Columnist

เหตุแห่งความป่วยไข้ของ “สื่อมวลชนไทย”

เหตุแห่งความป่วยไข้ของ “สื่อมวลชนไทย”

เนื่องใน “วันนักข่าว” 5 มีนาคม

โดย…ธนก บังผล

สถานการณ์ของสื่อมวลชนไทยเข้าขั้นวิกฤตมาได้ประมาณ 4-5 ปีแล้ว สาเหตุที่ทำให้จรรยาบรรณและความน่าเชื่อถือถูกท้าทาย ประเด็นสำคัญที่สุดคือมาจากตัวของสื่อมวลชนเอง เนื่องจากหลายปีมานี้การผลัดใบของนักข่าวรุ่นเก่าเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่นักข่าวรุ่นใหม่เข้ามาในวิชาชีพเป็นจำนวนมากโดยขาดการชี้แนะอย่างเหมาะสม

เมื่อการแข่งขันหน้าจอโทรทัศน์เข้มข้นมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการรับนักข่าวเข้ามาทำงานก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เด็กรุ่นใหม่นิยมทำงานโทรทัศน์เพราะต้องการมีชื่อเสียง ต้องการเป็นที่รู้จัก และถูกพูดถึง ซึ่งการทำงานของสื่อโทรทัศน์นั้นต้องแข่งขันกับ “เวลา” ต้องส่งข่าว ส่งภาพให้ทันกับข่าวเที่ยง ข่าวสั้นต้นชั่วโมง ข่าวเย็น ข่าวค่ำ ฯลฯ จึงเป็นเรื่องยากที่จะสามารถฝังตัวอยู่ในสนามข่าวได้ทั้งวันเหมือนนักข่าวหนังสือพิมพ์ การเกาะติดกับแหล่งข่าวจึงมีน้อยกว่า แต่กลับสร้างความหวือหวาเข้าถึงผู้รับสารมากกว่า

ด้วยข้อจำกัดในการทำงานดังกล่าว ได้เกิดการสร้างนักข่าวรุ่นใหม่ขึ้นมาอย่างฉาบฉวย ไม่มีความรู้ ไม่สนใจในข่าวทั่วไปหรือที่ต้องไปทำ ไม่อ่านข่าวหาประเด็นจากหนังสือพิมพ์เหมือนในอดีต หลายคนตั้งใจจะแต่งตัวสวยงามเป็นทีวีไอดอลเพียงอย่างเดียว ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นวัฒนธรรมแบบเงียบๆ ที่นักข่าวโทรทัศน์รุ่นใหม่ๆหลายคนเดินตามรอย จนในที่สุดก็หลุดจากอุดมการณ์คนข่าว ความอดทนต่อความยากลำบาก ทักษะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและในที่ทำงานไม่มากพอ เกิดการเปลี่ยนสังกัดสถานีบ่อย เพิ่มการต่อรองเงินเดือนให้มากขึ้น

ในขณะที่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์เองก็ประสบปัญหากับวิกฤตนวัตกรรม การรุกล้ำเข้ามาของโซเชียลมีเดีย การเกิดขึ้นของเว็บไซต์จำนวนมาก พฤติกรรมของผู้รับสารที่เปลี่ยนไปจาการเข้าถึงเทคโนโลยี ทำให้นักข่าวหนังสือพิมพ์ต้องปรับตัว เพิ่มศักยภาพในการทำงานให้รองรับกับความหลากหลายทางการสื่อสาร นักข่าวบางคนนอกจากจะสัมภาษณ์แหล่งข่าวเองแล้ว ยังต้องถ่ายรูป ถ่ายคลิปวิดีโอเองทั้งสิ้น ค่าใช้จ่ายจากอุปกรณ์การทำงานที่เพิ่มมากขึ้น แต่เงินเดือนกลับน้อยกว่าสื่อโทรทัศน์ ด้วยภาระครอบครัวที่จำเป็นทำให้หลายคนเปลี่ยนงานไปโดยปริยาย บางคนเปลี่ยนไปทำงานโทรทัศน์เพราะรายได้ที่ดีกว่า บางคนออกไปประกอบอาชีพอื่นเพราะข้อจำกัดเรื่องความก้าวหน้าในอนาคต

ปัญหาจากตัวผู้สื่อข่าว ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงานท่ามกลางกระแสการแข่งขันในสนาม The Momentum ได้นำเสนอประเด็นจากงานวิจัย เรื่อง “ผลกระทบของแหล่งข่าวที่ถูกสื่อมวลชนละเมิดสิทธิ์” โดย รศ. รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้รับผลกระทบจากการถูกสื่อละเมิดสิทธิ์ 4 กลุ่ม คือ เด็กและเยาวชน ผู้ป่วย บุคคลทั่วไป และผู้มีชื่อเสียง โดยสะท้อนปัญหาที่ลึกลงไปในรายละเอียดการทำงานได้อย่างน่าสนใจ

ข้อมูลจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกสื่อละเมิดสิทธิ์ ระบุว่า มีหลายกรณีที่สื่อสร้างปัญหาสังคมจากการแข่งขันอย่างไร้จริยธรรม ได้แก่ กรณีไลฟ์สดฆ่าตัวตาย การกดดันคนในข่าว ซึ่งเคยมีการถ่ายทอดสดเหตุการณ์ ผู้ก่อเหตุฆ่าคนตายหลบหนีไปที่โรงแรมแห่งหนึ่งตั้งแต่บ่ายจนถึงหัวค่ำ พร้อมกันนั้นยังมีนักข่าวอีกจำนวนมากไปรุมล้อมรอทำข่าว มีตำรวจเข้าไปเจรจา ซึ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่และทำให้ผู้ก่อเหตุตัดสินใจยิงตัวตายในที่สุด คำถามคือคุณค่าของข่าวประเภทนี้อยู่ที่ไหน และประชาชนต้องการเสพข่าวเช่นนี้แบบเกาะติดจริงหรือ …หรือแค่สนองตัณหาของกองบรรณาธิการเท่านั้น

กรณีต่อมาคือ ละเมิดกติกาการทำข่าวภาคสนาม เช่น การบุกเข้าไปในโรงเรียนระหว่างที่ผู้ต้องหาตามหมายจับคนหนึ่งกำลังสอนหนังสือ ต้องการเพียงภาพข่าวโดยไม่สนใจว่าการอยู่ร่วมกันในสังคมมีกติกาที่ต้องเคารพเช่นไร รวมไปถึงการเตรียมนำตัวผู้ต้องหาขึ้นรถของสถานีเพื่อข่าวเดี่ยว ซึ่งอาจทำให้คนทั่วไปตั้งข้อสงสัยได้ว่า “ร่วมมือพาผู้ต้องหาหลบหนี”

นอกจากนี้งานวิจัยยังได้กล่าวถึงการ เสนอภาพศพ ทำร้ายจิตใจคนข้างหลัง ,สื่อมวลชนละเลยทักษะการทำข่าวเบื้องต้น ไม่ตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอ และ หลอกลวง ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ได้ข่าวมา, สื่อแอบถ่ายรูปโดยไม่ขออนุญาต การสัมภาษณ์เด็กในภาวะที่ไม่พร้อม สื่อรับบทศาลเตี้ย การใช้พาดหัวรุนแรง เป็นต้น

“ผลของการละเมิดสิทธิ์ แม้มีข้อดีอยู่บ้างในบางกรณี เช่น กระตุ้นให้คดีมีความคืบหน้า หรือทำให้มวลชนให้ความสนใจและให้ความช่วยเหลือเหยื่อ แต่ก็เกิดผลเสียมากกว่าในอีกหลายระดับ เช่น ทำให้แหล่งข่าวสูญเสียความเป็นส่วนตัว ตั้งแต่รบกวนความสะดวก ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง รวมถึงผลกระทบต่อการทำงานในคดี ที่สื่อทำให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานลำบาก.

งานวิจัยพบว่า สาเหตุที่สื่อละเมิดสิทธิ์แหล่งข่าว เป็นเพราะสื่อไม่เข้าใจหลักสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่นทึกทักเอาว่าสามารถนำข้อความในเฟซบุ๊กของแหล่งข่าวไปเผยแพร่ต่อได้ สื่อไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนของคนที่อยู่ในภาวะเปราะบาง ไปจนถึงการจงใจละเมิด (เช่นปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่) ละเลยการตรวจสอบข้อเท็จจริง (เช่นกรณี ไผ่ ดาวดิน) อีกทั้งองค์กรสื่อต่างๆ ยังไม่มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง”

นี่เป็นข้อความที่ทาง The Momentum นำงานวิจัยมาเสนอ ซึ่งถือว่าเป็นเสียงสะท้อนการทำงานของสื่อในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ

ยังมีปัญหาที่พบในสื่ออีกมากมาย เช่น การคุกคามทางเพศของผู้บริหารสื่อ ที่ใช้อำนาจปิดปากเหยื่อ , การสยบยอมต่ออำนาจทุนและธุรกิจที่จ่ายเงินสนับสนุน , มาตรฐานในการตรวจสอบ การทำข่าวสืบสวนสอบสวนผู้อื่น แต่เพิกเฉยต่อความไม่โปร่งใสของตนเอง , การใช้ชื่อองค์กรสื่อหาผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ากระเป๋าตัวเอง ฯลฯ เป็นต้น

อย่างก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์สื่อจะเข้าขั้นวิกฤตมาได้หลายปีแล้ว แต่การมีอยู่ของสื่อที่ต้องการจะตรวจสอบกันเองนั้นก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้ แม้ว่าความเป็นจริงในทางปฏิบัติไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็ตาม

แต่แน่นอนว่า การมีอยู่ของสื่อมวลชนนั้นจำเป็นอย่างมากในสังคม ไม่ว่าสื่อจะดำเนินกิจการไปอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดของสื่อมวลชน คือ เสรีภาพของประชาชน

ขอบคุณ รูปประกอบจากสำนักข่าวไทย

Tags

Related Articles

Close
%d bloggers like this: