Biznews

เวทีดีเบต “ไบเดน” ชนะ “ทรัมป์” ย้อนบทเรียน “คะแนนหลอน” จาก ฮิลารี คลินตัน

นับถอยหลังก่อนจะถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ พ.ย. นี้ ทั่วโลกต่างจับตาว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศที่ได้ชื่อว่ามหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก ระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้ครองตำแหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน กับ “โจ ไบเดน” ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครต

ล่าสุด แม้ว่าผลการสำรวจความคิดเห็นของคนอเมริกันทั่วประเทศจะออกไปทาง “โจ ไบเดน” มากกว่า “ทรัมป์” คงต้องย้อนไปว่าเพราะเหตุใดคะแนนความนิยมของชาวอเมริกันจึงมีแนวโน้มเป็นอย่างนั้น

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐนั้น มีธรรมเนียมปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยว่าผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีต้อง “ดีเบต” นโยบายต่างๆ ที่จะดำเนินการหากได้เข้าสู่ทำเนียบขาว บนเวทีหรือถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนได้รับฟังและตัดสินใจ  

โดยการดีเบต “ครั้งแรก” ระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ เจ้าของเก้าอี้ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจากพรรครีพับลิกัน และ นายโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ถูกจัดขึ้นในรัฐโอไฮโอเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมี คริส วอลเลส ผู้สื่อข่าวจากสถานีฟ็อกซ์นิวส์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ใช้เวลาทั้งสิ้น 90 นาที

ซึ่งเรียกได้ว่าบรรยากาศระอุอย่างรวดเร็วตั้งแต่การดีเบตครั้งแรก ทั้งสองคนต่างใช้คารมเชือดเฉือน ถ้อยคำรุนแรง ระดมใส่กัน และพูดแทรกกันไปมาเกือบตลอดเวลา จนผู้ดำเนินรายการต้องคอยบอกให้ทั้งคู่อยู่ในความสงบ อย่าใช้อารมณ์มากเกินไป เนื่องจากเป็นการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกมีผู้ที่กำลังรับชมเป็นจำนวนมาก

จบเวทีแรก สถานีโทรทัศน์CNN เปิดผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนระบุว่า 6 ใน 10 ของผู้รับชมการดีเบตให้คะแนน ไบเดนอภิปรายได้ดีที่สุด โดยมีเพียง 28% เท่านั้นเห็นว่า ทรัมป์อภิปรายได้ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นของผู้รับชมต่อการดีเบตนี้ หากเทียบกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ ปี 2559 ระหว่าง ทรัมป์ และนางคลินตัน พบว่า 62% ของผู้รับชมคราวนั้นก็มองว่า นางฮิลลารีทำผลงานได้ดีที่สุด และมีเพียง 27% เท่านั้นที่เทใจให้ ทรัมป์

ส่วนการดีเบตรอบสองที่กำหนดเวทีไว้ในวันที่ 15 ต.ค. ที่ผ่านมานั้นมีอันต้องยกเลิก เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ ได้รับการตรวจพบว่าติดโควิด-19

ทั้งนี้ การดีเบตรอบตัดสิน ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ตรงกับเช้าวันศุกร์ที่ 23 ต.ค. ตามเวลาประเทศไทย มีคริสเทน เวลเกอร์ ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี และผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว เป็นผู้ดำเนินการ

ซึ่งการดีเบตครั้งสุดท้ายนี้มีได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎ สืบเนื่องจากการดีเบตเวทีแรกทรัมป์ได้ทำการพูดแทรกระหว่างที่ไบเดนกำลังแสดงวิสัยทัศน์อยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้ที่ได้รับชมโดยเฉพาะชาวอเมริกันเกิดความเบื่อหน่าย คณะกรรมการจัดการจึงจัดให้ผู้ดำเนินรายการสามารถปิดเสียงไมโครโฟนของผู้เข้าร่วมดีเบตได้

กฎระเบียบนี้ทำให้ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้ง 2 คนได้ชี้แจงเนื้อหานโยบายมากกว่าครั้งแรก อีกทั้งเวทีการดีเบตก็ยังราบรื่นเป็นไปด้วยดี โดยทรัมป์เองก็ให้ความร่วมมือ มีท่าทีที่สุภาพ ไม่ค่อยพูดแทรก ก่อนจะใช้เวลาพูดรวม 41 นาที ขณะที่ไบเดนเองก็ได้พูดเกือบ 38 นาที

จบเวทีดีเบต CNN Instant Poll ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ชม พบว่าคนส่วนใหญ่มองว่า ไบเดนแสดงวิสัยทัศน์ได้ดีกว่าทรัมป์ โดยผู้ชม 53% ระบุว่า ไบเดนชนะการดีเบตในครั้งนี้ ขณะที่ 39% ระบุว่าทรัมป์ชนะ

นั่นทำให้โพลทุกสำนักเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า โจ ไบเดน จะเป็นผู้คว้าเก้าอี้ประธาธิบดีสหรัฐในการเลือกตั้งครั้งนี้

โดย สถานีโทรทัศน์ BBC ให้คะแนน ไบเดนนำทรัมป์อยู่ที่ 51% ต่อ 43% เช่นเดียวกับเดอะการ์เดียน ที่ให้คะแนนไบเดน  51.8% – ทรัมป์ 42.3%

แต่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศกับผลการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 3 พ.ย.นี้ เป็นคนละเรื่องกัน หากย้อนไปถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งล่าสุดที่ผ่านมาเมื่อปี 2559 บทเรียนของนางฮิลลารี คลินตัน อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ได้คะแนนเสียงมากกว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ เกือบ 3 ล้านเสียง แต่ปรากฏว่าสุดท้ายแล้วนายโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งอย่างล็อคถล่ม

เพราะปัจจัยที่สำคัญในการเลือกตั้งของสหรัฐนั้นใช้ระบบ “คณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี” (electoral college) โดยแต่ละรัฐจะมีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรของรัฐนั้นๆ ซึ่งผู้ที่จะชนะการเลือกตั้งได้นั้นต้องได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งของรัฐต่างๆ รวมกันอย่างน้อย 270 เสียง จากจำนวนทั้งสิ้น 538 เสียง

ซึ่งผู้สมัครจากเดโมแครตและรีพับลิกันเองก็ต่างก็มีรัฐที่เป็นฐานเสียงของตัวเอง หรือที่เรียกว่า Safe State สามารถคาดหวังคะแนนเสียงจากรัฐนั้นๆ ได้อย่างแน่นอน แต่ก็ยังมีบางรัฐที่ไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นฐานเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างชัดเจน ที่เรียกกันว่า Swing State หรือ “Battleground State” โดยรัฐเหล่านี้แม้ประชากรจะมีความนิยมด้านการเมืองที่แตกต่างกันแต่ก็มีจำนวนที่ใกล้เคียงกันมากเช่นกัน นั่นจึงกลายเป็นพื้นที่ “ชิงดำ” ที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญ

เดอะการ์เดียน สำรวจคะแนนนิยมของไบเดนและทรัมป์ ในรัฐที่เป็นพื้นที่ Swing State มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งรวมกันถึง 125 เสียง ได้แก่ ฟลอริดา (29 เสียง) เพนซิลวาเนีย (20 เสียง) โอไฮโอ (18 เสียง) มิชิแกน (16 เสียง) นอร์ทแคโรไลนา (15 เสียง) แอริโซนา (11 เสียง) วิสคอนซิน (10 เสียง) และไอโอวา (6 เสียง)

พบว่า ไบเดนมีคะแนนนิยมนำทรัมป์ในรัฐต่างๆ ดังนี้ ฟลอริดา 1.7% (ไบเดน 48.8% ทรัมป์ 47.1%) เพนซิลวาเนีย 5.5% (ไบเดน 50.3% ทรัมป์ 44.8%) มิชิแกน 7.4% (ไบเดน 50.2% ทรัมป์ 42.8%) นอร์ทแคโรไลนา 2.7% (ไบเดน 49.3% ทรัมป์ 46.6%) แอริโซนา 3.7% (ไบเดน 48.9% ทรัมป์ 45.2%) และวิสคอนซิน (ไบเดน 50.7% ทรัมป์ 44.0%)

ส่วนทรัมป์เอง ก็มีคะแนนนิยมนำไบเดนในรัฐโอไฮโอ 1.8% (ทรัมป์ 48.4% ไบเดน 46.6%) และรัฐไอโอวา

ซึ่งทั้งสองมีคะแนนสูสีห่างกันเพียง 0.1% โดยทรัมป์มีคะแนนนิยม 47.3% ขณะที่ไบเดนมีคะแนนนิยม 47.2%

นอกจากนี้ ปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ต่างไปจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ คือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งชาวอเมริกันส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้วิธีการลงคะแนนเสียงล่วงหน้า ล่าสุดมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งไปแล้วกว่า 70 ล้านคน ซึ่งมากกว่าสถิติการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 58 ล้านคน

เมื่อคะแนน Swing State ยังไม่แน่นอน และการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากันมากมายก็ไม่รู้จะเป็นผลดีหรือผลร้าย ทำให้โพลทุกสำนักเองก็ไม่แน่เหมือนกันว่าจะให้ผลใกล้เคียงหรือไม่ เพราะบทเรียนจากความนิยมของนางฮิลลารี ยังคงหลอนพรรคเดโมแครตอยู่ไม่น้อย ทำให้ไม่สามารถประมาท “ทรัมป์” ได้เช่นกัน

โดยสื่อในอเมริกาคาดการณ์กันว่าจำนวนผู้ที่จะออกมาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงครั้งนี้อาจมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอีกด้วย

 

 

////////////////

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก

https://www.sanook.com/news/8285874/

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: