Columnist

แรงผลักสู่กามวิปริต ในโรงงานผลิต “นักข่มขืน” 

แรงผลักสู่กามวิปริต ในโรงงานผลิต “นักข่มขืน” 
ธนก บังผล
     คดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์แบ่งได้ 3 กรณีหลักๆ คือ ปล้น-ฆ่า-ข่มขืน
      ปล้นนั้นประสงค์ต่อทรัพย์ แตกแขนงแยกย่อยรวมการฉ้อโกง หลอกลวง ชิงทรัพย์ วิ่งราว ฯลฯ ส่วนฆ่าก็หมายถึงการกระทำทั้งตั้งใจหรือไม่ตั้งใจจนเป็นเหตุผู้อื่นถึงแก่ความตาย ในขณะที่ข่มขืนเป็นการทำร้ายร่างกายและทำลายสภาพจิตใจของเหยื่อให้ต้องทนอยู่ในภาวะทรมาน

        สังคมที่สภาพแวดล้อมอนุญาตให้เมล็ดพันธุ์ไม่สมบูรณ์จากการบ่มเพาะเลี้ยงดูได้โอกาสเจริญงอกงามจนทำลายระบบนิเวศโดยรวม นั่นย่อมสะท้อนว่าสังคมนั้นมีปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย
       ยกตัวอย่าง คดีข่มขืนในประเทศไทยที่มีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิตผู้ก่อเหตุ แต่กระแสสังคมกลับไม่ได้ถูกสนองจากผู้กุมอำนาจรัฐ โครงสร้างการบริหารความยุติธรรมที่ล้มเหลวนี่ไม่เพียงแต่จะทำให้กฎหมายเป็นได้แค่ใบปลิวเท่านั้น แต่ยังผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตนักข่มขืนหน้าใหม่ในไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
         งานวิจัยเรื่อง “ภูมิหลังครอบครัวของผู้ต้องหาคดีข่มขืน” ของ เบญจวรรณ สามสาลี (2539) ได้ทำการศึกษาภูมิหลังครอบครัวของผู้ต้องหาคดีข่มขืนกระทำชำเรา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นผู้ต้องหาคดีข่มขืนที่ถูกศาลหรือตำรวจส่งมาตรวจสภาพจิต ณ โรงพยาบาลนิติจิตเวช กรุงเทพฯ จำนวน 6 ราย
          มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ ปัจจัยที่ทำให้เกิดพฤติกรรมข่มขืน ได้แก่ การได้รับการเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย หรือเข้มงวดเกินไป การขาดระเบียบวินัยในการอยู่ร่วมครอบครัวเดียวกัน การไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนด้านสังคมและศีลธรรม การถูกลงโทษอย่างรุนแรงจากบิดา มารดา บิดามารดาหย่าร้าง หรือมีความขัดแย้งกันประจำ 
          มารดาติดบุหรี่ สุรา การพนัน และเจ้าชู้ หรือบิดาเจ้าชู้ ติดสุรา การพนัน มีความรู้สึกไม่ชอบมารดาหรือบิดา และเป็นปรปักษ์กับบิดาหรือมารดา การทะเลาะวิวาทไม่ลงรอยกับพี่น้องเพศชาย การเอาเปรียบพี่น้องเพศหญิง ภรรยานอกใจหรือคนรักตีจาก การคบเพื่อนที่มีความประพฤติไม่ดี การเคยประกอบคดี พฤติกรรมที่ผิดกฏหมาย ผิดศีลธรรม การมีอารมณ์เก็บกดและพฤติกรรมก้าวร้าว
             ประเด็นต่อมาคือ มูลเหตุจูงใจในการก่อคดี ได้แก่ การคิดว่าผู้หญิงสมยอม ให้ท่า การโกรธแค้นผู้หญิงที่ทำให้อกหัก การเห็นว่าสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวย การถูกชักจูงหรือเลียนแบบพฤติกรรมผู้อื่น เป็นต้น
             สอดคล้องกับ งานศึกษาของ “ดวงกมล จักกระโทก” ที่ได้เข้าไปเก็บข้อมูลสัมภาษณ์เชิงลึกจากนักโทษในเรือนจำซึ่งได้ข้อสรุปเกี่ยวกับปัจจัยในการข่มขืนเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี จำนวน 2 ข้อ ดังนี้
           ข้อแรกพบว่า เกิดจากตัวผู้กระทำผิดที่มักไม่มีความผูกพันกับคนในครอบครัว เติบโตมากับพ่อที่ไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีนัก หรือบางรายก็ล้มเหลวในชีวิตคู่มาก่อน และข้อที่สอง คือ ผู้กระทำผิดมักจะเลือกเหยื่อที่เหมาะสม คือ อ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงส่วนใหญ่จะเลือกเหยื่อที่รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน
           นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆที่เป็นตัวเร้าหรือสร้างค่านิยมที่ผิดๆ ผ่านการเล่าเรื่องข่มขืนให้กลายเป็นความแฟนตาซี อีโรติกชวนฝันผ่านสื่อละครโทรทัศน์-ภาพยนตร์ การฉายซ้ำๆ ของพลอตแบบนี้นอกจากจะลดทอนให้ผู้หญิงเป็นเพียง ‘sex object’ แล้ว ยังทำให้ความสัมพันธ์ทางเพศแบบกดบังคับกลายเป็นเรื่องปลุกเร้าอารมณ์ของฝ่ายชาย
             อย่างการสร้างมายาคติเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่ยั่วยวน และต้องการมีประสบการณ์ทางเพศ หรือกระทั่งการเกิดขึ้นของสำนวน ‘เด็กมันยั่ว’ ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่เข้าไปสร้างความชอบธรรมให้กับการข่มขืน
              ที่ผมจำเป็นต้องยกงานวิจัยขึ้นมาอ้างอิง ก็เนื่องจากต้องการให้การศึกษาทางวิชาการยืนยันว่า คดีนี้มีขบวนการสร้างความชอบธรรมให้กับนักข่มขืน ด้วยวิธีโยนความผิดไปให้กับเหยื่อ ยัดเยียดคำว่า “ร่าน-สมยอม-ร้อนเงิน”   มาตั้งแต่อดีตแล้ว 
            เพราะฉะนั้น คดีข่มขืนที่เกิดขึ้นทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว ผมจะไม่ให้ค่ากับเหล่ากองเชียร์ที่ออกมาเผย “อีกมุม” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หรือทำให้การข่มขืนเหยื่อกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หรือสมควรถูกกระทำ
           คดีข่มขืนเป็นคดีที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บนสื่ออย่างสม่ำเสมอทั้งปี เฉพาะที่เป็นข่าวใหญ่และเป็นกระแสสังคมก็เกิดขึ้นทุกปี แต่ถึงจะเป็นกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวางแต่ก็ถูกกล่าวถึงเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ผมเชื่อว่ายังมีการก่อเหตุข่มขืนที่ไม่ได้ตกเป็นข่าวอีกหลายกรณี 
          นอกจากนี้ การนำเสนอข่าวคดีข่มขืนของสื่อมวลชนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเน้นหนัก ยังทำให้ประชาขนเกิดความเคยชินในคดีข่มขืนจนไม่ได้รู้สึกแตกต่างอะไรจากข่าวทั่วไป ทั้งๆที่บทลงโทษขั้นสูงสุดคือประหารชีวิตและได้รับการเผยแพร่ลงในราชกิจจานุเบกษา
          เมื่อการรับรู้เกี่ยวกับคดีข่มขืนของประชาชนคือไม่เคยมีผู้ก่อเหตุถูกประหารชีวิตจริงๆแม้แต่รายเดียว แนวโน้มที่น่าเป็นห่วงคือนักข่มขืนหน้าใหม่ที่ก่อเหตุมีช่วงอายุที่น้อยลง แต่กลับมีจำนวนผู้ร่วมข่มขืนในลักษณะรุมโทรมเพิ่มมากขึ้น การเข้าถึงสื่อลามกในเว็บไซต์ได้ง่ายก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่นเลียนแบบจนมีพฤติกรรมการก่อเหตุกลายเป็นกามวิปริ
          หากความนิยมในกามวิปริตขยายวงกว้างเข้าสู่กลุ่มครูบาอาจารย์ ในโรงเรียน ต่อไปจะมีใครสามารถรับประกันความปลอดภัยให้ลูกหลานเราได้อี
           เมื่อเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครจะกลายเป็นนักข่มขืนในอนาคต เพราะฉะนั้นนักข่มขืนที่ปรากฏตัวแแล้ว ก็อยู่ที่เราว่าจะทำอย่างไร
Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: