526.39 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1,289.20 ล้านบาทหรือคิดเป็น 57.63% เนื่องด้วยในไตรมาส 3 บริษัทฯได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัทอมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์จำกัดซึ่งเป็นผู้จำหน่ายสิ่งพิมพ์ได้แก่นิตยสารหนังสือเล่มและสินค้าอื่นๆเพิ่มขึ้นจากเดิมถือหุ้น 19% เป็น 100% ส่งผลให้รายได้จากการจัดจำหน่ายนิตยสารและหนังสือเล่มเพิ่มขึ้น 145.44% ในขณะเดียวกันรายได้ธุรกิจทีวีดิจิทัลช่องอมรินทร์ทีวีเอชดีมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นผลมาจากการพัฒนาเนื้อหารายการได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นโดยรายได้ในส่วนธุรกิจทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้น 84.72% นอกจากนี้รายได้ธุรกิจสื่อออนไลน์ซึ่งเป็นการดำเนินการโฆษณาและรับจ้างผลิตงานประเภทดิจิทัลเพิ่มขึ้น 95.04% และธุรกิจงานแฟร์เพิ่มขึ้น 12.24% เมื่อเทียบกับปีก่อน

นางระริน  อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการที่ออกมาถือเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของบริษัทที่สามารถทำกำไรได้เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากการเติบโตของรายได้ธุรกิจจากหลายภาคส่วนของบริษัทในเครืออมรินทร์ ได้แก่ ทีวีดิจิทัลช่อง อมรินทร์ทีวี เอชดี 34 สามารถทำรายได้เพิ่มขึ้น 68%

โดยในปีนี้ อมรินทร์ทีวี ลุยทุ่มงบกว่า 500 ล้านบาท เสริมความแข็งแกร่งให้กับคอนเท้นท์และการตลาด ชูความเป็นอันดับ 1 ด้าน Lifestyle Entertainment โดยจะเพิ่มความเป็น More Variety More Entertainment ทั้งกีฬา, ละคร,เกมส์โชว์ จากทีมผู้ผลิตชั้นนำ และ TV Application “34 HD” เพื่อเสริมประสบการณ์การดูทีวีให้สนุกยิ่งขึ้นกับคอนเซ็ป “ยิ่งดูยิ่งได้”

สำหรับธุรกิจสิ่งพิมพ์ทำรายได้เพิ่มขึ้นถึง 14% ด้านนิตยสาร ยังคงสามารถรักษาฐานลูกค้าไว้ได้อย่างดี รุกหน้าเป็นอันดับ 1 เอาชนะกับสถานการณ์ตลาดนิตยสารในปัจจุบันสำเร็จส่วนหนังสือเล่มก็ยังคงเติบโตได้ถึง 16% พร้อมเปิดตัว Mareads.com เว็บไซต์ที่เปิดให้คนเข้ามาเขียนและอ่านนิยายบน online และสามารถพิมพ์ Print on Demand ได้ และ ในส่วนของสายงานจัดจำหน่าย อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ ในปี 2562 พร้อมรุกเข้าตลาดหนังสือเพิ่มเติม คือ หนังสือแบบเรียนตั้งเป้า 200 ล้านใน 3 ปีและเดินหน้าเป็น omni-channel ของกลุ่มอมรินทร์ เพื่อตอบโจทย์ Amarin Eco-system สร้างสรรค์ประสบการณ์ที่มีคุณค่า ทุกช่วงเวลาของชีวิต โดยจะครอบคลุมทุกช่องทาง นอกจากนี้จะเน้นเรื่องการสร้างแบรนด์นายอินทร์ และ Customer Engagement & Seamless Experience ทั้งออนไลน์ คือ naiin.com และหน้าร้าน โดยจะมีการนำ Data Analytic มาใช้เพื่อตอบโจทย์ประสบการณ์ลูกค้า

งานแฟร์เนื่องจากในปี 2561 ได้มีการเพิ่ม 3 งานแฟร์ใหม่ ได้แก่ บ้านและสวน Select, กินดีอยู่ดี และ นายอินทร์สนามอ่านเล่น จึงไม่ได้มีการสร้างงานแฟร์ใหม่ในปี 2562 แต่เป็นการการขยายพื้นที่และเพิ่มความถี่ของงานแฟร์ให้มากขึ้นสำหรับ  สื่อออนไลน์  ในเครืออมรินทร์สามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นถึง 93 %  มี Traffic เพิ่มขึ้น 52 % จากกลุ่มแบรนด์นิตยสาร Living , ไลฟ์สไตล์และ สุขภาพ  มียอด Reach ลูกค้าต่อเดือนอยู่ที่ 130 ล้าน ในปีนี้ตั้งเป้า Traffic เติบโต 100 % โดยเตรียมกลยุทธ์และแพลตฟอร์มใหม่ๆ เช่น “Amarin Writer”เป็น Platform ที่สร้างโอกาสการเป็น Online Content Creator กับอมรินทร์              พร้อมได้รับค่าตอบแทนเพื่อพัฒนาสื่อออนไลน์ให้มีศักยภาพดียิ่งขึ้น และต่อยอดในการสร้างรายได้ต่อไป

จากการปรับตัวได้เท่าทันสถานการณ์และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง พิสูจน์ให้เห็นได้แล้วว่าในวันนี้ อมรินทร์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้นำด้านสื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น แต่คืออันดับ 1 ของ Omni Media ที่ครอบคลุมสื่อมากที่สุดในประเทศ จากการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนในเครือOn Printนิตยสารและหนังสือเล่ม, Onlineสื่อบนเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย, On Shopร้านนายอินทร์ มีเดียคอมเมิร์ชAmvata.com และ Amarin Shopping , On AirทีวีดิจิทัลAmarin TV 34 HD และ On Groundงานแฟร์คุณภาพและกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเมื่อผนวกร่วมกันแล้ว ถือได้ว่าเป็นจุดแข็งและเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะใช้ในการเดินหน้าทำธุรกิจต่อไป ซึ่งสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้อย่างแน่นอน

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: