Biznews

เรียนรู้เทคนิคการขายจาก ‘Jordan Belfort’ ทำไม…ลูกค้าถึงไม่เลือกคุณ?

# ทำไม…ลูกค้าถึงไม่เลือกคุณ? ##
.
#หนึ่งคำถามที่ควรถามตัวเองก่อนและตอบให้ได้_ก่อนที่จะมีคนตอบแทนคุณ
.
เรียนรู้เทคนิคการขายจาก Jordan Belfort สุดยอดนักขายผู้แพรวพราวแบบ “Born to be” ขายจนต้องไปแวะนอนคุก! มาแล้ว
.
“เมื่อคนจำนวนมากชอบบอกว่าของฉันดี แล้วไง่ว่ะ? สุดท้ายขายได้ดีจริงๆ อย่างที่มันควรจะเป็นไหม?”
.
ผู้ประกอบการ หรือเจ้าของสินค้าและบริการ เกือบจะร้อยทั้งร้อย จะพูดเสมอว่า สินค้าหรือบริการของฉันดี แตกต่าง ไม่เหมือนคนอื่น มันดีกว่าอย่างนั้นอย่างนี้
.
แล้วไง่ว่ะ? สุดท้ายขายได้ไหม ขายได้ดีจริงๆ อย่างที่มันควรจะเป็นสำหรับสินค้าที่คิดว่า “ดีที่สุด” ไหม? หรือต้องขายด้วยการทำราคา ทำโปรโมชั่นเหรอ ว้าย!! ขายแบบนี้มีแต่ธุรกิจจนลงและตายพอดีกันนะคุณ!!!
.
เอาล่ะ! ผมจะเล่าแนวคิดหนึ่งของชายที่ชื่อ Jordan Belfort ให้คุณได้อ่านกัน แต่นั่นดิ เขาคือใคร? คุณเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The wolf of wall street ไหมครับ ที่ Leonardo DiCaprio พระเอกจาก Titanic เล่นไง (ถ้าร้องอ๋ออออ นี่คือรู้อายุเลยนะ 55)
.
Jordan Belfort คือ ชายผู้ทำให้วงการหุ้นคึกคักอยู่พักใหญ่ ด้วยการขายหุ้น Penny Stock หุ้นของกิจการท้องถิ่นที่ไม่ค่อยมีการซื้อขายกัน แต่ Belfort ก็ใช้ทักษะการขายจนทำให้มันมีกำไรอย่างมหาศาล จนเขาสามารถเปิดบริษัทหลักทรัพย์ของตนเอง
.
Stratton Oakmont คือ ธุรกิจหลักทรัพย์ของ Belfort ก่อตั้งในปี 1989 เขามีพนักงานมากถึง 1,000 คน เขาสามารถเป็นระดมให้กับกิจการต่างๆ ใน USA ได้มากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ว่ากันว่า เขามีรายได้ 250 ล้านเหรียญต่อปี เทียบเท่า 500 ล้านเหรียญในปัจจุบัน (ลองเอา 30 คูณเองนะ ถ้าอยากรู้เป็นเงินไทย) ก่อนที่จะติดคุกและกลายเป็น Sales Coaching ชื่อดังบนแผ่นดินอเมริกา

 

.
Jordan Belfort ไม่ได้พึ่งมาเก่งนะ แต่เป็นนักขายตั้งแต่เด็ก เขาเกิดในครอบครัวฐานะปานกลางเท่านั้น และก็เป็นคนมีหัวคิดเกินตัว เขาเคยทำงานส่งหนังสือพิมพ์ แล้วก็เห็นว่าบ้านต่างๆ ที่เขาไปส่งเนี่ยหิมะมันกองเต็มหน้าบ้านไปหมด เลยเดินไปกดกริ่งและเสนอบริการกวาดหิมะให้ ซึ่งก็ทำรายได้เสริมจากการส่งหนังสือพิมพ์ได้ดีเลยทีเดียว
.
นอกจากนี้ Belfort กับเพื่อนไปหารายได้พิเศษแถวชายหาด เขามองเห็นว่าคนกำลังอาบแดดกันอยู่ ร้อนก็ร้อน คงไม่มีใครอยากลุกไปไหน เขาจึงไปหาร้านไอศกรีม แล้วขอเอาของไปขาย โดยใส่กล่องสบายเดินขายตามหาด ไม่ต่างจากชะอำหรือหัวหินบ้านเราเลย
.
สรุปว่ามันขายเกลี้ยง เขาก็ทำแบบนี้แหละจนเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งเพื่อส่งตัวเองเรียนมหาวิทยาลัย เขาเคยเล่าในหนังสือประวัติตัวเองว่า ตอนแรกเขาเลือกเรียนคณะทันตแพทย์ เพราะรู้มาว่ามันเป็นอาชีพที่มีรายได้ดี แต่วันนั้นคณบดีบอกพวกเขาว่า หมอฟันมันไม่ได้รายได้ดีเหมือนอดีตแล้ว ถ้าอยากมีเงินเยอะๆ คุณต้องไปทำเซลล์หรือนักขาย ในยุคนั้นนายหน้านี่เฟื่องฟูมากๆๆๆ
.
อ้าว! Belfort ร้อง! งั้นก็ไม่ต้องเรียนหมอฟันมันแล้วอ่ะดิ เออจริง แล้วเขาก็ไม่เรียนหมอฟันจริง หันไปเรียนอย่างอื่นแทน จบแล้วเขาก็ไปเขาทำงานในบริษัทขายเนื้อสัตว์ ซึ่งก็เห็นโครงสร้างทั้งหมด ทำให้ออกมาเปิดเป็นกิจการของตัวเอง
.
ตรงนี้แหละที่ Belfort สร้างแนวคิดการขายอย่างหนึ่งของตัวเองออกมา คือ “นักขายไม่ได้ขายของ แต่เป็นคนขายสิ่งที่แก้ปัญหาให้ลูกค้า” เขาจึงเปิดร้านเนื้อของตัวเอง และขายแบบ Knock Doors เคาะประตูตามบ้านขายมันเลย ปรากฏว่าสัปดาห์หนึ่ง ขายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 กิโลกรัม แต่สุดท้าย โชคชะตาเขาไม่ได้เป็นคนขายเนื้อ โชคชะตาได้กำหนดให้เขาต้องเป็นนักค้าหุ้นและติดคุกในที่สุด
.
กิจการร้านขายเนื้อมีอันต้องปิดตัวลง ด้วยการถูกลูกน้องโกงมากมายจนแบกต้นทุนไม่ไหว และนั่นคือจุดที่พลิกผันให้ Belfort ตัดสินใจเข้าไปสมัครที่บริษัท บริษัท L.F. Rothschild ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ของตระกูล Rothschild เขาใช้เวลาบ่มเพาะผ่านการอบรมตลอด 6 เดือนโดยยังไม่ได้ทำงานนะ เป็นการบ่มเพาะฝึกสุดยอดนักขายที่ออกแบบไว้
.
แต่อย่างที่บอกไงว่า Belfort ต้องไปจบที่ตารางจาก Skill การขายขั้นเทพ วันแรกที่เขาได้ทำงาน คือ วันที่ Dow Jones กว่า 22% ในวันที่ 19 ตุลาคม 1987 ตกงานวันแรกทันทีทันใด
.
Belfort จึงเดินสายออกต่างจังหวัด ต่างเมืองไปเลย จนค้นพบหุ้น Penny Stock ที่ไม่เคยมีนักค้าหุ้นคนไหนสนใจ แต่ Belfort มองว่า มันขายไม่ได้ ไม่ใช่เพราะมันไม่ดี แต่คนขายต่างหากไม่ดี (เดี๋ยวจะมาขยายความวิธีคิดเพื่อขายของ Belfort อีกที) และถ้าขายได้ มันได้กำไรส่วนแบ่งมากถึง 60%
.
ด้วยความฉลาดของ Belfort จึงเกิดบริษัท Stratton Oakmont ที่ผมเล่าไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ ขึ้นมา และความฉลาดเข้าขั้นของเขา คือ การใช้เทคนิคการขาย 3 องค์ประกอบ คือ แบรนด์ต้องดี สินค้าต้องดีและคนขายต้องดี
.
ตอนนี้ Belfort และพรรคพวก คือ คนขายที่ดีและมีทักษะที่แพรวพราวเพียบพร้อม แต่แบรนด์และสินค้าของบรรดากิจการ Penny Stock นี่สิมันต้องปั่นกระแสสักหน่อย
.
เป็นที่มาของการเปิดห้องต้ม “Boiler Room” ห้องที่ใช้หลอกล่อลูกค้าด้วยเทคนิคของนักขายที่แพรวพราว โดยการเล่นกับการข่าว ขายๆ กับหุ้นโอ…อะไรเนี่ยที่ดูข่าวจะประโคมกันจริงจัง แถมรายย่อยเพียบ สวิงหายห่วงแน่นอน
.
Belfort และทีมของเขาจึงปล่อยข่าวดีมากมายเกี่ยวกับแบรนด์ กิจการ หรือสินค้าของบริษัทที่กำลังจะขายหุ้น ทำให้ราคามันดีเกินจริง ทำให้ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ เม่าเหรอ? ก็ติดดอยยังไง ด้วยเหตุนี้ Belfort เขาจึงถูกตัดสินคดีให้จำคุก 4 ปี ปรับเงิน 110 ล้านเหรียญเพื่อชดเชยให้กับคนเสียหายกว่า 1,500 คน
.
แต่ด้วยทักษะนักขายไง จึงเจรจาและให้การที่เป็นประโยชน์ จึงติดคุกเพียง 22 เดือน ก็ออกมาเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะการมอบทักษะในการขาย หรือการเป็น “Sales Coaching”
.
ภาพตัดมาที่งานสัมมนาแห่งหนึ่งที่คนเต็มฮอลล์ ทุกคนบนที่นั่งกำลังมองไปที่ชายคนหนึ่งกลางเวที เขาสวมใส่สูทที่ดูดีและกำลังยืนอยู่ พร้อมกับ Whiteboard ในมือกำลังถือปากกา นั่นก็คือ Jordan Belfort เขาถามคำถามไปยังกลุ่มคนดู
.
Belfort: “คุณรู้หรือไม่ว่าลูกค้าซื้อสินค้า เพราะอะไร?”
Someone: “ความเชื่อมั่น!”
Belfort: “เยสสสสสสสสส ใช่ๆ ใช่เลย!”
Belfort: “ทุกคนซื้อสินค้าเพราะความเชื่อ! แต่พวกเขาเชื่ออะไรบ้าง?” และ “ต่อไปนี้ผมจะบอกคุณ”
.
แนวคิดการขายสินค้าของ Belfort พูดถึงความเชื่อที่ลูกค้ามี นำไปสู่การตัดสินใจซื้อสินค้า มีหลักการง่าย 3 ข้อ ที่คุณสามารถหยิบยกไปใช้ได้ และผมจะเติมเคส เติมกลยุทธ์เข้าไปเพื่อเป็นไอเดียให้กับคุณ
.
#1_Product, Idea & Concept
ลูกค้าต้องเชื่อและรักในสินค้าและบริการตัวนั้น ชอบในไอเดีย เชื่อในแนวคิดของสินค้า เป็นการยากมากที่คุณจะขายอะไรที่ลูกค้าไม่รู้จัก หรือไม่เคยเชื่อมั่น เรื่องนี้กำลังบอกคุณว่า คุณต้องทำการตลาดไงล่ะ ต้องสื่อสารการตลาดออกไป หรืออาจต้องใช้การเทสสินค้าเพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจคอนเซป ไอเดียของมัน และหลงรักมันในที่สุด
.
ผมจะขอเล่าเคส Nespresso เครื่องชงกาแฟที่ใช้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ก่อนหน้าที่จะรู้จัก ผมไม่เคยคิดและสนใจเจ้า Nespresso เลย ผมก็เหมือนคนทั่วไป ซื้อกาแฟจากร้านกาแฟสดแบรนด์ต่างๆ ไปตามโอกาสที่เหมาะสม
.
เคยอ่านโฆษณา หรือดูรีวิวจาก Nespresso ก็รู้สึกว่ามันก็โอเคนะ น่าสนใจเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รัก ชอบ เชื่อมั่น ถึงขั้นที่จะกดสั่งซื้อให้มาส่งที่บ้านได้ จนกระทั่งไปเดินห้างสรรพสินค้า จึงได้มีโอกาสไปสัมผัสตัวจริงของมัน
.
จำได้ว่าวันนั้น น้องๆ พนักงานได้ลองเทสการทำการจาก Nespresso ให้ผมได้ลองทาน ด้วยการเทสจากแคปซูลที่หลากหลาย ทำให้เราถึงในความรวดเร็ว แค่เสียบปลั๊ก กดเปิด เติมน้ำไว้ ใส่แคปซูล ไม่กี่วินาที ก็กดออกมาได้เลย ยิ่งเครื่องรุ่นใหม่ๆ ก็สามารถเติมนมและกดออกมา เพื่อทำให้กาแฟในยามเช้าของคุณเป็นไปในแบบที่คุณหลงใหล
.
ใช้เวลาร่วม 2-3 เดือนนะกว่าผมจะไปถึงจุดที่ตัดสินใจซื้อ และมันเริ่มต้นมาจากการเห็นโฆษณาบนออนไลน์ นี่คือขั้นตอน Awareness ใน Customer Journey ตามมาด้วยผมไปหาข้อมูลอ่านในการรีวิวของลูกค้าคนอื่น Influencer นานพอควร จนกระทั่งไปลองสัมผัสที่ร้าน ซึ่งเป็นขั้นตอน “Consider” หรือการพิจารณา ก่อนที่จะไปจบด้วยการซื้อ และทุกวันนี้ด้วยคอนเซปการทำกาแฟที่ “ง่าย รวดเร็ว สะดวก ไม่ต้องเสียเวลาล้าง” ผมก็ยัง Retention หรือกลับมาซื้อวัตถุดิบกาแฟซ้ำเรื่อยๆ ทุกเดือน
.
สินค้าและบริการบางอย่าง เป็นที่เข้าใจง่าย ลูกค้ารู้จักดี ก็อาจไม่ต้องสื่อสารหรือสร้างให้เกิดความเข้าใจมากเท่าไหร่ แต่ก็ต้องไปเน้นที่ส่วนอื่น เพราะถ้าเป็นสิน้คาที่รู้จักดี แสดงว่าคู่แข่งขันหรือคนขายและบริการก็มีมากเช่นกัน
.
แต่ถ้าสินค้าที่เข้าใจยาก ของใหม่ของตลาด ก็ต้องทำการตลาดที่หลากหลายในการสร้างการรับรู้และทำให้ลูกค้าเกิดความรัก ชอบ และเชื่อในแนวคิดสินค้าตัวนั้น
.
#2_Trust_and_Connect_with_the_Company_and_Brand
ลูกค้าต้องเชื่อในชื่อเสียงหรือ Reputation ของบริษัท รวมทั้งแบรนด์สินค้าและบริการนั้นด้วย คุณไม่แปลกใจเลยใช่ไหม เวลาคุณต้องตัดสินใจเลือกระหว่างสินค้า A และ B ที่ทุกอย่างแทบจะเหมือนกัน ทั้งฟังก์ชั่นที่ได้และราคา
.
ถ้าเหมือนกันราวกับแกะ คุณจะเลือกแบรนด์หรือบริษัทที่คุ้นเคยมากกว่า เพราะมีความเชื่อถือมากกว่านั่นเอง ย้อนกลับไปสมัย 20-30 ปีก่อน ถ้าคนไทยจะซื้อโทรทัศน์สักเครื่อง แบรนด์ที่ลอยเข้ามาในใจใครหลายคนคือ Sony ถือว่าเป็น The best of the best ในยุคนั้น
.
แต่ถ้ายุคปัจจุบันล่ะ มีหลายแบรนด์เลยนะที่สร้างความน่าเชื่อถือ สร้างแบรนด์มาสักพักใหญ่แล้วก็ขึ้นเทียบหรือแซง Sony ไปเรียบร้อย อย่าง Samsung ที่ซัพพลายหน้าจอให้กับหลายๆ แบรนด์ไปใช้เสียด้วยซ้ำ
.
ถ้าคุณจะขายให้ได้ นอกเหนือจากสินค้า ก็คือแบรนด์หรือชื่อเสียงบริษัทที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้น เป็นที่มาว่าคุณต้องทำ Brand Storytelling เพื่อสื่อสารออกไป ให้ลูกค้าได้รู้จักแง่มุมดีๆ ของแบรนด์
.
ให้ลูกค้าได้เห็นความเชื่อมั่นในวิธีการทำงานของแบรนด์ การผลิตสินค้าและบริการ การดูแลลูกค้า ซึ่งมันสัมพันธ์ไปกับการออกแบบ Brand Identity Prism, Brand Positioning Statement, Brand Essence หรือแม้กระทั่ง Brand Authenticity หรือเนื้อแท้ของแบรนด์ ที่แสดงออกไปยังการรับรู้ของลูกค้า
.
ถ้าคุณบอกว่าแบรนด์ของคุณคือ “นวัตกรรม” การดำเนินกลยุทธ์ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ คน ทั้งหมดต้องมีความเป็นนวัตกรรมในการสื่อสารออกมา เช่น สินค้าที่ก้าวล้ำนำคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอ
.
ลองนึกภาพแบรนด์สินค้าระดับ Hi-End หรือพรีเมี่ยมสายแฟชั่นอย่าง Hermes , LV, Gucci, Chanel ภาพที่แบรนด์เหล่านั้นสื่อสารออกมาคือ ความเป็นพรีเมี่ยม เวลาทำการตลาดเปิดตัวสินค้า นำเสนอสินค้า การจัดงาน จัด Event จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบต่างๆ ต้องพรีเมี่ยมตามด้วยเช่นกัน รวมไปถึงการจัดวางในร้านที่ต้องดูโปร่ง โล่งๆ สว่างๆ เพราะในสายวิเคราะห์ Shopper Analysis หรือ Luxury Brand วิเคราะห์มาแล้วว่า โปร่ง โล่ง สว่าง ทำให้แบรนด์ดูแพงขึ้น
.
เมื่อบริษัทของคุณวางตำแหน่งแบรนด์ไว้แบบไหน หน้าที่ต่อไปคือ การสื่อสารออกไปและทำตามสัญญาที่คุณได้สื่อสารไว้ เพื่อรักษาแบรนด์ แบรนด์ที่โดดเด่นกว่าย่อมได้เปรียบเวลาที่ลูกค้าตัดสินใจเลือก หรือสามารถตั้งราคาในระดับที่สูงกว่าคนอื่นได้และมีคนที่พร้อมจะจ่ายราคานั้น
.
#3_Trust_and_Connect_with_You
ในฐานะที่คุณเป็นเจ้าของ ผู้ประกอบการ หรือนักขาย ถ้าลูกค้าไม่เชื่อในตัวคุณ โอกาสในการจะขายก็ค่อนข้างยากขึ้น คุณว่าจริงไหม?
.
ภาพลักษณ์ของคุณ ตลอดจนวิธีการดำเนินชีวิต ไลฟ์สไตล์และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนที่คุณจะขาย มันส่งผลต่อโอกาสในการขายได้หรือขายไม่ได้ ถ้าเป็นสินค้าทั่วๆ ไปที่ตัดสินใจซื้อได้ง่าย การสร้างความสัมพันธ์คงไม่จำเป็น แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ขายยากล่ะ หรือเป็นสินค้าที่ลูกค้ายังไม่ได้มีควาต้องการ ถ้ามันไม่มีการสร้างความสัมพันธ์มาก่อน ก็คงยากไม่ใช่น้อย!
.
ลองคิดถึงนักขายสอง คนหนึ่งซัดโต้งๆ เลยว่า “เฮ้ย! เธอ เราว่าเธอควรซื้อประกัน แก่ปูนนี้แล้วตอนเกษียณจะลำบากเอานะผัวก็ไม่มี” ในขณะที่อีกคน “เธอ คนเราจำเป็นต้องวางแผนว่าจะเกษียณอย่างไร มีข้อมูลในเน็ตมากมายให้เธอศึกษา ติดตรงไหนถามเราได้ เรายินดีแชร์ข้อมูลให้นะ ”
.
แบบหลังหน้าจะฟังแล้วลื่นหูไปต่อได้ใช่ไหม จริงๆ แล้วทั้งสองประโยคมันขายตัวมันเองนั่นแหละ แต่มันต้องพิจารณาคู่กันกับ Marketing Funnel ไง มันจะเป็นลักษณะกรวยที่ปากกว้างและค่อยๆ แคบลงไป ดังนั้นการขายหรือทำการตลาดในแต่ละขั้นตอนก็ต้องแตกต่างกัน
.
ใน Stage of Funnel มันจะแบ่งเป็น 3 Stage ผมเขียนเขียนละเอียดๆ แล้วในเพจนะ แต่ตอนนี้เอามาคร่าวก่อน
.
#TOFU
ส่วนบนสุดของปากกรวย เรียกว่า Top of Funnel (TOFU) ในส่วนนี้แบรนด์ต้องวางคอนเทนท์ประเภท Awareness เพื่อสร้างความสนใจหรือดึงดูดคนให้สนใจแบรนด์ของเรา ซึ่งประโยคที่สองมันทำงานในขั้นนี้ เหมาะสมกับคนที่ยังไม่ได้คิดที่จะซื้อ และเราเองก็ไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่นใช่ไหม? ก็ต้องค่อยๆ เลี้ยงต้อยกันไปยังไงล่ะ!
.
#MOFU
ตรงกลางของกรวยเรียกว่า Middle of Funnel เป็นจุดกึ่งกลางที่เริ่มออกแบบกลยุทธ์การตลาดให้แบรนด์ของเราเป็นทางเลือกหรือ Solution ที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า เรียกว่า Fit and Macth พอดิบพอดี เป็น Stage ที่เรา Convert กลุ่มเป้าหมายไปเป็นลูกค้า แนวทางการสื่อสาร หรือการขายใน Stage นี้จึงต้องแสดงให้เห็นว่า สินค้าและบริการของเราเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า
.
#BOFU
ถ้าคุณปิดการขายในขั้นก่อนหน้าไม่ได้ ก็ต้องพยายามทำให้เขาจดจำเราได้มากที่สุด ระลึกเราให้ได้มากที่สุด และจับความรู้สึกดี ความสัมพันธ์เชิงบวกที่มีต่อเราได้
.
มันจึงเป็นกระบวนการทำ Re-marketing เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยการกระตุ้นลูกค้าซ้ำๆ หรือการหลอนทางการตลาด ผ่านความพยายามในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขาเอาไว้ให้มากที่สุด
.
เราอาจต้องไปกดเฟสเขาบ่อยๆ ไปคอมเม้นท์ ทักทายผ่านแชทไป .หรือไปเยี่ยมเยือนก็เพื่อให้ระลึกชาติได้และมีความสัมพันธ์เหนียวแน่น เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ทำให้การปิดการขายยิ่งง่าย
.
ดังนั้นสรุปข้อนี้ง่ายๆ คือ เราต้องแสดงตัวตนให้น่าเชื่อถืออย่างจริงใจไม่ใช่ตอแหลแล้วโดนจับได้ ความน่าเชื่อถือต้องสอดคล้องไปกับสินค้า บริการและสอดคล้องกับแนวทางของแบรนด์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เน้นการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ความรู้สึกเชิงบวก บางครั้งอย่ารีบชิงสุกก่อนห่าม ค่อยๆ นวด ค่อยๆ ทุบ น้ำหยดลงหินทุกวันยังกร่อน นี่หย่อนลงใจทุกวันไม่เขวบ้างให้มันรู้ไป
.
#สรุปแนวคิดของBelfort
#1_ขายสิ่งที่แก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า เท่ากับเราขาย Solution ไม่ใช่ Product
#2_สร้างความน่าเชื่อถือให้ได้ทั้งสามส่วน คือ สินค้า แบรนด์ (หรือองค์กร) และตัวคุณที่เป็นทั้งเจ้าของและอาจเป็นนักขาย
.
ที่มา ดร.ทอย ปุญญภณ เทพประสิทธิ์
DrToy Punyapon Tepprasit

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: