Biznews

โควิดซัด!’Yoshinoya’ ปิด 150 สาขาในญี่ปุ่น

การระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัส Coronavirus (COVID-19) กระทบต่อทุกธุรกิจ หากไม่สามารถตั้งรับได้ก็ทำให้พ่ายเป็นหน้ากลองได้ ดังตัวอย่างที่เราเห็นมาแล้วมามากมาย

ล่าสุด ถึงคิวของ  Yoshinoya ร้านอาหารชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น อีกหนึ่งประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง แน่นอนส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัท Yoshinoya Holdings Co. ที่จำต้องงัดไม้ตายคือการสั่งปิดร้านสาขา Yoshinoya มากถึง 150 สาขา จากทั้งหมดกว่า 3,000 ร้าน

ร้านอาหารขายข้าวหน้าเนื้อ ที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Gyudon นั้น ปกติแล้วจะเป็นที่นิยมในหมู่คนทำงานออฟฟิศ และนักเรียน นักศึกษา แม้ที่ผ่านมา Yoshinoya จะพยายามแก้ปัญหามาแล้วหลายวิธีแต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นวิกฤตได้ คาดการณ์ว่า จะขาดทุนจากการดำเนินงานทั้งปีที่ 8.7 พันล้านเยน เนื่องจากคนทำงานจากที่บ้านและหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม

‘โยชิโนยะ’ เกิดขึ้นในสมัยเมจิเมื่อปี ค.ศ.1899 โดย “นายเอคิจิ มัทสึดะ” เปิดร้านชื่อ ‘โยชิโนยะ’ แห่งแรกที่ตลาดปลาแถว ‘นิฮนบาชิ’ โตเกียว ซึ่ง ‘โยชิโนยะ’ เป็นชื่อตำบลบ้านเกิดของ ‘นายมัทสึดะ’ ในโอซาก้า และอาหารที่ขึ้นชื่อเป็นที่เลื่องลือของร้านที่สุดก็คือ ‘กิวด้ง’ หรือข้าวหน้าเนื้อสุดอร่อยที่คุ้มค่า บริการที่ได้รวดเร็ว หลังจากการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โตเกียวในปี 1923 ร้านก็ย้ายมาพร้อมกับตลาดปลาที่ถูกย้ายมาอยู่ที่ตำบล ‘สึคิจิ’ ถึงปัจจุบัน ‘โยชิโนยะ’ เป็นตำนานที่มีอายุกว่า 100 ปี กับสาขาที่มีมากกว่า 1,600 สาขาทั่วโลกเลยทีเดียว

สำหรับในประเทศไทย  “YOSHINOYA”  อยู่ภายใต้การทำตลาดของค่ายซีอาร์จี บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ที่นำเข้าแบรนด์มาตั้งแต่ปี 2544  แบรนด์ YOSHINOYA เป็นเชนร้านอาหารชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น เป็นข้าวหน้าเนื้อสไตล์ญี่ปุ่นและข้าวหน้าต่างๆซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับและรู้จักทั่วโลกมายาวนานกว่า 100 ปี โดยสาขาแรกในเมืองไทยเปิดให้บริการที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว  จากนั้นได้มีการขยายสาขาเรื่อยมาจนปัจจุบัน

ณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (Central Restaurants Group) หรือ “ซีอาร์จี”  เผยว่าจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ต้องรีเซ็ตแผนงานทั้งหมด โดยเน้นรูปแบบธุรกิจใหม่ ด้วยการสร้าง “คลาวด์ คิทเช่น” ครัวกลางที่รวบรวมร้านอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ เพื่อรุกขยายช่องทางเดลิเวอรี่ส่งตรงถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรงทดแทนช่องทางการเข้ามารับประทานในร้านอาหาร

 

ปัจจุบัน ซีอาร์จีมีเครือข่ายร้านอาหารรวม 16 แบรนด์ ได้แก่ มิสเตอร์โดนัท (Mister Donut), เคเอฟซี (KFC), อานตี้ แอนส์ (Auntie Anne’s), เปปเปอร์ ลันช์ (Pepper Lunch), ชาบูตง (Chabuton), โคล สโตน ครีมเมอรี่ (Cold Stone Creamery), ไทยเทอเรส (Thai Terrace), โยชิโนยะ(Yoshinoya), โอโตยะ (Ootoya), เทนยะ (Tenya), คัตสึยะ(Katsuya), อร่อยดี (Aroi Dee), สุกี้เฮ้าส์ (Suki House), ซอฟท์แอร์(Soft Air), เกาลูน (Kowlune) และสลัดแฟคทอรี่ (Salad Factory) จำนวนสาขารวมกัน 1,048 สาขา

ณัฐกล่าวอีกว่า ซีอาร์จียังเน้นเรื่องการรักษากระแสเงินสดให้เพียงพอต่อการจ้างพนักงานและดูแลพนักงานทั้งหมดให้มีรายได้ตามสมควร โดยปรับเปลี่ยนพนักงานหน้าร้านบางส่วนเป็นพนักงานเดลิเวอรี่ ให้พนักงานออฟฟิศทำงานจากที่บ้านตามมาตรการ Work from Home ของภาครัฐ รวมทั้งทำประกันภัยโควิด-19 ให้พนักงานทุกคนด้วย

ด้านผลการดำเนินงาน ในปี 2563 ซีอาร์จีตั้งเป้ารายได้กว่า 10,000 ล้านบาท

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: