Columnist

เหตุผลที่ “เงินสด” เยียวยาดีกว่า “เป๋าตัง”

เหตุผลที่ “เงินสด” เยียวยาดีกว่า “เป๋าตัง”

‘ธนก บังผล’

วิธีจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก 2 ปีนี้ของรัฐบาลผ่านแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ทำให้หลายๆคนถึงกับต้องกุมขมับหากเปรียบกับโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” ที่แม้ระบบการคัดกรองจะค่อนข้างมีช่องโหว่มากมายแต่การได้รับเงินโอนเข้าบัญชีก็สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายกว่า

คุณสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ยังต้องโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว อธิบายไว้อย่างนี้ครับ

“เรื่องแรกเลยคือเรากำลังอยู่ในช่วงสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 การสัมผัสธนบัตร จึงเป็นเหตุที่อาจทำให้ติดเชื้อ COVID-19 ไม่เพียงเท่านั้น เรายังคิดถึงเรื่องการลดความแออัดของประชาชนจำนวนมากที่จะไปต่อคิวกดเงินสดออกจากตู้ ATM ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสนับสนุนมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของกระทรวงสาธารณสุข

เหตุผลสำคัญคือ ความต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า และให้เงินหมุน เวียนอยู่ในชุมชนเพราะร้านค้าที่รับซื้อ หรือรับบริการจะเป็นร้านเล็กๆ มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือคนตัวเล็ก และให้เงินหมุนหลายรอบในระบบเพื่อช่วยเหลือการใช้เงินในชีวิตประจำวันของคนตัวเล็กให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด”

ผมคิดเอาเองว่าท่านรัฐมนตรีคงไม่มีโอกาสได้ใช้แอพเป๋าตัง และยังไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว “คนตัวเล็ก” ที่กล่าวถึงนั้นเขาไม่ได้ต้องการใช้เงินผ่าน QR โค้ด เพราะเศรษฐกิจรากหญ้าซื้อผัก 5บาท 10 บาท ตามตลาดในหมู่บ้านกับยายสีตาสาไม่มีใครเขาเอาสมาร์ทโฟนออกมาสแกนกันหรอกครับ

เศรษฐกิจรากหญ้าใน กทม. กับ เศรษฐกิจรากหญ้าต่างจังหวัด ก็มีบริบทการใช้จ่ายที่แตกต่างกัน คนที่ลงทะเบียนรับสิทธิคนละครึ่งส่วนใหญ่ต้องการใช้สิทธิในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ค้าขายจะเปิดรับให้สแกนคนละครึ่ง เนื่องจากยังต้องพึ่งพาเงินสดในการชำระหนี้นอกระบบ

 

 

ผมถึงแปลกใจมากๆที่คุณสุพัฒนพงษ์ โพสต์ข้อความอะไรแบบนี้ โดยเฉพาะการสัมผัสธนบัตร

ผลสำรวจจากธนาคารกลางอังกฤษ เปิดเผยว่า การสัมผัสและใช้ธนบัตรในการใช้จ่ายมีความเสี่ยงในการระบาดของโรคโควิด-19 ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับความเสี่ยงการติดเชื้อจากการหายใจในร้านค้า การสัมผัสตระกร้าช็อปปิ้ง รวมไปถึงการสัมผัสกลอนประตู เพราะโควิด-19 เป็นโรคที่แพร่ระบาดจากระบบทางเดินหายใจผ่านสารคัดหลั่งครับ

ยิ่งความแออัดของประชาชนที่จะไปต่อคิวกดเงินสดนั้น ผมคิดว่าคนไทยอยู่กับโรคนี้มาเกือบ 1 ปีแล้ว ท่านน่าจะทราบได้ว่าเราเรียนรู้การกดเงินสดอย่างปลอดภัยกันมานานแล้ว และหลายคนที่ซีเรียสกับการออกบ้านแล้วสัมผัสกับสิ่งต่างๆเขาล้างมือบ่อยครับ

ในชีวิตประจำวันของคนตัวเล็กการมีเงินสดติดตัวหมายถึงไม่อดตาย แต่มีเงินใน G-Wallet ก็ยังต้องลุ้นว่าอินเตอร์เน็ตในมือถือเหลือมากน้อยเท่าไร

นอกจากเงินใน “เป๋าตัง” ไม่สามารถซื้อผักซื้อกับข้าวได้แล้ว ยังเติมน้ำมันรถไม่ได้ รถจักรยานยนต์เสียก็จ่ายค่าซ่อมไม่ได้ จำนวนเงินที่โอนเข้า G-Wallet ก็ไม่พอที่จะจ่ายค่าเช่าบ้าน และบอกตรงๆ เงินที่จะได้วันที่ 18 ก.พ. นี้ ไม่มีใครจ่ายค่าเช่าบ้านกันหรอกครับ เขาจ่ายกันช่วงสิ้นเดือนกันทั้งนั้น

“เป๋าตัง” ยังจ่ายค่ารถโดยสารตามต่างจังหวัดไม่ได้ ตราบใดที่ยังเติมน้ำมันไม่ได้คนขับรถรับจ้างก็ไม่เอาครับ คนขี่สามล้อเครื่องก็ไม่รับ เด็กขายพวงมาลัย ขายถั่วหรือผลไม้ตามร้านอาหารก็ไม่เอา เข้าห้องน้ำสาธารณะตามตลาดหรือแหล่งท่องเที่ยวก็ไม่ได้ ซื้อล็อตเตอรี่ก็ไม่ได้ จ่ายค่าแผงค่าที่ในถนนคนเดินก็ไม่ได้ จะสแกนลูกชิ้นสักไม้มาทานก็ยังไม่ได้เลยครับเพราะพ่อค้าแม่ค้าต่างก็ต้องการเงินสดไปหมุนเวียนวัตถุดิบ ได้นับเงิน ได้เห็นว่าแต่ละวันค้าขายกำไร ขาดทุนอย่างไร จ่ายค่าปรับกับตำรวจจราจรต่อหน้าก็ไม่ได้ ที่สำคัญคือซื้อหน้ากากอนามัยสักอันไม่ได้ด้วยเช่นกัน ฯลฯ

นี่คือชีวิตประจำวันของคนตัวเล็กที่คุณสุพัฒนพงษ์ อาจไม่ได้สัมผัสบ่อยนัก ที่บอกว่าให้เงินหมุนหลายรอบในระบบจ่ายค่าวินมอไซค์ แท็กซี่ ตัดผมได้ นั่นโลกสวยมากๆครับ

เพราะทุกวันนี้ยังมีร้านค้าบางร้านที่ฉวยโอกาสจากโครงการคนละครึ่งขึ้นราคาสินค้าอยู่เลยครับ

แล้วปัญหาใหญ่ที่สุดของ “เป๋าตัง” คือ ระบบที่ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้พัฒนาขึ้นมา ก็ดันเอาใจยาก อย่างเมื่อวานนี้ไม่มีเหตุอะไรเลยก็ล่มเสียอย่างนั้น

มี 3 ครั้งใหญ่ๆที่แอพฯ “เป๋าตัง” ล่มจนเป็นข่าว ครั้งแรก 5 ต.ค. 2562 ตอนนั้นยังไม่มีโครงการอะไรจากรัฐบาลด้วยนะครับ แต่ก็ล่ม โดยธนาคารกรุงไทยแจ้งว่า เนื่องจากมีผู้ใช้งานแอพฯ เป็นจำนวนมาก ธนาคารจึงขอปิดให้บริการเป็นการชั่วคราว และอยู่ในระหว่างเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้รองรับกับจำนวนผู้ใช้งาน

ครั้งที่ 2 วันที่ 18 พ.ย.2563 เจ้าหน้าที่สายด่วนธนาคารกรุงไทย ยอมรับว่า ระบบการสรุปยอดเงินคงเหลือของ “เป๋าตัง” ขัดข้อง จึงไม่ปรากฏยอดเงินในโครงการอีกครึ่งหนึ่งได้

ครั้งที่ 3 วันที่ 16 ธ.ค. 2563 หลังจากช่วงเช้าที่มีการลงทะเบียน “คนละครึ่งเฟส 2” ประชาชนเข้าไปกดรับสิทธิ์จนเต็มภายใน 2 ชั่วโมง ส่วนกลุ่มที่ได้รับสิทธิ์คนละครึ่งเฟสแรก ก็พยายามเข้าไปกดต่อสิทธิ์เช่นเดียวกัน ในที่สุดก็เกิดความขัดข้อง ระบบขึ้นว่า ไม่สามารถใช้งานแอพพลิเคชันได้ชั่วคราวเนื่องจากมีผู้ใช้งานจำนวนมาก

 

 

ล่าสุดเมื่อวานระบบล่มแบบเบาๆ พอให้ตื่นเต้น

ปัจจุบันยอดการดาวน์โหลด “เป๋าตัง” มากกว่า 10 ล้านครั้งแล้ว อัพเดทระบบครั้งสุดท้ายเมื่อ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าถ้ามีคนเข้าไปใช้งานมากๆในวันที่ 18 ก.พ.นี้ เป๋าตังก็พร้อมจะขัดข้องได้อีกเพราะขนาดเมื่อวานนี้ไม่มีอะไรก็ยังล่มได้

สำหรับนักพัฒนาแอพพลิเคชั่นชื่อไทยๆ ยอดดาวน์โหลดเกิน 10 ล้านครั้งมีไม่กี่แอพนะครับ ผลพวงจากการเกี่ยวโยงกับโครงการรัฐก็น่าจะทำให้ธนาคารกรุงไทยมีรายได้จากการดาวน์โหลดแอพเป็นการตอบแทนจากการเข้าใช้ และเข้าถึงแอพในแต่ละวัน

ประโยชน์ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับคนเล็กคนน้อยเลยครับ แล้วรายได้ที่หมุนเข้ามาก็ไม่ได้ลงไปยังเศรษฐกิจฐานรากด้วย

บางครั้งการกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางสักชามง่ายๆ แล้วต้องหาร้านที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งหรือเราชนะ ผมว่ามันเป็นการโยนภาระให้กับประชาชนมากกว่าจะเป็นการช่วยเหลือเยียวยาครับ

หากรัฐบาลจริงใจจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ผมคิดว่าดูวิธีการจัดการของ “หยวนดิจิทัล” ในประเทศจีนมาเป็นโมเดลแบบอย่างดีกว่า แล้วเงินเยียวยาที่ให้ประชาชนก็อย่าไปคิดเองหรือเหมารวมว่าคนจะเอาไปซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ อะไรพรรค์นี้

เพราะตลาดเครื่องดื่มแอลอฮอล์ในประเทศไทยถูกผูกขาดโดยขาใหญ่เพียง 2-3 บริษัทเท่านั้น

ไม่ใช่ว่าโครงการ “เราชนะ” ไม่ดีนะครับ และไม่ได้หมายความว่าไม่สนับสนุนการเริ่มต้นเข้าสู่สังคมไร้เงินสด

แต่ถ้าหมายถึงอย่างที่ท่านรัฐมนตรีสุพัฒนพงษ์ โพสต์ว่า ความต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า และให้เงินหมุน เวียนอยู่ในชุมชน

ผมยังเชื่อว่า วันนี้การนำเงินออกมาใช้เป็นเงินสดจะเยียวยาดีกว่าและทำให้เงินหมุนในระบบรากหญ้ามากกว่า “เป๋าตัง” แน่นอนครับ

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: